3. โครงสร้างของบุคลิกภาพ (Structure of Personality)

ฟรอยด์ เชื่อว่าโครงสร้างของบุคลิกภาพจะประกอบด้วย อิด (Id) อีโก้ (Ego) และซูเปอร์อีโก้ (Superego) เมื่อวันก่อน ผมได้นำเสนอ อิด และ อีโก้ไปแล้ว ยังมีซูเปอร์อีโก้อยู่ มีรายละเอียด ดังนี้

3. ซูเปอร์อีโก้(Superego)นั้นเป็นส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับศีลธรรมจรรยา บรรทัดฐานของสังคม ค่านิยม และขนบธรรม เนียมประเพณีต่างๆ ซึ่งทำหน้าที่ผลักดันให้บุคคลประเมินพฤติกรรมต่างๆ ทีเกี่ยวข้องกับมโนธรรม จริยธรรมที่พัฒนามาจากการอบรมเลี้ยงดู โดยเด็กจะรับเอาค่านิยม บรรทัดฐานทางศีลธรรมจรรยา และอุดมคติที่พ่อแม่สอนเข้ามาไว้ในตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะที่เด็กมีอายุประมาณ 3- 5 ขวบ (ระยะ Oedipus Complex) และเด็กจะพัฒนาความรู้สึกเหล่านี้ไปตามวัย โดยมีสภาพแวดล้อมทางบุคคลเป็นองค์ประกอบสำคัญการทำงานของ Superego จะขึ้นอยู่กับหลักแห่งจริยธรรม  (Moral Principle) ที่ห้ามควบคุม และจัดการไม่ให้ Id ได้รับการตอบสนองโดยไม่คำนึงถึงความผิดชอบชั่วดี โดยมี Ego เป็นตัวกลางที่ประสานการทำงานของแรงผลักดันจาก Id และ Superego

 โดยทั่วไปแล้ว Superego จะเป็นเรื่องของการมีมโนธรรม (Conscience) ที่พัฒนามาจากการอบรมสั่งสอนของพ่อแม่ หรือผู้อบรมเลี้ยงดู ซึ่งเป็นค่านิยมที่พ่อแม่ถ่ายทอดให้ลูกว่าสิ่งใดดีควรประพฤติปฏิบัติหรือไม่อย่างไร ส่วนนี้จะทำให้บุคคลเกิดความรู้สึกผิด (Guilt Feeling) ที่จะติดตามรบกวนจิตใจของบุคคลเมื่อกระทำสิ่งใดที่ขัดต่อมโนธรรมของตนเองและส่วนที่ เรียกว่าอุดมคติแห่งตน (Ego-Ideal) ที่พัฒนามาจากการเอาแบบอย่าง (Identification) จากบุคคลที่เคารพรักเช่น พ่อแม่ ผู้อบรมเลี้ยงดู และคนใกล้ชิด ทำให้เด็กรับรู้ว่าทำสิ่งใดควรประพฤติปฏิบัติ เพื่อจะได้รับการยอมรับและความชื่นชมยกย่องซึ่งทำให้เกิดความอิ่มเอิบใจ เมื่อได้ทำตามอุดมคติของตนบางส่วนของ Superego จะอยู่ในระดับจิตสำนึกและบางส่วนจะอยู่ในระดับจิตไร้สำนึก

จากหัวข้อที่ 1-3 ผมขอสรุปแนวคิดทฤษฎีฟรอยด์อย่างกว้างๆ ได้ ดังนี้

1. หลักแห่งความพอใจ (Pleasure principle, Eros or Life instinct ) โดยฟรอยด์เห็นว่า มนุษย์เป็นสัตว์ที่แสวงหาความสุข หลีกเลี่ยงความเจ็บปวด (pleasure-seeking animal) แต่บางครั้งก็เต็มไปด้วยความเจ็บปวด (Death instinct) อยากจะทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง ฟรอยด์จึงคิดว่ามนุษย์ดำเนินชีวิตโดยใช้อารมณ์ ไม่ค่อยมีเหตุผล มากกว่าปัญญา

2. หลักแห่งความจริง (Reality principle) สภาพความเป็นจริงเป็นสิ่งกำหนดขอบเขตของพฤติกรรมมนุษย์ว่าอะไรควร และอะไรไม่ควรทำ

3. หลักแห่งการระบายความตึงเครียด (Tension reduction principle) เมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างความพอใจกับความเป็นจริงอย่างรุนแรง มนุษย์จะหาวิธีเพื่อลดความตึงเครียดที่เกิดขึ้นนั้น

4. หลักการแบ่งขั้ว (Polarity or duality principle) ฟรอยด์เห็นว่า ทุก ๆ อย่างในชีวิตมีลักษณะเป็นคู่ตรงข้ามกัน เช่น ชีวิต/ ความตาย, ดี/ เลว, บวก/ ลบ, ขาว/ดำ และต้องการมีชีวิต/อยากตาย เป็นต้น มนุษย์จะต้องเผชิญทางเลือกที่เป็นคู่ตรงข้ามดังกล่าวเพื่อต้องตัดสินใจ

5. หลักการทำซ้ำ (Repetition compulsion principle) มนุษย์มีนิสัยตามอย่าง เมื่อทำอะไรได้สำเร็จก็จะทำซ้ำ และเมื่อทำซ้ำนาน ๆ จะเกิดการคงที่ (fixation)

ฟรอยด์มองว่าหลักการโครงสร้างของบุคลิกภาพ จะต้องเป็นอย่างนี้ทุกคน ไม่เลือกเพศ วัย อายุ ชนชั้น กล่าวโดยย่อก็คือ มนุษย์จะประกอบไปด้วยบุคคล 3 ประเภท นั่นคือ บางครั้งเราจะเอาแต่ใจตนเอง บางครั้งเราจะมีเหตุผล และบางครั้งเราจะทำตัวเหมือนมีจริยะธรรม ทำตามมโนธรรมตลอดเวลา และเราจะเป็นบุคคลทั้งสามนี้สลับกันไปทุกเมื่อ

หนังสืออ้างอิง

ยศ สันตสมบัติ.(2532)ฟรอยด์และพัฒนาการของจิตวิเคราะห์จากความฝันสู่ทฤษฎีทางสังคม. สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์: กรุงเทพฯ

บันทึกสมัยเรียนปริญญาตรี