ค่ายปรับพฤติกรรมด้วยละคร

การที่จะปรับพฤติกรรมนั้นไม่สามารถทำได้เลยในวันเดียว ต้องค่อยเป็นค่อยไป

ปรับพฤติกรรมให้เข้ากับสังคมเเห่งการเรียนด้วยละคร

        พฤติกรรมที่ยังไม่เข้าสังคมการเรียนของนักเรียนถือเป็นเรื่องใหญ่อีกเรื่องหนึ่งที่เราต้องมีการดุเเลนักเรียนกลุ่มนี้ช่วยกันให้อยู่ในความเป็นระเบียบของโรงเรียน เพราะความหวังดีกับตัวของเขาเอง พฤติที่นอกระเบียบในคราวนี้เป็นการขาดเเถวเคาระธงชาติ การมาสาย พฤติกรรมดังกล่าวหากปล่อยไว้ต่อไป อาจเป็นปัญหาเรื้อรัง จนเป็นปัญหาใหญ่ที่เเก้ไขได้ยากมาก เเล้วปัญหานี้ก็เป็นปัญหาที่เรื้อรังมานานในดงทองเเห่งนี้ กิจกรรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านี้ให้ดีขึ้น จึงเป็นสิ่งสำคัญโดยการปรับพพฤติกรรมนั้น เเบ่งออกเป็นหลายกลุ่มด้วยกัน คือ กลุ่มที่มีผลการเข้าเเถวน้อยมาก น้อย เเละปานกลางตามระดับ  เเล้วในเเต่ละระดับจะได้ทำกิจกรรมที่ไม่เหมือนกัน เเบ่งออกเป็นระดับชั้น เเละฐานกิจกรรม หนึ่งในฐานกิจกรรมนี้เองก็เป็นการปรับพฤติกรรมด้วยละคร "ทำไมต้องละคร" เพราะละครนี้เรารู้ว่ามันเป็นอย่างไร ฮักนะเชียงยืนสามารถทำได้ เเละกระบวนการของละครนั้นเป็นอีกศาสตร์หนึ่งที่ลึกซึ้ง เป็นการดึงความคิดออกมาจากภายในความคิดของตนเองที่สั่งสม เเล้วถ่ายทอดออกไปสู่สังคม ค่ายละครปรับพฤติกรรมนี้จัดขึ้นในวันที่ 1 มีนาคม 2557 โดยมีความคาดหวังว่าเขาจะได้อะไรสักอย่างกลับไป อาจกลับไปคิด กลับไปทบทวนตนเอง ซึ่งก็เป็นความฝันที่คาดหวัง 

        กิจกรรมพัฒนาพฤติกรรมด้วยกระบวนการละครนี้จัดขึ้น โดยในกิจกรรมเเรกๆจะเป็นการเเนะนำตัวด้วยท่าใหญ่ ตามจังหวะกลอง ผลที่ออกมา คือ เด็กยังไม่กล้าเเสดงออกเท่าที่ควรเพราะเขายังไม่ค่อยได้ทำเช่นนี้มาก่อนเเล้วก็ทำต่อหน้าคนทำให้ทำท่าเล้ก ผู้ชายบางคนไม่กล้าทำเเละไม่ยอมทำเลย ทำให้ดูเหมือนว่า พิธีกรเล่นอยู่คนเดียว จากกิจกรรมนี้อาจต้องปรับอีกเยอะที่จะทำอย่างไรให้คนที่ถูกจับมาไม่ให้อาย ถ้าจะเต้นจริงๆก็ต้องเต้นท่าที่ไม่อาย เเล้วทำง่าย เพราะถ้าขีดเส้นวาสนามากเกินไป จะทำให้ดุเหมือนว่า ไม่มีอะไรเลย

