ถึงเวลาที่จะต้องทำประกันชั้น ๑ + พรบ.รถยนต์

       ใกล้เดือนมีนาคมของทุก ๆ ปี ถึงเวลาอีกแล้ว...ที่ฉันต้องเสียเงินก้อนโตของทุกปี

นานถึง ๑๓ ปี เพราะฉันซื้อรถยนต์ใหม่ (มือ ๑)...แต่พอมาปีนี้...ฉันคิดดูว่า...มันไม่คุ้ม

กับการที่ฉันต้องเสียเงินก้อนหนึ่งที่ใคร ๆ ก็บอกว่า "น่าเสียดาย"...ความจริงฉันก็เสียดาย

อยู่หรอก...แต่ที่ทำมานานถึง ๑๓ ปี ฉันทำทุกปี...เสียเงินประมาณ ๑๕,๐๐๐ - ๑๖,๐๐๐

บาท รวมกันก็เกือบ ๒๐๐,๐๐๐ บาทเชียวแหล่ะ!!!...แต่ถ้าเทียบกับจำนวนที่ฉันนำรถยนต์

ไปเคลม เพราะว่ารถ ๒ คันแรก ฉันถูกรถมอเตอร์ไซด์เฉี่ยวเป็นรอยขูด...เมื่อฉันนำรถยนต์

ไปเคลมที่ศูนย์ ฉันเสียเงินคราวหนึ่งก็ประมาณ ๓,๐๐๐ - ๕,๐๐๐ บาท ไม่คุ้มเลยกับการที่

ฉันได้ทำประกันภัยชั้น ๑...แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น ฉันได้รับความสบายใจ...ฉันอาจทำในวงเงินที่

ทุนสูงกระมัง!!! อีกอย่างฉันก็ขับขี่ภายในจังหวัดพิษณุโลกเท่านั้น...จะเข้า ๒ ปีแล้วสำหรับ

การซื้อรถยนต์ใหม่ แล่นได้เพียงไม่ถึง ๔๐,๐๐๐ กม. เอง...

        วันนี้ช่วงบ่าย ๓ มีน้องเจ้าหน้าที่โทร.มาแจ้งฉันว่า...มีความประสงค์จะทำประกันภัย

ชั้น ๑ ต่ออีกหรือไม่...ฉันอ้ำอึ้ง...พ่อบ้านบอกกับฉันว่า "ให้ทำ"...ใจหนึ่งฉันก็เสียดายเงิน

เพราะที่ผ่านมา..."มันไม่คุ้มกับเงินที่ฉันต้องเสียไปเลย"...ตอนแรกตัดสินใจว่าจะทำประกัน

ภัยชั้น ๓ แต่น้องเจ้าหน้าที่ก็ให้ความรู้กับฉันเพิ่มเติมว่า...ให้ทำประกันชั้น ๑ ก็ได้แต่วงเงิน

ไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท (อืม!!! ก็น่าสนใจดี...น้องคนนี้ติดต่อฉันมาหลายปีแล้ว) อาจเป็น

เพราะว่า เขารู้เรื่องประวัติรถของฉันก็ว่าได้ว่า "มีประวัติดี" ก็เลยไม่ต้องการให้เสียเงินมาก

เพราะคราวนี้ ชั้น ๑ ประมาณ ๑๗,๙๐๐ บาท รวมทั้ง พรบ. แต่พอฉันจะทำชั้น ๓ ก็แนะนำ

ว่า พี่ทำทุนประกันภายใน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ก็ได้...เพราะประวัติในการเคลมรถของฉันไม่เกิน

๕,๐๐๐ บาท ในรอบปีที่ผ่าน ๆ มา...(ยามเกิดปัญหา ฉันชอบใช้บริการที่ศูนย์ ฯ เท่านั้น)

        แต่ฉันก็ยังไม่ได้ตัดสินใจ...เอาไว้ใกล้ ๆ เดือนมีนาคม ๒๕๕๗ ก็แล้วกัน ค่อยว่ากัน

ใหม่...เพราะที่เจ้าหน้าที่แนะนำ ก็เป็นการทำประกันภัยชั้น ๑ เพียงแต่ทุนในการซ่อมน้อย

ลง...เออหนอ!!! แล้วเจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ เขาจะแนะนำแบบนี้ไหมหนอ?...ฉันยังต้องเสีย

เงินเพื่อซื้อ "ความสบายใจ" อย่างนั้นหรือ????

        รถฯ ใหม่มีข้อดีอยู่อย่างว่า...ฉันไม่ต้องวิตกกับการที่จะต้องมานั่งดูแล เป็นห่วงใน

สารรูปที่มันถูกใช้งานไปแล้ว...เรียกว่า "ไม่ต้องวิตกจริต" กับสภาพรถเก่า...เมื่อถึงเวลา

ว่าวิ่งไปได้ครบ ๑๐,๐๐๐ กม. ฉันก็พามันไปเข้าศูนย์ เพื่อเปลี่ยนถ่ายน้ำมัน...แต่ถ้าเป็นรถ

เก่า ซึ่งฉันไม่เป็นเครื่องเลยและถ้ามันเกเรละ...ฉันจะทำอย่างไร?...ใคร ๆ ก็อยากประหยัด

เงิน เพียงแต่ว่า...มันมีข้อดีกว่ากันตรงไหนสำหรับตัวฉันมากกว่า...

        "เสียเงินมากเพื่อซื้อความสบายใจ" กับ "เสียเงินน้อยเพื่อซื้อรถที่พอใช้ได้...แต่เกิดความกังวลใจ" ???