1. ความหมายของประชานิยมและประวัติศาสตร์ของแนวคิดนี้
จากการศึกษาเอกสารของไสว บุญมา (ขยายความคำว่า "ประชานิยม"
http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2011q3/2011_September_09p1.htm) พบว่า ในการแปลความว่าประชานิยมในพจนานุกรมภาษาอังกฤษ รวมทั้งนักวิชาการอื่นๆนั้นจะเป็นไปในลักษณะที่เป็นการแปลไปตามอำเภอใจ ขึ้นอยู่กับว่านักวิชาการนั้นหรือพจนานุกรมนั้นจะมองประชานิยมในลักษณะใด เพื่อให้เป็นการทำความเข้าใจเรื่องนี้ให้ดีขึ้น ไสว เสนอว่าให้เราลองมองประวัติศาสตร์ยุโรปและอเมริกา ซึ่งประชานิยมเข้าไปมีบทบาททั้งในด้านการเมืองและด้านศาสนาจะดีกว่ามองจากความหมายที่ให้ไว้โดยนักวิชาการหรือแม้แต่พจนานุกรมแต่เพียงอย่างเดียว
Populism มาจากรากภาษาละติน populus ซึ่งแปลว่า "ชาติ" หรือ "ประชาชน" เมื่อนำมาใช้ในบริบทของการบริหารบ้านเมือง คำนี้มีความหมายว่าการบริหารโดยรัฐบาลที่ประชาชนคนธรรมดามีส่วนร่วม แนวคิดนี้อยู่คนละขั้วกับแนวคิดจำพวกที่เชื่อในการบริหารโดยรัฐบาลที่ประกอบด้วยชนชั้นสูง หรือชั้นอำมาตย์กลุ่มเล็กๆ เพียงกลุ่มเดียวซึ่งใช้กันโดยทั่วไปในสมัยโบราณ การใช้หลักประชานิยมอย่างเป็นรูปธรรมเกิดขึ้นตั้งแต่ในสมัยโรมันซึ่งรุ่งเรืองเมื่อสองพันปีที่ผ่านมา ตอนนั้นนักการเมืองโรมันบางคนสามารถจูงใจให้รัฐบาลขอประชามติจากประชาชนโดยตรงได้ในบางเรื่องแทนที่จะขอจากวุฒิสภาซึ่งมาจากชนชั้นอำมาตย์เพียงกลุ่มเดียว
ทางศาสนาก็มีการนำหลักประชานิยมมาใช้โดยเฉพาะในช่วงการปฏิรูปศาสนาคริสต์ครั้งใหญ่ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ตอนนั้นชาวคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ส่วนหนึ่งมองว่าสังคมในอุดมคติควรให้ชาวไร่ชาวนาอ่านพระคัมภีร์ด้วยตนเองได้ แนวคิดนั้นวิวัฒน์มาเป็นการเชื่อว่าอำนาจทางศาสนาควรมาจากประชาชนแทนที่จะมาจากชนชั้นสูงเท่านั้น จึงถูกต่อต้านอย่างหนักจากฝ่ายนิกายเดิม การต่อต้านนั้นนำไปสู่การทำร้ายและกดขี่ที่เป็นแรงจูงใจให้ฝ่ายถูกกดขี่หนีไปตั้งหลักแหล่งในอเมริกา ในเวลาไล่เลี่ยกันก็มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญทางด้านการเมืองของอังกฤษที่มีรากมาจากความต้องการมีบทบาทของประชาชนจนนำไปสู่สงครามกลางเมืองในกลางคริสต์ศตวรรษที่ 17 ซึ่งจบลงด้วยแนวการปกครองใหม่ที่กษัตริย์จะปกครองประเทศได้ก็ต่อเมื่อรัฐสภาของประชาชนให้ความยินยอม แนวการปกครองนั้นวิวัฒน์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยในรูปที่มีกษัตริย์เป็นประมุข
ในฝรั่งเศส การปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบกษัตริย์มาเป็นระบบสาธารณรัฐในตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 ก็มองได้ว่ามาจากประชานิยมเพราะยึดหลักการที่ว่าประชาชนต้องมีอิสระและความเท่าเทียมกัน หลักการนั้นเป็นที่มาของการปกครองระบอบประชาธิปไตยในรูปสาธารณรัฐ น่าสังเกตว่าเมื่อมาถึงตอนนี้ไม่มีการใช้คำว่าประชานิยมอีกแม้อำนาจทางการปกครองจะมาจากประชาชนคนธรรมดาก็ตาม นักวิจารณ์มองกันว่าความเคลื่อนไหวในฝรั่งเศสของพวกที่ถูกตราว่าขวาตกขอบในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 ก็เป็นการใช้ประชานิยมแบบหนึ่ง ซึ่งมีผู้นำสำคัญๆ เช่น ฌอง มารี เลอ แปง
