กายวิภาคศาสตร์ที่สำคัญ

  1. น้ำลาย (Saliva)  หลั่งมาจากต่อมน้ำลาย ( Salivary gland) มี ๓ คู่

            -Parotid gland

            -Sublingual gland

            -Submandibular gland

ต่อมน้ำลายอักเสบที่พบบ่อย ได้แก่“Parotid gland” = โรคคางทูม (Mumps) = epidemic parotitis

ตับ liver เป็นอวัยวะสร้างน้ำดีซึ่งจะส่งไปเก็บที่ถุงน้ำดีเมื่อต้องการไปย่อยไขมันถุงน้ำดีก็บีบตัวส่งน้ำดีไปตามท่อน้ำดี common bile duct เข้สู่ลำไส้ doudenum และย่อยอาหาร

  1.  ถุงน้ำดี (อังกฤษ: Gallbladder) เป็นอวัยวะในช่องท้องที่ทำหน้าที่ในการเก็บสะสมน้ำดี (bile) เพื่อช่วยในการย่อยอาหาร โดยจะมีโครงสร้างที่ติดต่อกับตับซึ่งเป็นอวัยวะที่ผลิตน้ำดี และลำไส้เล็กตอนต้น ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการปล่อยน้ำดีออกสู่ทางเดินอาหาร
  2. น้ำดี = Bile
  3. การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (colonoscopy) เป็นวิธีการตรวจ ประเมินปัญหาในลำไส้ใหญ่ โดยใช้กล้องส่องลำไส้ใหญ่ (colonoscope) ซึ่งมีลักษณะเป็นท่อขนาดเล็ก ผอม ยาว และยืดหยุ่นได้ มีกล้องวิดีโอและดวงไฟขนาดเล็กมากติดอยู่ที่ปลายท่อ เมื่อทำการขยับและปรับกล้องส่องลำไส้ใหญ่อย่างเหมาะสมแล้ว แพทย์จะสามารถเคลื่อนไหวกล้องดังกล่าวในลำไส้ใหญ่ให้ไปในทิศทางที่ต้องการได้ ภาพที่กล้องบันทึกได้ในลำไส้ใหญ่จะปรากฏบนจอโทรทัศน์ ให้คุณภาพความคมชัดที่ดี และสามารถเก็บรายละเอียดภายในลำไส้ใหญ่ได้ทั้งหมด ซึ่งจะให้ความถูกต้องแม่นยำมากกว่าการทำเอกซเรย์
  4. ตับอ่อน (อังกฤษ: pancreas) เป็นอวัยวะของสัตว์ที่มีหน้าที่สำคัญเกี่ยวกับระบบย่อยอาหารและหน้าที่เกี่ยวกับระบบต่อมไร้ท่อเพื่อการสร้างอินซูลิน ตับอ่อนสร้างน้ำย่อยแล้วส่งไปที่ลำไส้เล็ก
  5. เยื่อบุช่องท้อง (อังกฤษ: peritoneum) เป็นเนื้อเยื่อ 2 ชั้นที่คลุมอยู่โดยรอบช่องท้อง และห่อหุ้มอวัยวะภายใน
  6. ลำไส้ใหญ่ส่วนต้น = Cecum

สำไส้ใหญ่ (Colon) แบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ ซีกัม (Caecum) เป็นลำไส้ใหญ่ส่วนต้น ยาวประมาณ 6.3-7.5 เซนติเมตร มีไส้ติ่ง (Appendix) ยื่นออกมาขนาดราวนิ้วก้อย (ยาวประมาณ 3 นิ้ว) เหนือท้องน้อย ทางด้านขวา ไส้ติ่งถือว่าเป็นต่อมน้ำเหลืองชนิดหนึ่ง ในสัตว์กินพืชจะมีขนาดยาว ทำหน้าที่ช่วยในการย่อยอาหารในคนไม่มีประโยชน์ ถ้าอักเสบต้องรีบผ่าตัดออกโดยเร็ว

โคลอน (Colon) เป็นส่วนที่ยาวที่สุด แบ่งออกเป็น 3 ส่วนย่อย คือ              โคลอนส่วนขึ้น (AscendingColon)              โคลอนส่วนขวาง (Transverse Colon)

             โคลอนส่วนล่าง (Descending Colon)

 

  1. ลำไส้ตรง(Rectum) เป็นส่วนปลายของลำไส้ใหญ่ มีลักษณะเป็นท่อตรง ยาวประมาณ 15 เซนติเมตร ตรงปลายของไส้ตรงจะเป็น ทวารหนัก (Anus) โดยมีกล้ามเนื้อหูรูด 2 อัน ควบคุมการปิดเปิดของทวารหนัก กล้ามเนื้อหูรูดด้านใน ถูกควบคุมโดยระบบประสาทอัตโนมัติ ไม่อยู่ใต้บังคับของจิตใจ ส่วนกล้ามเนื้อหูรูดด้านนอกอยู่ใต้บังคับของจิตใจ และสำคัญมากในการควบคุมการปิดเปิดของทวารหนัก
  2. ลำไส้ส่วนต้น หรือดูโอดีนัม   (อังกฤษ: Duodenum) เป็นลำไส้ที่ขดอยู่ใต้กระเพาะอาหาร ซึ่งลำไส้ดูโอดีนัมจะเปลี่ยนกรดจากกระเพาะอาหารให้เป็นกลางเพื่อไม่ให้ลำไส้เล็กถูกกัดกร่อน
  3. เพดานปาก =palate
  4. คอหอย = (อังกฤษ: pharynx, pharynges) เป็นส่วนหนึ่งของคอ (neck) และช่องคอ (throat) ตั้งอยู่ด้านหลังปากและโพรงจมูก และอยู่บนหลอดอาหาร กล่องเสียงและท่อลม (trachea)

คอหอยเป็นส่วนหนึ่งของระบบทางเดินอาหารและระบบทางเดินหายใจของสิ่งมีชีวิตหลายชนิด เนื่องจากทั้งอาหารและอากาศต่างผ่านเข้าสู่คอหอย ร่างกายมนุษย์จึงมีแผ่นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันเรียกว่า ฝาปิดกล่องเสียง (epiglottis) ปิดช่องท่อลมเมื่อมีการกลืนอาหาร เพื่อป้องกันการสำลัก ในมนุษย์ คอหอยยังมีความสำคัญในการออกเสียง

  1. กล่องเสียง =กล่องเสียง หรือ ลาริงซ์ (larynx) เป็นอวัยวะในคอของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่ทำหน้าที่ในการป้องกันท่อลม (trachea) และการทำให้เกิดเสียง ในกล่องเสียงมีสายเสียงแท้หรือเส้นเสียงแท้ (vocal fold) ซึ่งอยู่ใต้บริเวณที่คอหอย (pharynx) แยกออกเป็นท่อลมและหลอดอาหาร (esophagus)
  2. สายเสียง = vocal fold
  3. หลอดลม = Trachea เป็นส่วนหนึ่งของระบบทางเดินหายใจ มีหน้าที่หลัก คือ การนำส่งอากาศจากภายนอกร่างกายเข้าสู่ปอดเพื่อทำหน้าที่ในการแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนเข้าสู่เลือด และนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากร่างกาย หลอดลมของมนุษย์เริ่มตั้งแต่ส่วนที่ต่อจากกล่องเสียง (Larynx) ลงไปสิ้นสุดที่ถุงลม

หลอดลม มีชื่อเรียกแตกต่างกันตามขนาดและตำแหน่ง ได้แก่

  1. หลอดลมใหญ่ (Trachea) เป็นส่วนที่อยู่ต่อจากกล่องเสียงยาวลงไปจนถึงจุดที่แยกเข้าสู่ปอดด้านซ้ายและด้านขวา
  2. หลอดลมของปอด (Bronchus) เป็นแขนงของหลอดลมใหญ่ ซึ่งอยู่ในแต่ละข้างของปอด เริ่มต้นต่อจากหลอดลมใหญ่ลึกเข้าไปในเนื้อปอด หลอดลมเหล่านี้เมื่ออยู่ลึกเข้าไป ก็จะมีการแตกแขนงแยกย่อยลงไปอีกตามตำแหน่งของเนื้อปอด เช่น หลอดลมของปอดกลีบบน (upper lobe bronchus) หลอดลมของปอดกลีบล่าง (lower lobe bronchus) หลอดลมแขนง (segmental bronchus) เป็นต้น
  3. หลอดลมฝอย (Bronchiole) เป็นแขนงย่อยของหลอดลมของปอด หลอดลมฝอยเหล่านี้บางส่วนนอกจากจะสามารถนำก๊าซเข้าสู่ปอดได้แล้ว ยังสามารถทำหน้าที่ในการแลกเปลี่ยนก๊าซได้ด้วย แต่ไม่เป็นหน้าที่หลักเหมือนถุงลม

เนื่องจากหลอดลมมีหน้าที่สำคัญในระบบทางเดินหายใจ ดังนั้น หากเกิดความผิดปกติของหลอดลมก็จะทำให้การระบบการระบายก๊าซของร่างกายเสียไปด้วย โรคของหลอดลมที่พบได้บ่อย ได้แก่ โรคหืด (Asthma) และโรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง (Chronic obstructive pulmonary disease) เป็นต้น

 

  1. ถุงลม = ถุงลม (alveolus หรือ air sac) มีเส้นเลือดฝอย (capillaries) ล้อมรอบ (ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยน O2 และ CO2 อย่างมีประสิทธิภาพ
  2. หายใจเข้า =
  3. หายใจออก =
  4. หยุดหายใจ =

