สิทธิในการรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมายในสถานการณ์ทั่วไป

โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร

บันทึกเพื่อกำหนดและพัฒนาสถานะบุคคลตามกฎหมายภายใต้โครงการศึกษาวิจัยและให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิเด็กและผู้ด้อยโอกาสในชุมชนชายแดนไทย-พม่า คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์

เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๗

https://www.facebook.com/note.php?saved&&note_id=10152362157483834

---------------------------------------------------------

ในสถานการณ์ทั่วไป มนุษย์ย่อมจะต้องได้รับการรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมายใน ๔ ลักษณะด้วยกัน กล่าวคือ

ในประการแรก มนุษย์ทุกคนควรจะได้รับการรับรองสิทธิในสภาพบุคคลตามธรรมชาติ ซึ่งวิชานิติศาสตร์โลกสรุปไว้เป็น ๓ เรื่องที่สำคัญ กล่าวคือ (๑) การรับรองการเริ่มต้นสภาพบุคคลเมื่อคลอดจากครรภ์มารดาและอยู่รอดเป็นทารก (๒) การรับรองภูมิลำเนา/ถิ่นที่อยู่อาศัยอันเป็นศูนย์กลางของชีวิต และ (๓) การรับรองการสิ้นสุดสภาพบุคคลเมื่อมีการตายหรือการหายสาบสูญไป  โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมาย จึงกำหนดให้เรื่องทั้งสามเป็นไปตามธรรมชาติของมนุษย์ เป็นเรื่องตามกฎหมายเอกชน รัฐไม่อาจเข้าแทรกแซงเพื่อกำหนดให้ขัดต่อธรรมชาติของมนุษย์นั้นๆ ได้เลย

ในประการที่สอง รัฐที่มีจุดเกาะเกี่ยวกับมนุษย์ควรจะทำหน้าที่รับรองสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายธรรมชาติ/ตามกฎหมายเอกชนดังกล่าวมาโดยไม่มีข้อแม้ โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมาย เราจึงพบทางปฏิบัติของนานารัฐที่จะมีกฎหมายภายในว่าด้วยการทะเบียนบุคคลของรัฐหรือที่เรียกทั่วไปว่า “กฎหมายการทะเบียนราษฎร” เพื่อรับรองเรื่องที่สำคัญทั้งสามเรื่องที่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ การรับรองในขั้นตอนนี้ย่อมเป็นเรื่องตามกฎหมายมหาชน ยังเป็นหน้าที่ของรัฐที่ไม่อาจเข้าแทรกแซงเพื่อกำหนดให้ขัดต่อธรรมชาติของมนุษย์นั้นๆ ได้เลย และในขณะเดียวกัน ย่อมเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะมีการกระทำทางทะเบียนใน ๓ ลักษณะ กล่าวคือ (๑) การรับรองคนเกิด (๒) การรับรองคนอยู่ และ (๓) การรับรองคนตาย

ในประการที่สาม รัฐที่ย่อมจะต้องผลักดันให้มนุษย์ทุกคนมีสิทธิในสัญชาติอย่างน้อย ๑ สัญชาติและโดยทางปฏิบัติของนานารัฐจนกลายเป็นกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ รัฐที่มี “จุดเกาะเกี่ยวที่แท้จริง” ย่อมมีเขตอำนาจที่จะรับรองสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายสัญชาติของตน  ซึ่งอาจจะเป็นสัญชาติโดยการเกิดหรือภายหลังการเกิดก็ได้

แต่อย่างไรก็ตาม สิทธิในสัญชาติของรัฐนั้นไม่ว่าโดยการเกิดหรือภายหลังการเกิด ย่อมมาจากการที่มนุษย์ผู้นั้นตกอยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของรัฐทางดินแดนหรือทางบุคคลนั่นเอง  ความสัมพันธ์อย่างแท้จริงระหว่างรัฐและมนุษย์โดยหลักดินแดนย่อมหมายถึงว่า มนุษย์ผู้นั้นเกิดบนดินแดนของรัฐนั้นหรืออาศัยอยู่จนกลมกลืนบนดินแดนของรัฐนั้น  ในขณะที่ความสัมพันธ์อย่างแท้จริงระหว่างรัฐและมนุษย์โดยหลักบุคคลย่อมหมายถึงว่า มนุษย์ผู้นั้นเกิดจากคนสัญชาติ/คนในบังคับ/ราษฎร/พลเมืองของรัฐนั้นหรือเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวของคนดังกล่าวภายหลังการเกิด

โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมาย เราจึงพบทางปฏิบัติของนานารัฐที่จะมีกฎหมายภายในว่าด้วยสัญชาติของรัฐ เพื่อรับรองสิทธิในสัญชาติของรัฐทั้งโดยการเกิดและภายหลังการเกิด ทั้งโดยหลักดินแดนและหลักบุคคล การรับรองในขั้นตอนนี้ย่อมเป็นเรื่องตามกฎหมายมหาชน ยังเป็นหน้าที่ของรัฐอีกด้วยที่จะรับรองสถานะคนสัญชาติของรัฐโดยไม่มีเงื่อนไขเมื่อมนุษย์ผู้นั้นมีจุดเกาะเกี่ยวที่แท้จริงกับรัฐนั้นเอง

ในกรณีที่รัฐที่พบตัวคนไร้สัญชาติไม่มีจุดเกาะเกี่ยวที่แท้จริงกับมนุษย์ดังกล่าว ก็มีทางปฏิบัติ ๓ ทางที่นานารัฐมักปฏิบัติต่อคนไร้สัญชาติ กล่าวคือ (๑) ผลักดันให้รัฐต้นทางยอมรับรองสถานะคนสัญชาติให้แก่มนุษย์ผู้นั้น (๒) ผลักดันให้รัฐที่สามยอมรับรองสถานะคนสัญชาติให้แก่มนุษย์ผู้นั้น และ (๓) ยอมรับรองสถานะคนสัญชาติให้แก่มนุษย์ผู้นั้นเอง

ในประการที่สี่และเป็นประการสุดท้าย รัฐควรจะผลักดันให้มนุษย์ที่เป็นคนต่างด้าวปรากฏตัวเป็นคนต่างด้าวที่ชอบด้วยกฎหมายบนดินแดนของตน และโดยทางปฏิบัติของนานารัฐจนกลายเป็นกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ รัฐเจ้าของตัวบุคคลของรัฐย่อมทำหน้าที่ออกเอกสารแสดงตนให้แก่คนสัญชาติของตนที่จะเดินทางไปปรากฏตัวบนดินแดนของรัฐต่างประเทศ ในขณะที่รัฐเจ้าของดินแดนที่คนดังกล่าวจะเข้ามาปรากฏตัว ก็ย่อมจะต้องมีการกระทำเพื่อแสดงขอบเขตการยินยอมให้เข้าเมืองของตนเอง

โดยทางปฏิบัติของรัฐทั้งสองฝ่ายนี้อย่างเป็นปกติ มนุษย์จึงอาจปรากฏตัวเป็นคนต่างด้าวที่ชอบด้วยกฎหมายของรัฐต่างประเทศเจ้าของดินแดนได้ เว้นแต่จะมีสถานการณ์พิเศษจนทำให้คนดังกล่าวไม่อาจมีเอกสารแสดงตนของรัฐเจ้าของสัญชาติ อาทิ เมื่อคนดังกล่าวประสบปัญหาความไร้รัฐเพราะตกหล่นหรือถูกปฏิเสธจากทะเบียนของรัฐเจ้าของตัวบุคคล คนดังกล่าวก็จะตกเป็นคนไร้เอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคลที่ออกโดยรัฐเจ้าของตัวบุคคล คนดังกล่าวจึงไม่อาจมีหนังสือเดินทางเพื่อรับการตรวจลงตราโดยรัฐต่างประเทศเจ้าของดินแดนที่คนดังกล่าวไปปรากฏตัว เราจะเห็นว่า ในกรณีที่รัฐที่พบตัวคนไร้รัฐบนดินแดนของตน จึงมีทางปฏิบัติที่นานารัฐมักปฏิบัติต่อคนไร้ดังกล่าว กล่าวคือ (๑) บันทึกคนไร้รัฐในทะเบียนราษฎรของตนในสถานะคนสัญชาติ หากคนดังกล่าวมีข้อเท็จจริงที่แสดงถึงจุดเกาะเกี่ยวที่แท้จริงอันก่อตั้งสิทธิในสัญชาติของรัฐเจ้าของทะเบียน หรือ (๒) บันทึกคนไร้รัฐในทะเบียนราษฎรของในสถานะคนต่างด้าว ซึ่งรัฐดังกล่าวอาจบันทึกในสถานะคนต่างด้าวที่ผิดหรือถูกกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง ก็ได้