ในเยอรมนี ความเคลื่อนไหวที่กลายมาเป็นแนวคิดเผด็จการชาตินิยมฟาสซิสต์ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ก็มองได้ว่ามีต้นตอมาจากประชานิยม แต่เป็นประชานิยมที่เกิดจากการปลุกปั่นชนชั้นกลางในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ให้ออกมาต่อต้านรัฐบาล ชนชั้นสูงและบริษัทขนาดใหญ่ที่มีอิทธิพลสูงในด้านการเมือง พรรคนาซีอาศัยความไม่พอใจของชนชั้นกลางเป็นฐานของการเคลื่อนไหว ซึ่งต่อมารวมเอาการเหยียดผิวและการต่อต้านคนยิวแบบร้ายแรงเข้าไปด้วย กระบวนการนั้นนำไปสู่ความวิบัติครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์เมื่อความบ้าอำนาจของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ก่อให้เกิดสงครามโลกและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ประชาชนหลายล้านคน
ในสหรัฐอเมริกา พจนานุกรมเฮอริเตจให้ความหมายของ Populism โดยแยกความหมายไว้เป็น 3 อย่างคือ 1. ปรัชญาทางการเมืองที่สนับสนุนสิทธิ และอำนาจของประชาชนคนธรรมดาในการต่อสู้กับชนชั้นสูงที่มีสิทธิพิเศษ 2. การเคลื่อนไหวที่ใช้ปรัชญาดังกล่าวเป็นหลักยึด และ 3. ปรัชญาของพรรคประชานิยม แต่ก่อนที่จะมีการเคลื่อนไหวในตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งนำไปสู่การก่อตั้งพรรคประชานิยม (Populist Party) เมื่อปี ค.ศ. 1891 (พ.ศ. 2434) นั้น อาจมองได้ว่าหลักประชานิยมถูกนำไปใช้ในสหรัฐนานแล้ว เนื่องจากแนวคิดเรื่องความเท่าเทียมกันของบุคคลมีอยู่ในรัฐธรรมนูญ แม้ในตอนต้นเขาจะไม่นับคนสีผิวก็ตาม เมื่อเกิดสงครามกลางเมืองอันสืบเนื่องมาจากการเลิกทาสในกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น ยึดหลักประชานิยมในปาฐกถาสั้นๆ อันโด่งดัง ณ เมืองเกตติสเบอร์ก ซึ่งจบด้วยประโยคที่ว่า รัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน จะไม่มีทางสูญหายไปจากโลก
หลังจากนั้น ความหมายและการใช้คำว่าประชานิยมได้เปลี่ยนไปเป็นการเน้นความเคลื่อนไหวที่นำไปสู่การก่อตั้งพรรคประชานิยม ความเคลื่อนไหวนั้นปลุกปั่นชนชั้นแรงงานและชาวไร่ชาวนาให้ลุกขึ้นมาต่อต้านธนาคาร การรถไฟและชนชั้นสูง พรรคประชานิยมส่งตัวแทนเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในการเลือกตั้งปี 1892 ซึ่งพรรคได้รับคะแนนเพียงจำกัด ในการเลือกตั้งปี 1896 พรรคประชานิยมสนับสนุนพรรคเดโมแครตซึ่งเสนอนโยบายที่จะเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ใช้แรงงานและชาวไร่ชาวนา หลังจากพรรคเดโมแครตแพ้การเลือกตั้งครั้งนั้น พรรคประชานิยมก็ค่อยๆ ถดถอยลงจนเลิกล้มไปในปี 1908 อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวยังคงมีอยู่บ้างและวิวัฒน์มาเป็นการก่อตั้งพรรคประชานิยมอีกทีเมื่อปี 1984 และพรรคการเมืองอีกจำนวนหนึ่งซึ่งใช้คำว่าประชานิยมเป็นส่วนประกอบของชื่อพรรค อาทิเช่น Populist Party of America ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี 2002 และ American Populist Party ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี 2009 แต่การเคลื่อนไหวไม่มีผลแบบเป็นรูปธรรมแล้ว
เดี๋ยวค่อยมาต่อประวัติศาสตร์ของประชานิยมในประเทศละตินอเมริกันต่อไป