กาย ปัญญา ใจ อยู่กับเรา ไตรสิกขา อยู่กับเราในทุกขณะ ปัญหาที่เห็น คือ กาย เมื่อปัญหาเป็นกาย เราก็จะต้องเอามาปัญญาเเละใจเพื่อกำกับกายของเราเอง

"เครื่องมือพัฒนากิจกรรมเเละพัฒนาคน"

        ในกิจกรรมของเราที่ทำที่เราตั้งวัตถุประงสงค์ไปเเล้วนั้น เราเองก็ต้องหวนกลับมามองดูว่า สิ่งที่เราตั้งนั้น มันเป็นปัญหาที่จะเเก้ไขอะไร เเล้วมันอยู่ส่วนใดของอะไร  ซึ่งเมื่อคิดเเล้วก็อาจงง ซ้ำซ้อนว่า ตอนนี้ที่เรากำลังจะเเก้ไขปัญหาต่างๆด้วยกิจกรรมอยู่นั้น เราเเก้อะไรของอะไรของคน  ซึ่งเรามาลองมองดูคำสอนของพระพุทธองค์ที่ทรงประทานมาให้เราดีเเล้ว คือ ไตรสิกขา อันประกอบด้วย ศีล  สมาธิ เเละปัญญา ซึ่งในที่นี้ขอตีความหมายในด้านการพัฒนากิจกรรม  มองกิจกรรม เพื่อพัฒนาคนไปร่วมด้วย

ศีล  ในที่นี้นับเป็นกาย กายก็ คือ ตนเอง ซึ่งในตนเองนนั้น เราทุกๆคนก็มีสิ่งๆนี้อยู่รอบตัวเราทุกขณะ (มองอีกมุมหนึ่งเป็น เป้าหมายในชีวิตของเราเเต่ละคน)

สังคม ที่ไม่ว่าจะเป็น ครอบครัว  ชุมชน เพื่อน   สถาบัน  ผู้มีพระคุณ  เเละประเทศชาติ  

วัตถุ คือ ปัจจัยในในการดำเนินชีวิต ได้เเก่ อาหาร  ที่อยู่  เสื้อผ้า  ยา  เงิน  รถ  สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆนานา

สิ่งเเวดล้อม คือ ภาพรวมถึงเราเเละโลก ได้เเก่ ธรรมชาติ ที่มีทั้งกายภาพเเละชีวภาพ  เเละคนที่มีทั้งรูปเเละนาม

วัฒนธรรม คือ สิ่งที่ดีงามที่ปฏิบัติต่อกันมา ได้เเก่ อดีต(ความเดิม)   ปัจจุบัน(ความเปลี่ยนเเปลง)   อนาคต(ผลที่เกิดจากการเปลี่ยนเเปลงในปัจจุบัน)

        โดยทั้ง 4 มิติเหล่านี้ ที่ในสังคมนั้นมีคนอยู่ 4 ประเภทที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ ว่า บัวใต้ตม  บัวใต้น้ำ  บัวปริ่มน้ำ เเละบัวพ้นน้ำ  ซึ่งในการพัฒนากิจกรรมหรือพัฒนาคนเเล้วนั้น  เราก็ต้องย้อนกลับมาคิดว่า ภายใต้ 4 มิตินี้เเต่ละคน ก็มีเเนวคิดต่างกันไปทั้งดีเเละไม่ดี  เราจะทำอย่างไรให้ทุกๆคนที่เหมือนบัวนั้น  ลอยขึ้นมามากที่สุด ด้วยกิจกรรมของเรา    ซึ่งถ้ามองอย่างนี้เเล้วมามองอีกมุมหนึ่ง คือ การพัฒนาพฤติกรรมของกายให้ดีขึ้น ให้อยู่ใน 4 มิติได้อย่างพึ่งตนเอง จนสะอาด โดยกายก็เหมือนกับสภาพปัญหาทั้งหมด เพียงเรามาจัดกลุ่มว่าอะไรอยู่ส่วนใด  เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะอะไร  เราก็ง่ายเเด่การคิด

