ยืนยันว่า “ให้สอน” ไม่ใช่ “ให้ทำแทน-พับแทน” เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับการซื้อปลามาให้แต่ไม่ใส่ใจที่จะสอนวิธีจับปลา เสมอเหมือนการย้ำหลักคิดให้นิสิตนักศึกษาได้ตระหนักถึงการลงแรงที่จะเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริงตั้งแต่ “ต้นน้ำ” ไม่ใช่ทำตัวเป็น “ข้าวสุก ปลาตาย” อันเป็นวัฒนธรรมการใช้ชีวิตแบบ “เด็ดยอด” ที่ซึ่งไม่อาจรู้ได้เลยว่ากว่าจะเป็นข้าวแต่ละเม็ดนั้นต้องผ่านกระบวนการเพาะปลูกเก็บเกี่ยวอย่างไร

เวทีล่าสุด ผมยังคงมีโอกาสได้ร่วมงานกับ ดร.ขจิต ฝอยทอง และการร่วมงานครั้งนี้ ผมไม่ลังเลที่จะให้ ดร.ขจิต ฝอยทอง นำกิจกรรมการ “พับปลากระดาษ" มาเป็นกระบวนการหนึ่งในเวทีแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน


เวทีดังกล่าวเป็นเวทีความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ร่วมกับมูลนิธิรากแก้วที่มุ่งเสริมสร้างความรู้และทักษะแก่นิสิตนักศึกษาในเรื่องการจัดกิจกรรมพัฒนาสังคม ซึ่งมีนิสิตจากมหาวิทยาลัยมหาสารคามและนักศึกษาจากสถาบันการศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเข้าร่วมเกือบๆ จะ ๑๐๐ คน

การพับปลากระดาษในครั้งนี้ ผมถือโอกาสสังเกตการณ์ใกล้ชิดกว่าเวทีครั้งที่แล้ว ทำหน้าที่เหมือนผู้ช่วย ดร.ขจิต ฝอยทอง ไปในที แต่เป็นผู้ช่วยในเรื่องของการกระตุ้นการเรียนรู้มากกว่าที่จะช่วยในเรื่องของการสร้างทักษะ หรือความเข้าใจว่าต้องพับปลากระดาษอย่างไร -



พับปลา : ทำไปเรียนรู้ไป ... ช่วยเหลือ เกื้อกูล


ในช่วงที่ ดร.ขจิต ฝอยทอง สอนพับปลาอยู่นั้น ผมเฝ้ามองพฤติกรรมการเรียนรู้ของนิสิตนักศึกษาอย่างใกล้ชิด เห็นได้ชัดว่าร้อยทั้งร้อยมีความตื่นตัวตื่นเต้นกับกิจกรรมนี้มาก รวมถึงอาจารย์ที่ปรึกษาต่างก็มีสภาวะแห่งการเรียนรู้ไม่ต่างไปจากนิสิตนักศึกษา

เมื่อจังหวะเริ่มคลี่คลาย ส่วนหนึ่งเริ่มพับได้เองแล้ว ผมก็ช่วยกระตุ้นกระบวนการด้วยการบอกกล่าวให้แต่ละคนเรียนรู้จากคนรอบข้าง รวมถึงกระตุ้นเพื่อนแต่ละคนให้ช่วยเหลือเกื้อกูลต่อคนรอบข้างที่ยังพับปลากระดาษยังไม่เสร็จ แต่ย้ำเน้นว่าให้“สอน" ไม่ใช่ให้ “ทำแทน"





ครับ, ยืนยันว่า “ให้สอน" ไม่ใช่ “ให้ทำแทน" (พับแทน) เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับการซื้อปลามาให้แต่ไม่ใส่ใจที่จะสอนวิธีจับปลา เสมอเหมือนการย้ำหลักคิดให้นิสิตนักศึกษาได้ตระหนักถึงการลงแรงที่จะเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริงตั้งแต่ “ต้นน้ำ" ไม่ใช่ทำตัวเป็น “ข้าวสุก ปลาตาย" อันเป็นวัฒนธรรมการใช้ชีวิตแบบ “เด็ดยอด" ที่ซึ่งไม่อาจรู้ได้เลยว่ากว่าจะเป็นข้าวแต่ละเม็ดนั้นต้องผ่านกระบวนการเพาะปลูกเก็บเกี่ยวอย่างไร หรือกระทั่งไม่เคยหาปลามาเลี้ยงเอง ไม่เคยลงน้ำจับปลา มีแต่ซื้อปลาตาย หรืออาหารที่ปรุงด้วยปลาอย่างเสร็จสรรพมาทาน

