ผมแซวอาจารย์บางท่านว่า ปลูกต้นไม้อย่างเดียวไม่พอหรอกนะครับ อย่าลืมพานิสิตกลับมารดน้ำพรวนดินมันบ้าง รวมถึงลองทำค่ายเยาวชน หรือค่ายนิสิตในผืนป่าเหล่านี้ ชวนกันมาทำฐานการเรียนรู้พืชพันธุ์ไม้บ้างก็ดี จะทำกันเอง หรือประสานหน่วยงานอื่นๆ มาร่วมด้วยช่วยกันก็ไม่ผิด

โครงการหนึ่งคณะหนึ่งศิลปวัฒนธรรมของคณะนิติศาสตร์ มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย ถึงแม้จะเป็นคณะใหม่ แต่หัวใจแห่งการเรียนรู้ก็ไม่แพ้คณะอื่นๆ

ก่อนการกลั่นกรองโครงการ  ผมได้รับเชิญให้ไปร่วมโสเหล่กับคณะทำงานที่คณะนิติศาสตร์ ด้วยความที่เป็นคณะใหม่ บุคลากรยังขาดประสบการณ์ด้านการจัดกระบวนการเรียนรู้ชุมชน  แถมยังกำลังสาละวนอยู่กับการงานภายในหลากประเด็น  ผมจึงพยายามแนะนำให้จัดโครงการในแบบบูรณาการ   ซึ่งหมายถึงผสมผสานโครงการ “หนึ่งคณะหนึ่งศิลปวัฒนธรรม” (ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม) เข้ากับโครงการ “หนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน” (บริการวิชาการแก่สังคม)





เป็นตามความคาดหมาย  เพราะคณะนิติศาสตร์ปักธงการขับเคลื่อนกิจกรรมลงในพื้นที่เดียวกัน นั่นก็คือ “วนอุทยานชีหลง” ต.ท่าขอนยาง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม  ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัย   หากแต่ระยะทางที่ไม่ไกลนั้น กลับเข้าไปถึงได้ยากยิ่ง  เพราะถนนหนทางแคบเล็ก  รถยนต์วิ่งสวนทางกันไม่ได้ ...มิหนำซ้ำยังเป็นถนนดินทรายลัดเลาะตามป่าเขาลำเนาไพร (ใจไม่แกร่งพอ มีหวังถอดใจเดินทางกลับเป็นแน่)

คณะนิติศาสตร์ขับเคลื่อนโครงการหนึ่งคณะหนึ่งศิลปวัฒนธรรมในชื่อ “บทบาทของวัฒนธรรมชุมชนในการร่วมกับหน่วยงานของรัฐเกี่ยวกับการพัฒนาผืนป่า”  ซึ่งฟังดูก็เข้าท่าเข้าทีอยู่มากโข  เพราะสื่อให้เห็นว่าประเด็นที่กำลัง “เรียนรู้คู่บริการ”  นั้นยึดโยงกับ “วิชาชีพ” (ศาสตร์) ของคณะอย่างชัดเจน





ผมเคยได้แลกเปลี่ยนว่าการขับเคลื่อนในงานพื้นที่วนอุทยานชีหลงนั้น  อาจารย์และนิสิต ควรวางหมุดหมายการเรียนรู้ในประเด็นต่างๆ เป็นต้นว่า  บริบทของพื้นที่ นับตั้งแต่ยุคก่อนการเป็น “วนอุทยาน”  ซึ่งชาวบ้านเป็นผู้บริหารจัดการพื้นที่ป่า  ภายในพื้นที่ป่ามีทรัพยากรใดบ้าง  มีการใช้ประโยชน์อย่างไร  มีประเพณีพิธีกรรมเชิงวัฒนธรรมอย่างไรในพื้นที่ป่า ฯลฯ

และเมื่อส่งมอบพื้นที่ป่าชีหลงให้กับภาครัฐเพื่อสถาปนาเป็นวนอุทยาน  ระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่ของภาครัฐ มีวิถีวัฒนธรรม หรือการจัดการร่วมเกี่ยวกับป่าอย่างไร –





ครับ, เอาให้ชัดก็คือ ผมเน้นย้ำให้อาจารย์และนิสิตได้ศึกษาอย่างจริงจังว่าพื้นที่ป่าในวนอุทยานชีหลงมีสถานการณ์จากอดีตถึงปัจจุบันอย่างไร  ระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่บริหารจัดการผืนป่าร่วมกันอย่างไร  ภายในป่ามีทรัพยากรใดคงอยู่ เสื่อมสลาย ทรุดโทรม และมีกิจกรรมใดที่ยังคงเป็นการอนุรักษ์ผืนป่าผ่านมิติทาง “วัฒนธรรม-ภูมิปัญญา” หลงเหลืออยู่บ้าง...

