...ทุกสิ่งมีความสวยงามของตัวมันเอง เเต่น้อยคนนักที่จะมองเห็นมัน...

เรื่องราวของเด็กศิลป์ : มุมมองที่มีความสวยงามในเเก่นศิลป์

 

         "ยิ่งเลอะ ยิ่งเยอะประสบการณ์" .. เป็นคำกล่าวขานที่ถือว่า "ยังไม่เชย" เเต่กลับเป็นคำที่เราได้คุ้นเคยในทัศนะของหลายๆคน ความงดงามที่เป็นศิลปะย่อมออกมาจากภายใน ย่อมออกมาจากให้สามารถล่วงรู้ได้ว่า "นั่นคือศิลปะ" ทุกสิ่ง คือ ศิลปะ ทุกสิ่งมีความงดงาม ทุกสิ่งไม่มีผิดไม่มีผูก ทุกๆสิ่งมีเหตุเเละมีผลเพราะนั่นเป็นศิลปะ  ทุกสิ่งเป็นศิลปะที่งดงาม ที่ศิลปินจะคอยรังสรรค์ผลงานให้ออกมาอย่างสง่าเฉิดฉาย ศิลปินในบางครั้งอาจเป็นสัตว์บ้าง  ธรรมชาติบ้าง  มนุษย์อย่างเราๆบ้าง ทุกชีวิตสามารถสร้างผลงานศิลปะให้ออกมาโดยไม่มีกำเเพงปิดกั้น ไม่มีขอบเขตหวงห้าม เพราะศิลปะเป็นของเราทุกคน  เป็นของสัตว์ทุกตัว เป็นของเเม่น้ำ ของอากาศ ของป่า ของธรรมชาติทุกหนทุกเเห่ง ความงามจึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถประเมินความหมายได้  เพราะศิลปะทุกชิ้นที่ถูกสร้างขึ้นโดยสิ่งต่างๆล้วนงดงามในตัวของมันเอง

          ศิลปะไม่ได้อยู่เพียงในกระดาษ ศิลปะไม่ได้อยู่เพียงในอาคารบ้านเรือน ศิลปะไม่ได้อยู่เพียงในดินสอในปากกาที่เราเขียนอยู่ในทุกๆวัน เเต่ศิลปะอยู่ทุกๆที่ ทุกๆมุมมอง การวาดภาพเป็นศิลปะ  การร้องเพลงเป็นศิลปะ  การสร้างบ้านเป็นศิลปะ  การปลูกต้นไม้เป็นศิลปะ การมองเป็นศิลปะ ฯ  เมื่อทุกๆสิ่งที่เรามองว่า สิ่งนั้นเป็นศิลปะเราจะมองว่า สิ่งที่เรียกว่าศิลปะนี้เองที่อยู่กับเรามาตลอดเวลา อยู่กับเรามาตั้งเเต่สมัยอดีตจนถึงปัจจุบัน   งานศิลปะที่ถูกออกเเบบโดยธรรมชาตินั้นเป็นสิ่งที่ควรค่าเเก่การรักษ์ การมอง เป็นสิ่งที่สวยงามในมุมมองของธรรมชาติ "ศิลปะเริ่มขึ้นมาจากธรรมชาติ" ธรรมชาติเกี่ยวพันกับศิลปะมาเป็นเวลาช้านานนับตั้งเเต่มนุษย์รู้จักสร้างที่อยู่อาศัย รู้จักสร้างเครื่องนุ่มห่ม รู้จักสร้างอาหาร รู้จักสร้างเครื่องมือทำกิน ธรรมชาติกับศิลปะจึงเป็นสิ่งที่คู่ควรซึ่งกันเเละกัน... 

