กลยุทธ์สร้างความสนใจในการหาเสียงเลือกตั้ง

โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก

www.drsuthichai.com

ในการหาเสียงเลือกตั้ง หากว่าผู้สมัครคนใดใช้วิธีการหาเสียงเหมือนๆกับผู้สมัครคนอื่นๆ ย่อมจะไม่ได้รับความสนใจจากประชาชนเท่าที่ควร แต่หากว่าผู้สมัครท่านใดที่ใช้วิธีหาเสียงที่แตกต่างจากผู้สมัครคนอื่นๆ ผู้สมัครคนนั้นย่อมได้รับความสนใจจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่เลือกตั้ง แต่ทั้งนี้ผู้สมัครก็ควรที่จะศึกษา หาความรู้เกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้งไว้ด้วย เนื่องจากการกระทำบางอย่างอาจจะเป็นการผิดกฎหมาย หรือ การกระทำบางอย่างอาจใช้ได้ในสมัยหนึ่ง แต่พอช่วงเวลาผ่านไปกฎหมายก็ห้ามไม่ให้ทำ เช่น การฉายภาพยนตร์ ในอดีตได้รับความนิยมมาก แต่พอมาตอนหลังๆ กฎหมายห้ามไม่ให้มีการฉายภาพยนตร์ อีกทั้งในยุคปัจจุบัน การฉายภาพยนตร์ก็ไม่ได้เป็นที่นิยมอีกต่อไป เนื่องจากสภาพสังคมและเทคโนโลยี่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

สำหรับกลยุทธ์สร้างความสนใจในการหาเสียงเลือกตั้งมีดังนี้

1.กลอนหาเสียง การใช้กลอนที่สนุกๆ และมีความแปลกใหม่มักจะทำให้เป็นที่สนใจของประชาชนในการเลือกตั้ง อีกทั้งในยุคปัจจุบันมีเทคโนโลยี่ที่ทันสมัย ผู้สมัครสามารถบันทึกเสียงแล้วใช้รถโฆษณาไปทั่วพื้นที่ เช่น

อยากได้นายกอบต.ที่พึ่งได้ ต้องเลือกเบอร์หนึ่ง

อยากได้นายกอบต.ที่ใจซื่อมือสะอาดต้องเลือกเบอร์หนึ่ง

อยากได้นายกอบต.ที่กล้าพูดต้องเลือกเบอร์หนึ่ง

อยากได้นายกอบต.ที่บริหารงานดีต้องเลือกเบอร์หนึ่ง

อยากได้นายกอบต.ที่เก่งต้องเลือกเบอร์หนึ่ง

2.ลูกโป่งหาเสียงการใช้สื่อในการหาเสียงโดยมากมักจะทำเหมือนๆกัน เช่น ป้ายโฆษณา ป้ายผ้า โปสเตอร์ หนังสือพิมพ์วิทยุแต่มีสมัยหนึ่ง ผู้สมัครคนหนึ่งได้ใช้ลูกโป่งในการหาเสียง โดยนำลูกโป้งไปแจกตามโรงเรียนให้แก่เด็กๆแจกตามวัด อีกทั้งยังจัดให้มีการแข่งขัน เป่าลูกโป่งให้แตก อีกด้วยเพราะการใช้สื่อใหม่ๆ สื่อที่แปลกๆ จะทำให้เกิดกระแส มีการพูดคุยกันไปทั่วพื้นที่

3. ฝาเข่งหาเสียง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นับว่าเป็นนักการเมืองคนหนึ่งที่สามารถสร้างความสนใจในการหาเสียงเลือกตั้งโดยเฉพาะการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพในอดีต ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง ด้วยภาพพจน์ของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เป็นผู้ที่อ่อนน้อมถ่อมตน อีกทั้งมีการสวมเสื้อม่อฮ่อมเป็นประจำ จึงทำให้มีภาพลักษณ์ในการหาเสียงในลักษณะสมถะ การใช้ฝาเข่งหาเสียงจึงได้ผลและประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง

4.การใช้คำในการหาเสียง คำพูด ภาษา ถ้อยคำ มีผลอย่างมากต่อการสื่อสารให้กับประชาชนในพื้นที่ หากท่านใช้คำหรือถ้อยคำที่ถูกใจหรือเข้าไปอยู่ในหัวใจของประชาชน ท่านก็จะได้คะแนนเสียงอย่างท่วมท้น เช่น คุณชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ เป็นนักการเมืองท่านหนึ่งที่มีความสามารถในการสื่อสารจึงทำให้ได้รับคะแนนเสียงอย่างมากมาย จากภาพลักษณ์ในการหาเสียงที่ดุดัน แต่มีความขำขันและฮาในขณะเดียวกัน เมื่อดูจากป้ายการโฆษณาหาเสียง ยิ่งทำให้ผู้พบเห็นโดนใจ จากคำที่สื่อและภาพหน้าตาที่ดุดัน ดังตัวอย่าง

- ผมเป็นสุนัขเฝ้าประเทศเมื่อคุณโกงผมจะเห่าเมื่อคุณกินผมจะกัด

- จอดกรุงเทพฯด้วย“ ผมจะลง” ให้ชูวิทย์ เปลี่ยนกรุงเทพฯสักครั้ง

- ไม่มีทางเลือก ไม่มีทางออก ไม่มีความสุข ไม่มีความจริง นี่คือการเมืองไทย

-คนอย่างคุณ ไร้สัจจะ ไม่ชัดเจน ชาติไม่ต้องการ

5.สร้างพฤติกรรมแปลกๆในการหาเสียง ในฤดูการหาเสียงเลือกตั้ง โดยเฉพาะนักการเมืองที่หาเสียงเลือกตั้งในระดับประเทศ มักสร้างพฤติกรรมแปลกๆ เพื่อที่จะได้เป็นข่าว ฉะนั้นหากท่านเป็นคนหนึ่งที่อยากจะเป็นที่สนใจของสื่อและประชาชน การสร้างพฤติกรรมแปลกๆในช่วงหาเสียงจึงเป็นสิ่งที่มีความจำเป็น หากท่านต้องการตกเป็นข่าว เพราะในการหาเสียงหากท่านมีพฤติกรรมเหมือนๆกับนักการเมืองคนอื่นๆ สื่อและประชาชนก็จะไม่สนใจ สำหรับพฤติกรรมแปลกของนักการเมืองในตอนหาเสียง มีดังนี้ ท่องดงเกย์ , มีการสวมเสื้อวินมอเตอร์ไซค์ มีการสวมชุดนักเรียนในการหาเสียง , การอุ้มหมีแพนด้าขึ้นป้ายหาเสียง เป็นต้น

นี่เป็นเพียงตัวอย่างเพียงแค่เล็กน้อยในการสร้างความสนใจในการหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งการหาเสียงเลือกตั้งนั้น หากว่าท่านสามารถใช้วิธีการใหม่ๆ แปลกๆ และไม่ซ้ำแบบใคร มักจะเป็นที่สนใจของสื่อและประชาชน สำหรับวิธีการหาเสียงในสมัยหนึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหม่แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป วิธีการหาเสียงในรูปแบบนั้นก็อาจจะล้าสมัยไป ฉะนั้น ท่านจะต้องคิดรูปแบบที่ แปลกๆใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา จึงจะนับได้ว่าท่านประสบความสำเร็จในการโฆษณาหาเสียงเลือกตั้ง แต่สิ่งที่ควรระวัง คือท่านต้องมีการศึกษากฎหมายเลือกตั้งด้วยว่ากฎหมายเปิดช่องให้ทำได้หรือไม่ เพียงใด