นสพ. The Wall Street Journal ฉบับวันที่ ๒๕-๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๗ ลงบทความชื่อ A History of the ‘L-Word’ โดย William Anthony Hay วิจารณ์หนังสือLiberalism : The Life of an Idea โดย Edmund Fawcett น่าอ่านมาก ผมชอบ บทความวิจารณ์หนังสือใน The Wall Street Journal พบ นสพ. นี้ทีไร เป็นต้องหยิบมาพลิกอ่านหน้าวิจารณ์หนังสือ เพราะมีวิจารณ์หนังสือดีๆ และคนวิจารณ์ก็เก่ง อ่านแล้วได้ความรู้แปลกๆที่ผมไม่คุ้นเคย
เขาบอกว่า คำว่า Liberalism ในความหมายเดิมก่อนศตวรรษที่ ๑๙ หมายถึงความมีใจกว้าง ไม่มีอคติ ไม่ใช้อารมณ์รุนแรง แต่ความหมายในปัจจุบันเปลี่ยนไป กลายเป็นความไม่เชื่อถือในอำนาจ และการไม่นิยม ให้รัฐเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการต่างๆ
เขาบอกว่า หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องประวัติศาสตร์ของกระบวนการทางปัญญา (intellectual history) ที่บอกว่า ประสบการณ์มีพลังเปลี่ยนความคิด ดังกรณีของความคิดเกี่ยวกับคำ liberal
ที่น่าสนใจคือ เขาบอกว่า ข้อเขียนของปราชญ์แห่งโลกหลายคน มีส่วนเปลี่ยนแปลงความคิดเกี่ยวกับ liberalism คนแรกคือ Alexander von Humboldt แห่งเยอรมนี เสนอว่าการศึกษาเป็นเครื่องมือเปลี่ยนแปลง บุคคล ไม่ใช่จารีต ในการฝึกคนให้เข้าสู่วิชาชีพ หรือบทบาททางสังคม
อีกคนหนึ่งคือ Benjamin Constant แห่งฝรั่งเศส เสนอแนวคิด liberty (เสรีภาพ) ว่าหมายถึง สภาพที่บุคคลปลอดจากการแทรกแซงโดยรัฐหรือสังคม คนรุ่นต่อมาคือ Francios Guizot เสนอว่า อำนาจเบ็ดเสร็จเป็นสิ่งที่ผิด เพราะมนุษย์มีความไม่สมบูรณ์ จึงไม่ควรมีบุคคล ชนชั้น ความเชื่อ หรือผลประโยชน์ใดๆ ที่มีสิทธิตัดสินขั้นสุดท้าย ต้องมีการจัดสมดุลและการยอมรับ
เราไม่เคยมีชีวิตอยู่ภายใต้การกดขึ่โดยองค์การศาสนา รัฐ (เจ้า) และผู้ประกอบการอุตสาหกรรม จึงไม่มีวันเข้าใจ ว่าทำไมจึงมีการเสนอแนวคิดเสรีนิยม ในช่วงเวลานั้นๆ
ต่อมาเกิดแนวคิดกลุ่ม Anglo – American เมื่อเกิดคนชั้นกลางที่มีการศึกษาจำนวนมาก แนวคิด เสรีนิยมที่เอื้อต่อคนชั้นสูงก็อ่อนแอลง เปิดช่องให้คนจากชนชั้นธรรมดา มีการศึกษา และทำงานออฟฟิศ ที่ผูกขาดโดยวงการศาสนาและชนชั้นสูงมาเป็นเวลานานมาก เสรีภาพหมายถึงโอกาสเลื่อนฐานะทางชนชั้น ในสังคม
ต่อมาหลัง ค.ศ. 1880 เกิด mass society ใช้ระบบลงคะแนนโดยพลเมือง แนวคิดเสรีนิยม กลายเป็นแนวทางเพื่อการกำหนดความสัมพันธ์ ระหว่างชนชั้นแรงงานกับผู้ประกอบการ และลดอำนาจ ของเอกชน แนวคิดเสรีนิยม แบบเน้นตัดสินใจด้วยการลงคะแนนเสียง ก่อให้เกิดลัทธิชาตินิยม และเผด็จการ นาซี ฟาสซิสต์ นำไปสู่ความขัดแย้งใหญ่ในโลก เป็นรากเหง้าของการเกิด สงครามโลกสองครั้ง
อ่านถึงตรงนี้ ผมคิดถึงประเทศไทยในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ที่มีการอ้างประชาธิปไตย ว่าหมายถึงรัฐบาล มาจากการเลือกตั้ง เมื่อได้รับเลือกมาแล้ว ย่อมมีอำนาจทำอะไรก็ได้ นำมาซึ่งความย่อยยับของบ้านเมือง จากการโกงมโหฬาร อย่างที่เห็นๆ กัน เป็นการใช้หลักการเสรีนิยมแบบหนึ่ง เพื่ออำนาจเผด็จการของคนคนเดียว
เมื่อลงรายละเอียดเกี่ยวกับลัทธิเสรีนิยม ที่เข้าไปผสมกับบริบทความเป็นจริงด้านอื่นๆ ในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เข้าไปในวงการเมือง และเศรษฐกิจ ที่มีความซับซ้อนอย่างยิ่ง เสรีนิยม จึงมีความหมาย เกี่ยวพันกับระบบเศรษฐกิจและการเมือง มากกว่าบุคคลกับรัฐ
วิจารณ์ พานิช
๒๖ ก.ค. ๕๗