เช่นเดียวกับการฝากย้ำให้อาจารย์และนิสิตบูรณาการเรื่องกฎหมายเกี่ยวกับป่า-ต้นไม้เข้าไปให้ชัดเจน  เช่น  ต้นยางนามีกฎหมายใดที่คุ้มครอง  และในมิติวัฒนธรรม ต้นยางนาที่ว่านั้นช าวบ้านมองในมิติใด  เพราะในบางพื้นที่ถือว่าเป็น “พญาแห่งไม้”   และต้นยางนาที่ว่านี้  เกี่ยวโยงการพื้นที่ตั้งประวัติศาสตร์มหาสารคามอย่างไร –





ก่อนนั้น ผมแนะนำให้อาจารย์และนิสิตลงชุมชนพัฒนาโจทย์โครงการฯ ร่วมกับชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ของวนอุทยานอย่างจริงๆ จังๆ  เป็นเสมือนการปรับความคาดหวังร่วมกัน  เพราะพื้นที่มีความละเอียดอ่อน  ยิ่งในกระแสแห่งการอนุรักษ์ป่านั้น  ถือเป็นกระแสหลัก และเป็นชะตากรรมหลักที่ชาวไทยกำลังประสบอยู่

จากการลงพื้นที่ตามคำแนะนำที่ผมว่า-คณาจารย์สะท้อนให้ฟังอย่างเป็นกันเองว่า  ชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่มีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน ชาวบ้านส่งมอบผืนป่าให้รัฐมาร่วมสามสิบปี ปัจจุบันพื้นที่ป่ามีในราวๆ ประมาณ 119 ไร่ ชาวบ้านยังคงเข้ามาเก็บฟืน จับปลาได้อย่างปกติสุข  แต่ละปีมีกิจกรรมก่อเจดีย์ทราย (ตบประทาย) ในผืนป่า ประหนึ่งผืนป่าเป็นดอนปู่ตาในอีกมิติหนึ่ง

ครับ, นอกจากนั้น อาจารย์ ยังสื่อสารกลับมาถึงความมุ่งมั่นว่าน่าจะเสริมแต่งการเรียนรู้เรื่องการอนุรักษ์ผืนป่าผ่านพิธี “บวชป่า” ได้  ซึ่งถือเป็นมิติทางวัฒนธรรมของการขับเคลื่อนโครงการ






กระทั่งวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๘  ผมจึงมีโอกาสได้ลงพื้นที่ร่วมเรียนรู้กับคณาจารย์และนิสิตคณะนิติศาสตร์อย่างที่ใจมุ่งหวัง

กิจกรรมในวันนั้นประกอบด้วยกิจกรรมหลายอย่าง เช่น ทำบุญตักบาตร สู่ขวัญต้นไม้ บวชป่า ปลูกต้นไม้ กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์  เวทีเสวนา แห่ผ้าป่าถวายวัด และการแสดงดนตรี ...

โดยส่วนตัวผมชอบกิจกรรมที่บูรณาการ หรือสหกิจกรรมแบบนี้มากๆ เป็น “บันเทิง-เริงปัญญา” ที่ลงตัวไม่ใช่ย่อย

โดยภาคเช้ากิจกรรมเริ่มต้นจากการทำบุญตักบาตรในเขตพื้นที่วนอุทยานฯ ถัดจากนั้นก็รับประทานอาหารร่วมกัน เชื่อมโยงไปสู่การบวชป่าและสู่ขวัญป่า  ซึ่งห้วงกิจกรรมเหล่านี้ ได้สื่อให้เห็นถึงการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมระหว่างมหาวิทยาลัยกับชาวบ้าน (ชุมชน) และภาครัฐที่เกี่ยวข้อง  ซึ่งกิจกรรมทั้งปวงนั้น ตอบโจทย์ในเรื่องศิลปวัฒนธรรมอย่างชัดแจ้ง สะท้อนมิติของการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าในแบบฉบับชุมชน






ขณะที่กิจกรรมต่างๆ ดำเนินไป ผมเฝ้าสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของนิสิตไปพร้อมๆ กัน ซึ่งนิสิตที่มาในวันนี้ส่วนใหญ่มาจากวิชา “สัมมนาปัญหาสังคมกับกฎหมาย”