กลไกการหายใจเข้า-ออกของคน สมองที่ควบคุมการหายใจเข้าออกของคนคือสมองส่วน Medulla oblongata เป็นศูนย์ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อกระบังลมและกล้ามเนื้อกระดูกซี่โครง กลไกขณะหายใจเข้า (Inspiration) คือกล้ามเนื้อซี่โครงแถบนอกจะหดตัว ส่วนกล้ามเนื้อซี่โครงแถบในจะคลายตัวกระดูกซี่โครงจะถูกยกตัวสูงขึ้น กระดูกหน้าอก (sternum) จะสูงขึ้นด้วยทำให้ด้านหน้าและด้านข้างของช่องอกขยายขึ้น ความกดดันของช่องอกและ ปอดลดลงปิดขยายตัวตาม กะบังลมแบนราบลง ท้องจะป่องออก กลไกขณะหายใจออก (Expiration) คือกล้ามเนื้อซี่โครงแถบในหดตัวและกล้ามเนื้อซี่โครงแถบนอกคลายตัวกระดูกซี่โครงและกระดูกหน้าอกลดระดับต่ำลง กะบังลม(diaphragm) คลายตัว ความกดดันของช่องอกและปอดสูงขึ้น ปอดแฟบลง อากาศถูกขับออกจากปอดท้องจะแฟบลง

  1. เม็ดเลือดแดง =RBC เม็ดเลือดแดง (อังกฤษ: red blood cell , Erythrocyte : มาจากภาษากรีก โดย erythros แปลว่า "สีแดง" kytos แปลว่า "ส่วนเว้า" และ cyte แปลว่า "เซลล์") มีหน้าที่ในการส่งถ่ายออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกาย
  2. กะบังลม (อังกฤษ: Diaphragm หรือ Thoracic diaphragm) เป็นแผ่นของกล้ามเนื้อโครงร่างในร่างกาย
  3. ฮอร์โมนเพศหญิง = N. ฮอร์โมนเพศหญิง สร้างมาจากรังไข่
  4. ลำไล้เล็กส่วนกลาง =
  5. หูรูด =
  6. หน้าผาก =
  7. ขมับ =
  8. ท้ายทอย =
  9. ชั้นในสุดของตา =
  10. เกล็ดเลือด =
  11. ตุ่มรับรสหวานปลายลิ้น =
  12. หลอดอาหาร =
  13. ท่อลม =
  14. สะดือ =
  15. อัณฑะ =
  16. ...............
  17. ...........
  18. ......
  19. .....
  20. ....
  21. ......
  22. ......
  23. .....
  24. .......
  25. ......
  26. ......
  27. ......
  28. .......
  29. ......
  30. ........
  31. ....
  32. ......
  33. ......
  34. ........ระบบปกคลุมร่างกาย
  35. .......ระบบภูิมคุ้มกัน
  36. ........ระบบต่อมไร้ท่อ
  37. ......ระบบย่อยอาหาร
  38. ...ระบบทางเดินปัสสาวะ
  39. ....ระบบทางเดินหายใจ
  40. ......ระบบไหลเวียนโลหิต
  41. .......ระบบอวัยวะรับสัมผัส
  42. .....ระบบประสาท
  43. ....ระบบทางห้องปฎิบัติการ
  44. .......
  45. ........
  46. ........
  47. ........
  48. .. Capilary เป็นเส้นเล้นที่มีขนาดเล็กที่สุด
  49. Pulmonary vain เป็นเส้นเลือดที่นำเลือดที่มี Oxygen ในร้อยละที่สูงสู่หัวใจ
  50. Aorta มีรูปร่างเป็นแบบวงโค้ง (Arch )
  51. ส่วนใดของร่างกายที่ไม่อยู่ในหัวใจ
  52. เส้นประสาทที่รับสารสื่อประสาทจากตา เพื่อรับภาพ
  53. เส้นประสาทที่รับสารสื่อประสาทจาหหู เพื่อรับเสียง
  54. เส้นประสาทที่รับสารสื่อประสาทจากจมูกเพื่อรับกลิ่น
  55. เส้นประสาทที่มีหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของลูกตา
  56. ชั้นนอกสุดของตา เรียกว่า
  57. ในร่างกายของคนปกติจะมีต่อมอะไรมากที่สุด
  58. เส้นประสาทสมองทคู่ใดมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการรับรส
  59. Ear Ossicles อยู่ส่วนใดของหู

กระดูกหู (อังกฤษ: ossicles หรือ auditory ossicles) เป็นกระดูกขนาดเล็ก 3 ชิ้นในร่างกายมนุษย์ ซึ่งอยู่ภายในช่องว่างในหูชั้นกลาง ทำหน้าที่ในการส่งผ่านเสียงจากอากาศไปยังห้องหูชั้นใน (labyrinth) ที่บรรจุไปด้วยของเหลว (อวัยวะรูปหอยโข่ง (cochlea)) หากไม่มีกระดูกหูจะทำให้เกิดภาวะสูญเสียการได้ยินระดับกลางหรือระดับรุนแรง