แน่นอนครับ สิ่งที่ผมย้ำนั้นยืนยันถึงหลักคิดของการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ ฝึกการสังเกต ฝึกการมีสติกับสิ่งที่ทำ ฝึกการเรียนรู้จากคนรอบข้างและรู้จักแบ่งปันต่อกันและกันอย่างไม่ต้องสงสัย






ถามทัก : ชอบไม่ชอบส่วนใดในตัวปลา


เมื่อ ดร.ขจิต ฝอยทอง ให้นิสิตนักศึกษาระบายสีตัวปลาอันเป็นนวัตกรรมของแต่ละคนแล้ว ก็ยิงคำถามง่ายๆ ให้นิสิตนักศึกษาได้ตอบว่า “ได้เรียนรู้อะไรจากการพับปลากระดาษ"

ซึ่งคำตอบที่ได้กลับมาก็เป็นไปตามเป้า... ยกตัวอย่างเช่น การฝึกสมาธิ การฟัง การสังเกต ฯลฯ

จากนั้นผมถือโอกาสเข้าไปร่วมกระบวนการด้วยการตั้งคำถามว่า "มีส่วนใดของตัวปลาที่แต่ละคนชอบและไม่ชอบ" พร้อมให้อธิบายถึงเหตุผลของการชอบและไม่ชอบ

ซึ่งเป็นการถามทักโดยไม่กะเกณฑ์ว่าใครต้องตอบคำถามนี้ เน้นความสบายใจสะดวกใจที่จะตอบ และผมก็ไม่ฟังธงว่าสิ่งที่ตอบ หรือบอกเล่านั้นว่า “ผิด" หรือ “ถูก" เพียงต้องการให้กล้าแสดงออก รวมถึงฝึกให้แต่ละคนได้เรียนรู้ที่จะ “ประเมิน" หรือ “ทบทวน" ผลงานตัวเอง โดยซ่อนนัยสำคัญลึกๆ ถึงมิติอันเป็นรสนิยม หรือค่านิยมการกินปลาของแต่ละคน เตรียมผูกโยงกับความรู้บางอย่าง ซึ่งอาจมีทั้งทางวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์





ถามทัก : มีความหมายใดในเรื่องปลา

ถักจากนั้นผมก็ชวนทุกคนร่วมแชร์ประสบการณ์ตนเองแบบง่ายๆ ผ่านคำถามพื้นๆ ว่า “เมื่อนึกถึงปลา แต่ละคนนึกถึงอะไรบ้าง" และคำถามที่ว่านี้ก็ไม่มุ่งให้พูดหรือตอบกันทุกคน แต่มุ่งกระตุ้นให้เกิดบรรยากาศของการผ่อนคลาย “ใครใคร่ตอบก็ตอบ"

ซึ่งมีหลากหลาย เช่น บ้างก็นึกถึงอาหาร ส้มตำ โปรตีน นึกถึงความฉลาด การเคลื่อนไหวตลอดเวลา ความอุดมสมบูรณ์ นึกถึงการเดินทาง นึกถึงความอิสระ นึกถึงยาย นึกถึงตาวิเศษ ฯลฯ



ครับ-กระบวนการหลังนี้ ผมพลิกตัวเองมาเป็นแกนหลัก ขณะที่ ดร.ขจิต ฝอยทอง เป็นผู้ช่วยวิทยากรคอยสรุปประเด็นที่นิสิตได้สื่อสารกลับมา และตอนนั้น ดร.ขจิต ฝอยทอง เองก็ไม่รู้หรอกว่าผมกำลังจะเชื่อมโยงการเรียนรู้ใดผ่านกิจกรรมนี้ แต่ท่านก็ยินดี (ยินยอม) ที่จะหนุนเสริมอย่างไม่กังขา


เมื่อเวลาผ่านไปซักระยะ ผมจึงยุติเวทีการถามทักดังกล่าว หันกลับมาหยิบจับประเด็นทางประเด็นมาสู่การเรียนรู้เช่น การเชิญให้เจ้าของวาทกรรม “คิดถึงยาย" ได้เล่าให้ฟังว่า “ทำไมถึงนึกถึงยา" ซึ่งเจ้าตัวก็บอกเล่าว่ายายทำอาหารให้ทาน และปลาที่นำมาทำเป็นอาหารก็เป็นปลาที่พ่อจับมาจากอ่างเก็บน้ำในหมู่บ้าน ฯลฯ ...