ในหลายๆ จังหวะของกิจกรรมอาจขลุกขลักไม่ไหลลื่นอย่างที่คาดหวัง  แต่เห็นความพยายามของอาจารย์และแกนนำนิสิตที่ใจเย็นและอ่อนน้อมในการที่จะเรียนรู้โดยให้ชุมชนเป็น “ครู” อย่างชัดเจน  นับตั้งแต่การถวายภัตตาหาร จัดเตรียมอุปกรณ์ประกอบพานบายศรี  ขาดเหลืออะไร  ชาวบ้านจะคอยบอกล่าวต่ออาจารย์และนิสิตเป็นระยะๆ เสมือนการ “สอนลูกสอนหลาน”  รวมถึงการพาทำพิธีบวชป่าก็เป็นในทำนองเดียวกัน  ถึงแม้จะมีกลิ่นอายเหมือนการสาธิตอยู่บ้าง  แต่ก็ถือว่าเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่มีคุณค่าและความหมายอย่างมหาศาล






ในช่วงก่อนการปลูกต้นไม้นั้น  ผมมีโอกาสได้สังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด  ทั้งอาจารย์และนิสิตยืนเป็นวงกลม หัวหน้าวนอุทยานได้อธิบายถึงการปลูกต้นไม้   ซึ่งผมถือโอกาสตั้งประเด็นการเรียนรู้เพิ่มเติม ด้วยการเรียนเชิญให้หัวหน้าฯ ได้บอกเล่าถึงที่มาที่ไปของคำว่า “ชีหลง” ...

รวมถึงเรียนเชิญให้อธิบายถึงสภาพผืนป่าทั้งหมด ยึดโยงถึงคุณลักษณะ-สรรพคุณของต้นไม้ที่กำลังจะนำไปปลูก (สะเดา-ประดู่ ฯลฯ) กระทั่งการเชื่อมไปสู่สถานการณ์ของไม้ในเมืองไทยที่เป็นกระแสอยู่ในปัจจุบัน ทั้งต้นยางนา ต้นสัก และพยุง

ครับ, ผมไม่ได้ด่วนดิบแทรกแซงกระบวนการหรอกนะครับ แต่สอบถามอาจารย์แล้วว่าประเด็นเหล่านี้ไม่มีในแผน -

ทั้งนี้ทั้งนั้น ยังชี้ชวนให้นิสิตกลุ่มใหม่ที่มาในวันนี้ได้เข้าใจว่าพื้นที่ป่าดังกล่าวเป็นพื้นที่เดียวกับที่คณะได้จัดโครงการหนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน หรือกระทั่งการปลูกป่าเนื่องในโครงการคุณธรรมจริยธรรมเฉลิมพระเกียรติฯ ที่เพิ่งผ่านพ้นไปสดๆ ร้อนๆ ของคณะนิติศาสตร์

นอกจากนี้ยังแลกเปลี่ยนถึงประเด็นว่านิสิตสามารถบูรณาการวนอุทยานเป็นห้องเรียนอีกห้องของนิสิตได้ ทั้งในทางวิชาชีพ หรือการรับน้องอย่างสร้างสรรค์ โดยใช้บริบทของวนอุยานเป็นโจทย์ของการเรียนรู้ ---

ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะเป็นอีกแรงกำลังหนึ่งในการหนุนเสริมให้วนอุทยานได้รับการพัฒนาที่ต่อเนื่อง และเป็นที่รู้จักกว้างขวาง หากทำได้ก็ควรช่วยกันผลักให้เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ หรือแผนพัฒนาของจังหวัดฯ





กระบวนการที่ผมกล่าวข้างต้น ใช้เวลาไม่นานนัก เป็นการยืนพูด ยืนฟัง ยืนแลกเปลี่ยนกันแบบสบายๆ เป็นกันเอง ซึ่งผมมองว่าเป็นหนึ่งในการปฐมนิเทศเล็กๆ ก็ไม่ผิด และผมเองก็ถือว่าเป็นเวทีการเรียนรู้ที่ข้ามไปไม่ได้ –

ครั้นเสร็จสิ้นการปลูกต้นไม้ ก็เป็นเวทีการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชน   ซึ่งนำพาอาจารย์ นิสิต ชาวบ้าน เจ้าหน้าที่วนอุทยานมาเล่นเกมร่วมกัน สร้างความสนุกสนาน คึกคักสรวลเสเฮฮา น่ารัก เสมือนกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นคุ้นชินกันให้มากขึ้น เป็นการปูพรมก่อนเข้าสู่เวทีของการเสวนาร่วมกันในภาคบ่าย

เวทีการเสวนาในภาคบ่าย โยกย้ายจากวนอุทยานไปยังหมู่บ้านวังหว้า โดยมีชื่อประเด็นการเสวนาคือ “กฎหมาย วัฒนธรรม และการอนุรักษ์ป่า”

ครับ, ประเด็นการเสวนาดังกล่าว สื่อให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างโจทย์การเรียนรู้จากมหาวิทยาลัยสู่ชุมชน และจากชุมชนสู่มหาวิทยาลัยอย่างชัดเจน  แทนที่จะจัดขึ้นแบบโดดๆ  แต่บูรณาการผ่านกิจกรมอื่นๆ มาเป็นระยะๆ ซึ่งถือว่าออกแบบการเรียนรู้ได้อย่างมีเสน่ห์...





