2.รถคันแรกทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างไร

     ก่อนอื่นเราต้องยอมรับว่านโยบายนี้เป็นประชานิยมถ้ารัฐบาลต้องเลือกระหว่างการให้เงินแก่ประชาชนจำนวน 500 บาทแต่ไม่ก่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ กับการลดภาษีในโครงการรถคันแรกภาครัฐที่เน้นการบริโภคภายในย่อมจะเลือกการลดภาษีให้กับรถคันแรกแน่นอน เมื่อเป็นประชานิยมจึงทำให้ประชาชนผู้อยากจะมีรถต่างพากันไปจองคิวถึง1.25 ล้านราย สิ่งนี้ทำให้ประชาชนสามารถซื้อขายรถได้ในราคาถูกกว่าปกติถึง 1 แสนบาทนอกจากนี้รถยนต์ยังก่อให้เกิดการจ้างแรงงาน โดยอ้อมสูงมาก ในการผลิตก็จ้างงานในโรงงานยาง,แบตเตอรี่ และชิ้นส่วนอีกนานาชนิด ไปจนถึงน้ำมันประเภทต่างๆที่ใช้ในการประกอบรถยนต์พอเอามาใช้ก็ต้องใช้แรงงานอีกมากนับตั้งแต่ช่างซ่อมบำรุงไปจนถึงแรงงานล้างรถ แต่นั่นก็ตรงกับนโยบายคือเร่งการบริโภคภายใน โดยไม่แจกเงินเฉยๆ แต่กระตุ้นการผลิตภายในไปพร้อมกัน นอกจากนี้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจครอบคลุมไปถึง

     1. ค่ายรถยนต์ที่ซบเซาจากน้ำท่วม ก็มีการจองสูงขึ้น ทำให้มีการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2555กระโดดโตถึง 6.4 % โดยเฉพาะไตรมาส4/2555พุ่งถึง 18.9 % ฟื้นจากมหาอุทกภัยที่ฉุดให้เศรษฐกิจปี2554 โตเพียง 0.1%

     2.รัฐเก็บภาษีสรรสามิตได้เพิ่มขึ้น เป็นจำนวนหลายหมื่นล้านบาท โดยที่ภาษีสรรพสามิตรถยนต์ขยายเพิ่มถึง 26.2% หรือเพิ่ม 2.43 หมื่นล้านบาทเป็น 1.17 แสนล้านบาท

     3. กรมสรรพากร[1]เองก็ยังสามารถเก็บภาษีได้มากขึ้นทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งภาษีกำไรจากค่ายรถยนต์ ทั้งนี้เป็นเพราะกรมสรรพากรลดภาษีนิติบุคคลจาก30% เป็น 23 % จะได้เอางบจากภาษีที่เก็บได้ประมาณ1.5 แสนล้านบาท มาทดแทน

     โดยสรุปผลการเจริญเติบโตของประเทศในปี2555 จากที่เคยคาดหมายกันว่าจะมีผลประมาณ 5.5 % จนกลายเป็น6.4%

[1]กรมสรรพากร (The RevenueDepartment) มีหน้าที่ในการจัดเก็บภาษีจากฐานรายได้และฐานการบริโภคภายในประเทศตามประมวลรัษฎากร และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นรายได้ให้รัฐบาลเพื่อนำมาใช้พัฒนาประเทศได้แก่ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคลภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ภาษีมูลค่าเพิ่ม อากรแสตมป์ และอากรรังนกนางแอ่น