        กิจกรรมต่อมาเป็นการละลายพฤติกรรมเข้าหากันที่ชื่อว่า "ผึ้งเเตกรัง" โดยให้เด้กจับคู้ 3 คน สองคนเป็นรังส่วนอีกหนึ่งคนเป็นผึ้ง เเล้วทำตามคำสั่งเพียงอย่างเดียว เล่นในเรื่อยๆก้เริ่มเข้าใจเเละเล่นด้วยกับเรา มีเสียงหัวเราะ มีรอยยิ้ม  พอเล่นไปไปได้สักพักหนึ่งเด็กก็เริ่มเบื่อเพราะให้นั่งงเยอะมากเกินไป โดยที่ใครที่จับกลุ่มของตนได้เเล้วนั้นให้นั่งลง พอได้นั่งๆ ยืนๆ เสียงโอ้ย ก็เกิดขึ้น ทำให้รู้ทันใดว่า ต้องหยุดเล่นเพราะคนจะเบื่อหน่าย "อย่างเเรง" กิจกรรมนี้มีการจับคนช้าเเละคนที่อยู่กับคู่เดิมของตนเอง ด้วยเส้นวาสนาที่ขีดอยู่ข้อเเขน

        กิจกรรมความคาดหวัง เป็นการเขียนความคาดหวังของเด็กลงไปว่า เรามีความคาดหวังอย่างไรกับกิจกรรมในวันนี้ หลังจากที่กระผมเองได้อ่านในบางส่วนที่เห็น คือ คาดหวังว่าจะได้ประสบการณ์ใหม่ คาดหวังว่าจะได้ทำความรู้จักเพื่อนเพิ่มขึ้น  ความหวังว่ากิจกรรมนี้รีบๆหมดไปให้กลับบ้านได้สักที(เเนวคิดเด็กผู้ชาย) ฯ ซึ่งเราเข้าใจอยู่ว่า เขาเคยโดเเถว เขาเคยมาสาย เเล้วจะมาเปลี่ยนกันอย่างง่ายดายนั้น มันเป็นไปได้ยากมากเพราะหลายคนทำตนเหมือนน้ำที่เต็มเเก้วอยู่ตลอดเวลาไม่ยอมเปิดรับสิ่งอื่นใดที่เข้ามา ความคาดหวังของหลายคนอ่านเเล้วรู้สึกดี เเละความคาดหวังของหลายๆคนนั้นอ่าเเล้วก็รู้สึกว่าเขาเป็นคนที่เราต้องคอยอุ้มไว้ มิฉะนั้นไปเดินไปในทางที่ไม่เหมาะควร

        กิจกรรมสัตว์สี่ทิศ เป็นกิจกรรมที่คาดหวังว่าเขาจะรู้จักตนเองมากยิ่งขึ้นโดยมีกระดาษที่เเนะนำสัตว์ทั้ง 4 ทิศ อันได้เเก่ เหยี่ยว หมี  กระทิง  เเละหนู ให้เขาเดินๆไปหาตนเองในสัตว์ที่คิดว่าเป็นตนเองมากที่สุด ผลออกมา คือ เด็กชายส่วนใหญ่นั้นจะอยู่ที่กระทิงที่เป็นคนดุดัน ไม่ค่อยฟังใคร ชอบใช้อารมณ์  เด็กหญิงส่วนใหญ่อยู่ที่หนูซึ่งเป็นคนขี้อายชอบตามอย่างเดียว อีกกลุ่มหนึ่งอยู่ที่เหยี่ยวที่มองโลกกว้าง เเต่สัตว์ที่ไม่เห็นมีคนเป็นเลย คือ หมีซึ่งเป็นคนชอบระเบียบ ตามความเป็นเเบบเผนขั้นตอน ซึ่งในอีกมุมหนึ่งสะทอ้นให้เห็นว่า เขาไม่ค่อยชอบความเป็นระเบียบเเบบเผนเท่าไร ทำให้เขาขาดเเถวเเละมาสายอยู่เป็นประจำๆไป  สัตว์สี่ทิศจะช่วยให้รู้จักกับตนเองมากยิ่งขึ้น ซึ่งในที่นี้เราก็ยังไม่ทราบผลที่เเน่ชัดว่าเขาจะรู้จักกับตนเองมากขึ้นเพียงเท่าใด มีเเต่ความหวังว่าเขาจะรู้จักกับตนเองมากยิ่งขึ้น

        กิจกรรมทักษะการละคร โดยในที่นี้เราให้ทักษะด้านสมาธิ เเละทักษะด้านจินตนาการไป ด้วยระยะเวลาที่กระชั้นชิด ตลอดจนเด็กรู้สึกหิวข้าว เเล้วหลายคนไม่ค่อยทำเช่นนี้มาก่อน ทำให้กิจกรรมในช่วงที่มองตาเป็นไปอย่างลำบากกว่าจะอยู่กับสมาธิได้(ในบางคู่) เเต่หลายๆคู่ยังไม่มองตาเพื่อนมองเเต่สิ่งเร้ารอบกาย เเละกิจกรรมในเรื่องของการเดินตามจังหวะเด็กก็เริ่ม ไม่ทำตาม "เอาล่ะสิ" ไม่เดินตามทางของตน เดินเกาะกลุ่มกับเพื่อน เดินจับมือกับเพื่อนก็มี  ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเขาไม่เคยทำเช่นนี้มาก่อนทำให้กิจกรรมนี้สำเร็จในระดับหนึ่งเพียงเขามีสมาธิ ไม่คุยกับเพื่อนขระที่คนกำลังพูดอยู่ในขั้นต้น

        กิจกรรมฟันต้นไม้เป็นสัญทนาการทางละครที่เเทรกทักษะ ในการเปล่งเสียง การส่งสายตา เเละการใช้ท่าใหญ่ มาอยู่รวมกันโดยเราเเยกเป็นวงกลม 2 วงเพื่อเล่นกัน ผลที่ออกมา คือ เด็กเริ่มมีรอยยอ้มเเละมีความสนุกเกิดขึ้น ในการทดสอบสติของตนเอง เด็กให้ความสนใจกับสิ่งที่เรากำลังจะพาทำมากยิ่งขึ้น เเละต่อมาก้เป็นการเปล่งเสียง หรือที่เรียกว่าโปรเจคเสียง ที่เสียงให้ออกมาจากท้อง เสียง เอ อี อา โอ อู ตามลำดับ ผลที่ออกมา คือ เด็กผู้ชายหลายคนยังไม่ร้องเลย ยังไม่ให้ความร่วมมือเท่าที่ควร ซึ่งเราก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาอีกเพราะเขาอาจไม่เคยทำมาก่อน เเละไม่ค่อยกล้าเเสดงออกในเวทีเช่นนี้ เเต่มองโดยภาพรวมเเล้วก็ถือว่าดี 

        จากทักษะต่างๆที่เราได้มอบให้ ก็มาถึงขั้นในการวิเคราะห์ตนเองที่เหมือน 5 ภาพของละคร คือ ปัญหา  สาเหตุ  ผลกระทบ  วิธีการเเก้ไข เเละภาพฝัน ลงใส่กระดาษเเผ่นใหญ่โดยจัดกลุ่มตามระดับชั้นของตน เเล้วออกมานำเสนอความคิดของตน ปัญหาจากที่มองไปยังกลุ่มต่างๆ คือ การมาสาย  การติด 0 ติด ร  การไม่เข้าเรียนของเด็ก  ครูกดดันนักเรียน ฯ เมื่อได้ปัญหาเเล้วก็ออกมานำเสนอ หัวข้อเรื่อง นำเสนอประเด็นของละคร ซึ่งหลายๆกลุ่มก็กล้าเเสดงออกที่จะเข้ามานำเสนองานของตนเอง ความคาดหวังในกิจกรรมนี้หวังเพียงว่าจะได้ย้ำเตือนเขาในอีกทางหนึ่งอีกครั้ง

        การพัฒนาพัฤติกรรมด้วยกระบวนการทางละครในครั้งนี้ เราทำได้เพียงการวิเคราะห์ปัญหาตาม 5 ภาพ เพราะด้วยระยะเวลาที่จำกัดเเล้วอีกทั้งยังเป็นการพัฒนาเด็กที่อยู่คนละมุมมองกัน หากสร้างเป็นละครเลยนั้น เด็กอาจไม่มีฐานคิดของละคร ในครั้งนี้ทำได้เพียง การวิเคราะห์ตาม 5 ภาพ เพราะการที่จะปรับพฤติกรรมนั้นไม่สามารถทำได้เลยในวันเดียว ต้องค่อยเป็นค่อยไป... 

 

 

 

 

 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บันทึกพอเพียง



ความเห็น (0)