ครั้นเสร็จสิ้นจากเวทีเสวนา ก็มีการแห่ผ้าป่ารอบหมู่บ้าน  นำเงินที่ได้ถวายวัดเพื่อสมทบการพัฒนาชุมชน รวมถึงเล่นดนตรีสร้างความสัมพันธ์ โดยได้นิสิตจากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์มาช่วยหนุนเสริมบรรยากาศ เป็นเหมือนการบูรณาการภาคีหน่วยงานในมหาวิทยาลัยฯ ในอีกมิต

ครับ, ถึงตรงนี้ ผมยังยืนยันว่าชื่นชอบกิจกรรมในทำนองนี้ การออกแบบกระบวนการเรียนรู้ของคณะ (มือใหม่) ทำได้เช่นนี้ก็ถือว่าเยี่ยมแล้ว เห็นพลังของอาจารย์และนิสิตจำนวนไม่น้อยที่กระหายต่อการเรียนรู้คู่บริการแล้วพลอยให้อบอุ่นใจเป็นที่สุด

เช่นเดียวกับการที่อาจารย์กับนิสิตได้เห็นมิติการมีส่วนร่วมของชุมชนกับภาครัฐในการดูแลผืนป่าร่วมกัน ยิ่งสุขใจ เพราะจะช่วยให้นิสิตได้เห็นอีกมุมหนึ่งของการบริหารจัดการป่าที่บูรณาการกันระหว่าง “กฎหมายกับวัฒนธรรม” ของชุมชน






ก่อนอำลาพาจาก ผมแซวอาจารย์บางท่านว่า ปลูกต้นไม้อย่างเดียวไม่พอหรอกนะครับ  อย่าลืมพานิสิตกลับมารดน้ำพรวนดินมันบ้าง  รวมถึงลองทำค่ายเยาวชน หรือค่ายนิสิตในผืนป่าเหล่านี้ ชวนกันมาทำฐานการเรียนรู้พืชพันธุ์ไม้บ้างก็ดี จะทำกันเอง หรือประสานหน่วยงานอื่นๆ มาร่วมด้วยช่วยกันก็ไม่ผิด

รวมถึงอย่าลืมชวนนิสิตถอดบทเรียนง่ายๆ ร่วมกัน  ทั้งในกลุ่มวิชาสัมมนาฯ  และในกลุ่มจิตอาสาทั่วไปว่าเข้าร่วมโครงการนี้แล้ว ได้เรียนรู้อะไรบ้างฯ

และนั่นอาจหมายถึงการนำไปสู่การสร้างแกนนำหลากวัยเพื่อร่วมอนุรักษ์และปกป้องผืนป่าผืนนี้ด้วยก็เป็นได้





เหนือสิ่งอื่นใด ผมยืนยันว่ามีความสุขกับการได้เข้าร่วมการเรียนรู้ในครั้งนี้เป็นอย่างมาก  ถนนหนทางที่ว่ายากลำบาก มิได้เป็นอุปสรรคของการเรียนรู้เลยสักนิด

โดยส่วนตัวแล้ว  ผมชอบโครงการฯ ที่ไม่ได้ทำเพียงเพื่อตอบตัวชี้วัดในระบบ  ไม่ได้ทำแค่ตูมเดียว วันเดียว (แล้วหายจ้อย) แ ต่คณะนิติศาสตร์ได้พยายามแล้ว-พยายามทำมาเป็นระยะๆ... และยังมีแผนที่จะขับเคลื่อนต่อไป

ผมให้กำลังใจ และจะตามเชียร์ต่อไป และต่อไป (นะครับ)




๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๗
“บทบาทของวัฒนธรรมชุมชนในการร่วมกับหน่วยงานของรัฐเกี่ยวกับการพัฒนาผืนป่า”
(หนึ่งคณะหนึ่งศิลปวัฒนธรรม)
ณ วนอุทยานชีหลง-บ้านวังหว้า
ต.ท่าขอนยา อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม