สู่ฝั่งยุโรป...Hello Istanbul
วันนี้ตื่นแต่เช้าเช่นเคย ข้อดีอย่างนึงของการมากะทัวร์ก็คือ กระเป๋าเดินทางที่เราไม่ต้องยกลงมาเอง ให้เอาวางไว้หน้าห้องพัก จะมีเจ้าหน้าที่ของโรงแรมนำกระเป๋าของเราลงมาให้ พวกเราก็ปฏิบัติตามเวลาที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัดค่ะ เพราะว่าลิฟต์มีน้อย แถมยังอัตโนมืออีก ถ้าต้องเอากระเป๋าลงมาเองล่ะ แย่เลย
เริ่มบันทึกนี้ด้วยภาพวิวสวยๆ ถ่ายจากห้องอาหารของโรงแรมซึ่งอยู่ชั้น 10 นี่เป็นแสงยามเช้าของเค้าจริงๆ นะคะ เหมือนวาดเอาเลย
จากนั้นก็ขึ้นรถบัสเพื่อเดินทางต่อไปยังเมืองอิสตันบูล ซึ่งเป็นเมืองที่มีความสำคัญและเป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่นมากที่สุดในตุรกี เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ริมช่องแคบบอสฟอรัส (Bosphorus) ซึ่งเดิมชื่อว่า เมืองคอนสแตนติโนเปิล ซึ่งเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ อากาศวันนี้ค่อนข้างครึ้ม ก็เลยเย็นกว่าปกติ และมีฝนตกหน่อยๆ ด้วยค่ะ ท้องฟ้าก็เลยไม่ฟ้าเท่าที่ควร แต่เป็นท้องฟ้าขุ่นๆ สวยไปอีกแบบ
Toilet stop อีกแล้ว ที่นี่มีตู้เกมหยิบตุ๊กตา เหมือนบ้านเราเลย
และก็มีขาย การชาร์ทแบตอุปกรณ์สื่อสารต่างๆ ด้วย น่าสนใจนะคะ เป็นแบบหยอดเหรียญด้วย
ด้านนอก มีต้นดอกไม้สีแดง สวยมากเลยค่ะ ก็เลยบุกเข้าไปถ่ายรูปมาซะหน่อย
ธงชาติตุรกี โบกสะบัดทุกที่จริงๆ
ระหว่างทางก็มีมัสยิดสวยๆ ให้พบเจอมากมาย นี่เป็นตัวอย่างนั้น ภาพถ่ายจากในรถนะคะ ต้องผ่านกระจกรถอีกที ความงามก็อาจจะน้อยลงไปบ้าง
ถึงแล้ว Hello Istanbul
อีกภาพสำหรับธงชาติตุรกี หญ้าที่ปลูกก็ลวดลายงดงามมาก
ระหว่างทางที่จะไปขึ้นสะพานเชื่อมระหว่างฝั่งเอเชียกับฝั่งยุโรป รถจะติด และเคลื่อนตัวได้ช้ามาก คุ้นๆ อีกละ รถติดนี่มีทุกที่จริงๆ โดยเฉพาะที่ตุรกี ไกด์บอกว่า รถติดมาก
สิ่งที่เห็นบนถนนก็คือ คนขายของ ของที่ขายก็เช่น น้ำดื่ม ขนมปัง แม้กระทั่งสายชาร์ทแบต ก็มีขายนะคะ มีแต่ผู้ชายค่ะ ที่มายืนขายของบนถนน ขอย้ำว่า ยืนขายบนถนน ไม่ใช่เหมือนเด็กขายพวงมาลัยบ้านเราที่เดินออกมาขายตอนรถติดไฟแดง แต่นี่ยืนอยู่เส้นขาวกลางถนนเลยค่ะ คันไหนสนใจชะลอรถ จอดซื้อ นี่ก็ Amazing อีกเหมือนกัน มาดูรูปกันเลย
ส่วนตรงกลางระหว่างถนน ก็จะมีบัสเลน คนก็จะมารอขึ้นรถบัสกัน ไปแบบนี้ท่าทางจะถึงเร็วเพราะไม่มีรถติดเลย
ในที่สุดก็ฟันฝ่ารถติดมาถึงสะพานแล้ว
อันที่จริงเรามาถึงก็ประมาณเที่ยงกว่าๆ แล้ว แต่เรายังไม่ได้กินข้าวกลางวันกันะคะ เพราะจะไปล่องเรือก่อนรถก็ติดแสนติด ระหว่างทางไปขึ้นเรือ ระหว่างทางก็เจอรถนักเรียนที่อยู่ข้างๆ คนในรถก็บ๊ายบายกันไปมา เค้าก็ชูป้ายนี้ให้ แปลว่าอะไรก็ไม่รู้ น่าจะความหมายดีเพราะมีรูปหัวใจด้วย แต่เป็นภาษาเกาหลีอ่ะ หน้าเราเหมือนคนเกาหลีมากรึไงนะ ฮึ
ไปถึงก็ไปนั่งเรือล่องชมช่องแคบบอสฟอรัส เรือจะมี 2 ชั้น ก็ขึ้นไปอยู่ชั้น 2 กัน บรรยากาศสองฟากฝั่ง สวยงามมาก เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมที่อลังการ คิดดูว่าถ้าล่องตอนกลางคืน จะสวยขนาดไหน ฝนปรอยๆ อากาศเย็นๆ ลมโกรก โอย หนาวมากค่ะ
ขึ้นเรือมาเจอสวนสาธารณะหลังฝน ได้อีกบรรยากาศ
อาหารกลางวันกินที่ภัตตาคารจีน แต่เป็นอาหารจีนที่ทำโดยชาวตุรกีค่ะ ทุกอย่างเค็ม ออกมาจากร้านอาหารก็ยังคงเจอฝน ร่มที่พกไปด้วยก็ได้ใช้แล้วค่ะ
ช่วงที่รถบัสแล่นอยู่ในเมืองอิสตันบูล ก็ผ่านทักซิมสแควร์ และสวนสาธารณะที่มีปัญหาประท้วงกัน local guide เล่าให้ฟังว่าประธานาธิบดีของเค้าจะเอาสวนสาธารณะแห่งสุดท้ายของเมือง มาทำเป็นช้อปปิ้งมอลล์ ทำให้ชาวเมืองอิสตันบูลไม่พอใจ เพราะช้อปปิ้งมอลล์ก็มีเยอะแยะมากมายแล้ว ทำไมจะต้องเอาสวนสาธารณะที่เหลืออยู่แห่งเดียวของเมืองนี้ไปทำเพิ่มอีก จึงเกิดการประท้วงและการปราบปรามกันขึ้น เค้าเล่าว่าช่วงที่ประท้วง ไม่มีการทำข่าวจากสื่อฟรีทีวีใดๆ การส่งข่าวจะต้องเผยแพร่กันทาง Facebook นั่น เหมือนบ้านเราตอนนี้ทีเดียวเชียว
หลังกินอาหารกลางวัน ขึ้นรถบัสไปต่อ ระหว่างทางไปก็ถ่ายรูปไปเรื่อยๆ ชมเมือง Istanbul
ที่เห็นเป็นกำแพงในรูปข้างบนก็คือท่อส่งน้ำโบราณ ใหญ่โต อลังการมาก ที่ Istanbul ดูตัวเมืองดูสะอาดสะอ้าน สวยงาม มีสวนหย่อมกลางถนนที่ปลูกทิวลิป ผู้คนก็ดูใจดี ไม่น่ากลัวเหมือนเมืองอื่น
จากนั้นไปยังโรงงานผลิตเสื้อหนังของเมืองอิสตันบูล ที่นี่เค้ามีวิธี present โดยการเอานายแบบนางแบบมาเดินแบบใส่เสื้อที่ติดหมายเลขไว้ แล้วให้เรากากบาทหมายเลขที่ชอบและซื้อกะเค้า ตัวนึงก็หลายหมื่นบาทอยู่ค่ะ ไม่ซื้อเช่นเคย..
ต่อด้วย Spice market ซึ่งเป็นตลาดเครื่องเทศ ที่นี่เราก็จะได้ซื้อของฝากเป็นผลไม้อบแห้ง หรือขนมพวกเตอร์กิซดีไลท์ คนขายส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย ที่นี่เราสามารถต่อราคาได้ตามความสามารถค่ะ ด้านนอกบริเวณทางเข้าตลาด จะเป็นลานกว้าง มีการหาเสียงของพรรคการเมือง มีรถเข็นขายของกิน เช่น ข้าวโพดปิ้ง เกาลัดปิ้ง ขนมปัง เป็นต้น
ในตลาด บรรยากาศก็จะเป็นแบบนี้ ขนมของกินมากมาย แต่ละร้านก็จะหยิบให้เราชิม คือ เดินไปชิมไป แล้วแต่ละอย่างที่ชิมก็หวานๆ ร้านท้ายๆ นี่เริ่มไม่รู้รสชาดละ รู้แต่ว่า หวาน และ หวาน
ก็ได้ของฝากมาพอหอมปากหอมคอ อ้อ ร้านที่อยู่ด้านใน จะราคาถูกกว่านะคะ ลองเดินเข้าไปลึกๆ หน่อย แต่ขนมพวก เตอร์กิซดีไลท์ ร้านแถวๆ ทางเข้าตลาดอร่อยที่สดแล้วค่ะ (ชิมมาตลอดทาง) ด้านนอกตลาดก็มีมัสยิด ก็ต้องไปเยี่ยมชมกันซะหน่อย คลุมผมเข้าไปด้วยนะคะ พอผ่านประตูเข้าไปก็เจอข้อแนะนำในการเข้าไปเยี่ยมชม
ผ่านประตูชั้นแรกเข้าไป
นี่เป็นที่ชำระล้างร่างกายของชาวมุสลิม ก่อนที่จะเข้าไปด้านในที่เค้าละหมาดกัน
ด้านในสวยงามเช่นเคย มีโซนให้นักท่องเที่ยวด้วยนะคะ
อยู่สักพักก็ออกมาค่ะ นี่เป็นวิวบริเวณหน้ามัสยิด
ถ่ายกลับไปอีกสักภาพ ตอนนี้ฝนหยุดตกละ ฟ้าเริ่มเป็นสีฟ้า แสงสวยเชียวค่ะ
ต่อด้วยไปขึ้น Cable car เพื่อขึ้นสู่ยอดเขาเปียลอททึ (Pierre Lit Hill) ซึ่งทางขึ้นก็จะผ่านสุสานของชาวมุสลิม เยอะมากเลย
ก็ไปรอขึ้น Cable car กันก่อน local guide ก็ดำเนินการเกี่ยวกับตั๋วให้ ดีจังมากะทัวร์เนี่ย นี่เป็นสัญลักษณ์ entrance น่ารักดีค่ะ
วิวที่มองจากยอดเขาก็สวยงามแบบนี้ ข้างบนก็จะมีร้านกาแฟ ร้านขายของที่ระลึก เห็นมีทางรถที่สามารถขับขึ้นมาได้ด้วยค่ะ น่าจะเป็นทางขึ้นอีกทางหนึ่งนอกจาก Cable car
เดินเลยไปด้านหลังหน่อย ก็จะมีทางรถขึ้น
ตอนเริ่มมืด ก็จะมีวิวที่เริ่มเปิดไฟกัน สวยอีกแบบ
ชมวิวกันหอมปากหอมคอแล้ว ก็ไปกินอาหารเย็นค่ะ อาหารหน้าตาคล้ายๆ เดิม
ที่พักคืนนี้ พักที่โรงแรม Ramada ที่ต้องเดินทางออกมานอกเมืองประมาณ 1 ชั่วโมงกว่าๆ ระหว่างทางช่วงที่รถค่อนข้างติด ก็จะเห็นคนขายของบนถนนอีกแล้ว มีอยู่คนนึงแบกกล้วยขายอยู่ แบกเป็นหวีแลย แต่ตอนขายคงจะขายเป็นลูก เพราะเห็นบิดขายอยู่ ก็มีรถคันนึงซื้อกล้วย เค้าก็ให้กล้วย และรับเงินมานับ จังหวะที่นับอยู่ รถที่ซื้อของก็เลื่อนจากไป ทีนี้ สงสัยนับตังค์แล้วไม่ครบ เค้าวิ่งตามใหญ่เลยค่ะ สงสารจัง...บางคนยืนขายน้ำแต่งตัวอย่างดีเลยค่ะ ใส่เสื้อหนัง กางเกงยีนส์ รองเท้าหนังหัวแหลม แต่ยืนขายของบนถนน วิถีของประเทศใครก็ของมันนะคะ เหลือตอนที่ 5 เป็นไฮไลท์ละค่ะ รอติดตามนะคะ