ตื่นได้แล้ว!!! ตื่นได้แล้ว!!! เสียงนี้ดังขึ้นพร้อมกับแสงไฟที่สว่างวาบขึ้นมา ส่องเข้าตาจนทำให้ทุกคนที่นอนอยู่ได้สติกลับมาอย่างกะทันหัน ขณะนี้เวลา 5.30 น.ค่ะ ซึ่งเป็นเวลาที่ทุกคนควรจะหลับอยู่ แต่งานช้างกำลังมา ทุกคนจำเป็นต้องตื่นค่ะ!!! อาบน้ำอาบไม่ทันก็ไม่ต้องอาบ!!! ข้าวปลาถ้ากินไม่ทันก็ไม่ต้องกินค่ะ!!! งานต้องมาก่อน!!!
ท้องฟ้ายังมืดครึ้มอยู่เลย ไร้เสียงสิ่งมีชีวิต แม้แต่เสียงรถยนต์ก็แทบไม่มีเลย เป็นเวลาที่พวกเราต้องแยกย้ายเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งอยู่ที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน อีกกลุ่มหนึ่งไปที่บ้านพี่เรณู หัวหน้าอสม. เพื่อจัดโต๊ะตั้งจุดตรวจคัดกรองโรคเบาหวาน บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและเร่งรีบ เพราะส่วนใหญ่จะตื่นไม่ค่อยทันกันค่ะ (ต้องรีบแล้วๆๆ!!!)
มาดูบรรยากาศงานกันนะครับ
(อุปกรณ์ตรวจเลือดปลายนิ้วครับ ก็มีสำลีแห้ง สำลีแอลกอฮอล์ เข็ม ปากกาใส่เข็ม เครื่องตรวจระดับน้ำตาล แถบเก็บตัวอย่างเลือด)
ตอนที่จัดโต๊ะที่บัานผู้ใหญ่บ้านมีคุณตาที่นอนเป็นเพื่อนคุณยายที่บ้านช่วยจัดโต๊ะด้วย น่ารักมากค่ะ ขอขอบคุณคุณตาด้วยนะคะ (ไม่ได้ถ่ายรูปมาให้ดูค่ะ จัดตั้งแต่ตอนที่พวกเราตื่น รู้สึกผิดจังเลยค่ะ)
ส่วนบรรยากาศที่บ้านพี่เรณูก็ครึกครื้นกว่า เพราะมีคนมารอตรวจตั้งแต่เช้าเหมือนกันเป็นสิบคน ทำให้งานทางฝั่งนั้นยุ่งมากๆค่ะ รูปที่ถ่ายมาก็เลยน้อยเป็นสัดส่วนผกผันกับความว่างงาน
เนื่องจากทางฝั่งบ้านผู้ใหญ่คนมาน้อยมาก คุณตาที่เป็นเพื่อนบ้านก็เล่าให้ฟังพวกเราว่า "คนหมู่นี้น่ะ ไม่ค่อยอยากมาร่วมงานอะไรหรอก นอกจากงานนั้นจะมีของรางวัลแจกก็จะแห่กันไป ยกเว้นวันนี้ที่มีงานบุญ 100 วัน ทุกคนก็เลยไปทำบุญกัน คนเลยมาน้อย ตาว่าพรุ่งนี้น่าจะมีกันเยอะขึ้นนะ แต่ไม่มีของรางวัลก็ไม่รู้ว่าจะมากันหรือเปล่า และคนแถวนี้ออกไปทำงานแต่เช้าด้วยเลยมาน้อยเหมือนกัน" พวกเราก็เลยนั่งทำแผนที่เดินดินกันต่อไปก่อน รอพวกที่ไปอยู่ที่บ้านพี่เรณูค่ะ
ระหว่างทำงาน พี่จิ๋มที่เป็นผู้ประสานงานระหว่างพวกเรากับรพ.แหลมสิงห์ก็มาเยี่ยมดูว่างานเป็นอย่างไรบ้าง อุปกรณ์อะไรขาดก็จัดหามาให้ทันที ขอบคุณมากๆค่ะที่พี่จิ๋มทำให้พวกเรามีวันนี้ และสรุปปัญหาคร่าวๆได้คือ ผู้คนในหมู่บ้านคิดว่าตัวเองไม่มีอาการอะไรก็ไม่เห็นต้องมาตรวจเลย เหมือนกับเรายังไม่ทำให้ผู้คนตระหนักถึงปัญหานี้จนกว่าจะเป็นโรคแล้วค่ะ เหมือนสุภาษิตจีนค่ะที่ว่า "ไม่เห็นโลงศพ แสดงว่ามาผิดศาลา" เอ้ย! ขอโทษค่ะ "ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา" ซึ่งสายเกินไปในการทำงานปฐมภูมิ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าคือในวันพรุ่งนี้ พวกเราจะไปตรวจคัดกรองถึงบ้านเลยค่ะ เพราะคนที่มาวันนี้เราก็บันทึกที่อยู่ไว้แล้ว ฉะนั้นเราก็สามารถไปหาคนที่ไม่มาวันนี้ได้ค่ะ อันนี้เป็นกลวิธีเชิงรุก ส่วนเชิงรับเราก็ไม่ทิ้งค่ะ ที่บ้านผู้ใหญ่ยังคงเปิดให้บริการตามเดิม เพื่อไม่ให้เหมือนงูกินหาง
พอหาวิธีแก้ไขเฉพาะหน้าได้ พูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกันเสร็จก็กลับไปทำงานกันต่อ และแล้วอีกกลุ่มก็กลับมาถึงหลังจากไปตรวจคัดกรองและสำรวจแผนที่เดินดินเพิ่มเติมค่ะ
(กลับมาก็ดึงมาทำงานต่อทันทีค่ะ)
พอเวลา 11.00 น.+ งานของพวกเรายังไม่เสร็จหรอกค่ะ แต่หิวแล้ว ข้าวเช้าก็ไม่ได้กิน จึงชวนกันไปกินร้านส้มตำแถวที่พักค่ะ เดินไปไม่ไกลนัก นี่คือภาพหน้าร้านค่ะ
ส้มตำตำได้ทุกอย่าง มีไก่ย่าง คอหมูย่าง ลาบ น้ำตก อาหารพื้นฐานของร้านส้มตำทั่วไปค่ะ หน้าตาอาหารก็โอเค รสชาติอร่อยดีค่ะ ราคาก็ไม่ค่อยถูก แต่ก็ไม่แพงมากค่ะ พอรับได้ กินกันอิ่มแปร้เลยค่ะ
สำหรับช่วงเช้าในวันงานหนักของพวกเราก็จบลงเพียงเท่านี้นะคะ รอติดตามกันต่อในช่วงบ่ายค่ะ ขอบคุณที่ติดตามมาเสมอๆค่ะ _/|\_
by Princess Elsa












คัดกรองเบาหวาน ความดัน ในกลุ่มอายุ15 ปีขึ้นไปให้ได้มากกว่า 90%
อยากแลกเปลี่ยนกับสมาชิก Goto know ว่ามีเทคนิกอะไรบ้าง
โดยเฉพาะในเขตเทศบาลเมืองใหญ่ๆค่ะ
การตั้งจุดคัดกรอง แบบนี้ กับการเข้าไปเชิงรุกตามบ้านสำหรับชุมชนนี้
มีข้อดี ข้อด้อยยังไงบ้างคะ
ใช้ทั้งสองแบบถ้ามีเวลาครับ
กลางๆก็ จัดเป็นสถานีย่อยหลายสถานี หลายวันเก็บตกได้ครับ
ช่วงเวลาคัดกรองที่ผ่านมาทำแบบที่อาจารย์สมบูรณ์บอกเลยครับ คัดกรองได้ค่อนข้างน้อยจนต้องลุยตามบ้านเองเลย
ข้อดีของการคัดกรองเชิงรับ - ใช้กำลังคนไม่มาก เพราะเรารอให้เค้ามาหาเรา รวมถึงทรัพยากรถ้าหมดก็สามารถนำที่สำรองออกมาเสริมได้ทันที
ข้อเสียของการคัดกรองเชิงรับ - ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของประชาชน ถ้าเค้าไม่อยากจะมาตรวจเค้าก็จะไม่มี ทำให้เรา miss case ได้ และอย่างที่เคยบอกไปว่า ถ้าไม่รู้สถานที่ (บางคนเป็นจริงๆครับ) หรือออกจากบ้านไม่ได้ไม่ว่าด้วยอะไรก็ตามก็ทำให้เรา miss case ได้เหมือนกัน
ข้อดีของการคัดกรองเชิงรุก - สามารถให้บริการได้ทั่วถึงแม้ว่าเค้าจะออกจากบ้านไม่ได้
ข้อเสียของการคัดกรองเชิงรุก - ใช้ทรัพยากรมากกว่า ทั้งกำลังคนและสิ่งของ เนื่องจากแบกไปได้จำกัดทำให้ต้องวนมาเติมของบ่อยๆ และกรณีที่ไม่มีใครอยู่บ้านเลยก็ทำให้ miss case ได้ครับ