ครับ-เพียงเท่านั้นกันได้เรื่องต้อง “โสเหล่" กันต่อ หากแต่ไม่ได้โสเหล่ยาวนาน ผมเพียงยึดโยงให้เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ในวาทกรรม “ยาย" ที่เชื่อมถึงวิถีอาชีพ ความสัมพันธ์ในครัวเรือน ระบบนิเวศน์ในชุมชน ฯลฯ ซึ่งนักจัดกระบวนการเรียนรู้ต้องมีทักษะในการตีความเหล่านี้ รวมถึงเมื่อไปจัดกิจกรรมกับชุมชน นิสิตนักศึกษาก็ต้องช่างสังเกต ตั้งคำถามและตีความ ถอดรหัสในสิ่งที่พบเจอให้ได้มากที่สุด มิใช่เรียนรู้เพียงผิวเผิน สัมผัสและจ่อมจมอยู่แต่เฉพาะเปลือกไม่ทะลุไปถึงแก่นสารแห่งความรู้ –







ที่สุดแล้ว : โมเดลปลา Km


กระทั่งในท้ายเวที ผมก็เปิดคลิปโมเดลปลาทู (KM) ให้ทั้งนิสิตนักศึกษาและอาจารย์ได้ดูชมร่วมกัน เพื่อสื่อให้เห็นถึงมิติของการจัดการความรู้บนฐานปัจจัยความสำเร็จหลักสองประการคือ “เปิดใจ" และ “บริหารจัดการที่ดี"

ไม่เพียงแต่เฉพาะเท่านั้นหรอกนะครับ ผมยังแกล้งตั้งข้อสงสัยว่า “ทำไมคนถึงเอาปลามาเป็นโมเดลของการจัดการความรู้" เช่นเดียวกับการตั้งผูกโยงไปยังวาทกรรมอื่นๆ ว่า “ป.ปลานั้นหายาก,กินปลาเป็นหลัก กินผักเป็นพื้น,กินข้าวฮวมพา กินปลาฮวมปิ้ง,กินข้าวกินปลา,กินปลาเยอะๆ จะได้ฉลาดๆ" ฯลฯ

รวมถึงการเชิญให้นิสิตนักศึกษาและอาจารย์ได้แสดงความคิด หรือความรู้ร่วมกันว่าทำไมปลาถึงถูกเลือกมาเป็นโมเดลของการจัดการความรู้ หรือในมิติทางวิทยาศาสตร์นั้น ปลามีคุณประโยชน์อย่างไร และในทางสังคมศาสตร์ทำไมปลาถึงถูกเชื่อมร้อยกับความฉลาดของมนุษย์ ...






ส่งท้าย :

ครับ-นี่คือกระบวนการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมการ “พับปลากระดาษ" ที่ผมมีโอกาสได้เข้าไปเรียนรู้และหนุนเสริมการขับเคลื่อนของ ดร.ขจิต ฝอยทอง

-เป็นการหนุนเสริมในแบบฉบับที่ไม่ได้นัดหมายล่วงหน้า หากแต่ยึดเอาสถานการณ์จริงในเวทีเป็นตัวตั้ง เอาข้อมูลสดๆ ที่เกิดขึ้นจริงในเวทีมาผูกเป็นโจทย์การเรียนรู้ในแบบ “ด่วนดิบ" เพื่อให้ได้ทั้ง “บันเทิงเริงปัญญา" ไปพร้อมๆ กัน




ภาพ : ทีมงานกองกิจการนิสิต มมส, มูลนิธิรากแก้ว และดร.ขจิต ฝอยทอง
๒๐-๒๑ กันยายน ๒๕๕๗
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม