นิทานเรื่องคนตาบอดคลำช้างเป็นตัวอย่างที่ดีมาก เพราะตาบอด แต่ละคนจึงรู้จักช้างเป็นส่วนๆ ไม่เห็นช้างทั้งตัว คนที่คลำเจอขาก็ว่าช้างเหมือนเสา คนคลำเจอตัวก็ว่าช้างเหมือนกำแพง คนคลำเจอหูก็ว่าช้างเหมือนพัด คนคลำเจอหางก็ว่าช้างเหมือนเชือก แล้วก็ทะเลาะกันใหญ่ เพราะต่างยึดมั่นในการรู้แบบแยกส่วนของแต่ละคนๆ การรู้แบบแยกส่วนทำให้บีบคั้นและเข้าไปสู่ความขัดแย้ง ถ้าตาไม่บอดและเห็นทั้งหมด คือช้างทั้งตัว ก็จะเป็นอิสระ เพราะการรู้ทั้งหมดไม่มีอะไรจะขัดแย้งกัน เพราะแต่ละส่วนก็เป็นของช้างตัวเดียวกัน

ธรรมชาติมีทั้งส่วนย่อยและความเป็นทั้งหมด ความเป็นทั้งหมดมีสมบัติ (properties) ใหม่ผุดบังเกิด (emerge) ขึ้น ซึ่งไม่ใช่สมบัติของส่วนย่อย เช่น น้ำประกอบด้วยไฮโดรเจน 2 อะตอม และออกซิเจน 1 อะตอม เขียนเป็นสูตรว่า H2O ความเป็นน้ำเป็นสมบัติใหม่ที่ไม่ใช่สมบัติของไฮโดรเจน หรือของออกซิเจน ไฮโดรเจนหรือออกซิเจนไม่มีสมบัติของน้ำเลย แต่ความเป็นทั้งหมดของ H2O ทำให้มีสมบัติใหม่เกิดขึ้น เราเห็นตัวอย่างทำนองนี้เต็มไปหมด เช่น
- อณูของสารประมาณ 300 ล้านอณู เป็นส่วนย่อยของเซลล์
- เซลล์มีสมบัติใหม่เกิดขึ้นที่ไม่ใช่สมบัติของอณู
- เซลล์เป็นส่วนย่อยของอวัยวะ อวัยวะมีสมบัติต่างจากเซลล์
- อวัยวะเป็นส่วนย่อยของคน ความเป็นคนมีสมบัติต่างจากสมบัติของอวัยวะ เป็นต้น

สมบัติใหม่อย่างหนึ่งของความเป็นทั้งหมด คือ ความงาม ความ งามเกิดจากความเป็นทั้งหมด ไม่ใช่จากส่วนย่อย เช่น คนงามเพราะทั้งหมด ถ้าแยกย่อยเป็นลำใส้ ปอด ตับ อุจจาระ ปัสสาวะ เลือด ไขมัน ความงามก็หมดไป หรือดอกไม้สวย ถ้าวิเคราะห์แยกย่อยออกเป็นธาติ เข่น คาร์บอน ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส ก็จะหมดความสวย ธรรมชาติเต็มไปด้วยความงาม แต่ถ้ารู้และคิดแบบแยกส่วนไปหมดก็จะไม่เห็นความงาม ทำให้ขาดสุนทรียสัมผัส

สมบัติอีกอย่างหนึ่งของธรรมชาติคือ มิติทางจิตวิญญาณ (spiritual) หรือคุณค่า เมื่อมนุษย์อยู่กับธรรมชาติจะสัมผัสความศักดิ์สิทธ์ เช่น เกิดความคิดว่า ในแผ่นดินมี พระแม่ธรณี (Mother Earth) ในแม่น้ำมีพระแม่คงคา ในต้นไม้มีรุกขเทวดา คำว่าพระแม่ธรณีก็ดี พระแม่คงคาก็ดี เป็นคำที่ออกมาจากการที่มนุษย์ได้สัมผัสความศักดิ์สิทธ์ หรือคุณค่าสูงส่ง หรือมิติทางจิตวิญญาณ อันเป็นนามธรรมที่เหนือวัตถุ เป็นความสัมพันธ์ด้วยคุณค่า และความเคารพ แต่เมื่อเอาวิทยาศาสตร์เข้าวิเคราะห์สิ่งเหล่านี้ก็พบแต่ไนโตรเจน ออกซิเจน ฟอสฟอรัส ไม่เห็นมีพระแม่ธรณี พระแม่คงคา หรือรุกขเทวดาแต่อย่างใด เมื่อไม่มีก็ไม่ต้องเคารพ เมื่อไม่เคารพก็ทำลายได้

เมื่อมนุษย์อวกาศชื่อ เอ็ดการ์ มิทเชลล์ (Edgar Mitchel) ขึ้นไปอยู่บนดวงจันทร์ มองมาเห็นโลกทั้งใบล่องลอยอยู่ในอวกาศ การเห็นโลกทั้งใบทำให้จิตใจของเขาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ตอนอยู่บนโลก เรารู้เห็นและรู้สึกแยกเป็นส่วนๆ แต่เมื่อเห็นโลกทั้งหมด เกิดความคระหนักรู้ของ ความเป็นหนึ่งเดียวกัน (The Same Oneness) จืตใจจึงเปลี่ยนไป เกิดไมตรีจิตอันไพศาลต่อมนุษย์และธรรมชาติทั้งหมด ในความเป็นจริง มนุษย์และธรรมชาติทั้งหมดมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่เพราะความไม่รู้ มนุษย์คิดแบบแยกส่วน เอาตัวตนเป็นศูนย์กลาง ยึดมั่นในตัวตน จึงคับแคบ บีบคั้น และขัดแย้ง ถ้าเข้าถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันก็จะหลุดออกจากความคับแคบในตัวเอง เป็นอิสระ มีความรักอันไพศาล และมีความสุขอย่างยิ่ง