ปัญญา   ในที่นี้เป็นการคิดเเบบอริยสัจ 4 ซึ่ง ก็นำปัญหาจากกายมาคิด มาวิเคราะห์ให้ดี ว่าภายในปัญหาของปัญหานั้นมันคืออะไร  ปัญหาคืออะไร  สาเหตุของมันคืออะไร  วิธีการที่จะสามารถทำได้คืออะไร เเละเมื่อทำเเล้วมันจะมีผลอะไรอย่างกับใครอย่างไร  โดยเรานั้นก็ไม่ได้วิเคราะห์เพียงดิบๆ เเต่เราก็ต้องมีโลกุตระ คือ สภาพความจริงที่เกิดขึ้น เเละโลกียะ คือ หลักวิชาการหลักธรรมคำสอนมาคิดร่วมด้วยกัน  ให้เกิดความสว่างเกิดขึ้น

สมาธิ   ในที่นี้ คือ ใจ เปรียบได้กับใจ ซึ่งภายในใจนั้นในการที่งานจะไปได้ ก็ต้องเดิน เเละจอจ่อ  ซึ่งก็มีคำสอนเตือนใจ คือ ความพอใจ  ความเพียร  ความเอาใส่ฝักใฝ่  เเละความหมั่นส่องใส่ในเหตุเเละผล  การที่ใจจะดี หรือไม่ดี ใจจะอยู่หรือไม่อยู่นั้น  ขันติ ก็ควรมีร่วมด้วย พร้อมด้วยอิทธิบาท 4 มาล้อมรอบ จนเกิดความสงบในใจ

        3 อย่าง คือ ศีล  ปัญญา  สมาธิ  ควรใช้ในการออกเเบบกิจกรรมให้ทุกๆกิจกรรมมีสิ่งๆนี้อยู่ เพราะว่าผลที่ออกมานั้นจะได้มีคุณภาพ   ซึ่งถ้าเรามาลองย้อนมองดูดีดี เเล้วนั้น ศีล  ปัญญา  สมาธิ  อยู่กับทุกๆคน  อยู่กับเราในทุกขณะ เเต่เราลืมที่จะมองตนเอง   การนำไตรสิกขานี้มาพัฒนาในกิจกรรมให้กิจกรรมี มีกาย  มีใจ เเละมีปัญญา  อาจมีวิธีการ ดังนี้

(รูปแบบของกิจกรรมทีม)

1.การวางเเผน / ดูปัญหาที่เกิดขึ้น (กาย)

2.ร่วมกันลงมือทำ เเละทำตามเเผน (ใจ)

3.เมื่อมีความพลาดกลับมาเเก้ไข (กาย->ใจ->ปัญญา)

4.สรุปผลกิจกรรม (ปัญญา)

        ในเกมใดๆของกิจกรรมทีม มีสิ่งๆนี้อยู่เเล้ว  เเต่เราต้องกลับไปมองกิจกรรมของเราดีดี  ให้ เด็กๆ มองศีล  เอาศีลมาปัญญา  เเล้วเอาสมาธิมากำกับปัญญาร่วมด้วย ซึ่งเหมือนกับกงล้อเเห่งธรรมที่เมื่อกายยีงไม่ดี ก็ควรนำปัญญาเเละสมาธิมากำกับ เมื่อปัญญาได้เเล้ว ก็เอาปัญญามาพัฒนากาย เเล้วจะเป็นอยู่อย่างนี้ตลอดเวลา   หรืออีกมุมหนึ่ง คือ การออกเเบบกิจกรรมใหเป็นฐานกิจกรรมตาม 4 มิติ  ตามอิทธิบาท 4 เเละตามอริยสัจ 4 เเล้วค่อยมาสรุปผลทีหลัง (อันนี้ในรูปแบบนี้กิจกรรมใหญ่) อาจมีฐานคิด  ฐานกาย เเละฐานใจ  อันนี้เเล้วเเต่การประยุต์ธรรมปรับใช้    ไตรสิกขานี้ ใช้ในการออกเบบค่าย  ใช้ในกิจกรรมให้เด็ก  ได้ประเสริฐยิ่งนัก