        16 - 18 ธันวาคม 2556 เป็นวันค่าย "ต้นกล้าศิลปะรักสิ่งเเวดล้อม" ณ อุทยานเเห่งชาติศรีน่าน อ.เวียงสา จ.น่าน เป็นวันของการรักษ์สิ่งเเวดล้อมในมุมของศิลปะ  เป็นวันที่จะนำศิลปะให้มาพันผูกกับธรรมชาติที่งดงามอีกครั้งโดยหลักๆ คือ "ครูเป้  สีน้ำ" เป็นผู้ดำเนินกิจกรรม เมื่อได้เข้าร่วมกิจกรรมเเล้วรู้สึกว่า "ธรรมชาติของเราๆนี้มีความงดงาม มีความอบอุ่น" เป็นสิ่งที่น่าค้นหา น่าสัมผัส น่ารักษาให้คงอยู่ ครูเป้พูดว่า "พวกหนูเป็นต้นกล้า ต้นกล้าเเห่งความงดงามที่พร้อมจะรักษาธรรมชาติที่งดงาม" ครูเป้สอนให้วาดรูป ครูเป้สอนให้ร้องเพลง  ครูเป้สอนให้มองสิ่งเเวดล้อม "สิ่งที่ครูเป้สอนนั้นจะนำไปใช้อย่างไรนะ" เด็กคนหนึ่งพึมพำอยู่ในความคิด" เเต่เมื่อได้เข้าหลักคิดของการวาดภาพ หลักคิดของการร้องเพลง  หลักคิดของการมอง ทำให้รู้สึกว่าศิลปะที่งดงามนั้น คือ ธรรมชาติของเรานี่เอง สิ่งที่ได้เรียนรู้ คือ ศิลปะเป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งที่จะดึงความคิด รักษ์สิ่งเเวดล้อมให้ออกมาได้ โดยที่เมื่อเราได้วาดรูปต้นไม้ต้นหนึ่ง ณ ป่าเเห่งหนึ่ง เราวาดเเล้วเราจะมีความสุขที่อยากจะวาดภาพฝันของตนเองอีกครั้ง เเต่เมื่อสักวันที่เขารู้สึกว่าต้นไม้เหล่านี้กำลังจะถูกตัดลง เด็กคนนั้นที่มีความรู้สึกอย่างนุ่มนวลย่อมจะลุกขึ้นมารักษ์สิ่งเเวดล้อมของตนเอง เพราะนั่นเป็นภาพวาดของเรา นั่นเป็นศิลปะของเรา "เราวาดภาพต้นไม้ต้นนี้เเล้วเรามีความสุข" เมื่อต้นไม้กำลังจะหายไปย่อมเป็นสิ่งที่กระทบจิตใจของจิตรกรน้อยๆทุกคน

         "ศิลปะไม่ได้ออกมาจากกาย แต่ศิลปะนั้นออกมาจากใจ" ออกมาจากสิ่งที่เราชอบ  สิ่งที่ฝัน  สิ่งที่เรารัก ศิลปะที่ออกมาจากกายย่อมไม่ไม่สวยงามเท่าศิลปะที่ออกมาจากใจ "ค่ายต้นกล้าศิลปะ" สอนให้ได้มองที่ใจ ให้ใช้ใจมอง ให้ใช้ความรู้สึกจากภายในถ่ายทอดออกมาเป็นผลงาน สอนให้ฟังเสียง  สอนให้มองอย่างมีวุฒิภาวะ  สอนให้มองออกไปในสังคม มองออกไปให้เห็นถึงสิ่งเเวดล้อมต่างๆรอบตัว สอนให้รู้จักคำว่า "ความหมาย" อย่างเข้าใจ... 

สิ่งที่ได้เรียนรู้ที่สำคัญในต้นกล้าศิลปะมีดีังนี้

 

ต้นกล้าควรมี คือ มองเห็น ได้ยิน สิ่งเเวดล้อม

        มองอย่างมีวุฒิภาวะ คือ การมองอย่างรู้จักความหมาย มองอย่างสามารถเเยกเเยะสิ่งที่ถูกสิ่งที่ควร สามารถเเยกเเยะได้ว่า นี่ เป็นต้นไม้ นี่เป็นใบไม้ สามารถรู้ได้ว่าความหมายของสิ่งนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งถ้าเราลองมาใคร่ครวญดูอย่างจริงๆเเล้วนั้น คำว่าความหมายนี้เองเป็นสิ่งที่น่าจะเข้าใจง่าย เเต่เข้าใจยากในหลายมุมมอง อาทิ เราเข้าใจความหมายของชีวิตไหม  เราเข้าใจความหมายของการอยู่ร่วมกันไหม  เราเข้าในความหมายของสังคมไหม เราเข้าใจในความหมายของตนเองไหม  เราเข้าใจความหมายของครอบครัวไหม ซึ่งถ้าเป็นความหมายในลักษณะเช่นนี้เราจะไม่มีทางเข้าใจได้เลย ถ้าหากเราไม่ได้อยู่กับสิ่งนั้น ถ้าหากเราไม่ได้ประสบกับสิ่งนั้นด้วยตนเอง   การมองอย่างมีวุฒิภาวะจึงเป็นการมองที่เชิงสอนให้รู้จักความหมายในสิ่งนั้นอย่างเข้าใจในทัศนะของต้นกล้าเเต่ละคน

        ได้ยินเสียง คือ การรับฟังเสียงของธรรมชาติ รับฟังเสียงของความเงียบ รับฟังเสียงของตนเอง เพื่อตนเองจะได้คิด จะได้สงบ จะได้ทบทวน จะได้จินตนาการ เสียงของธรรมชาติ เสียงของตนเอง เเละเสียงของผู้อื่นๆ เพื่อเรียกสมาธิของตนเองให้คงอยู่ เมื่อฟังเสียงจากภายนอกเเล้ว เสียงจากภายในเป็นเสียงที่น่าฟังอีกหนึ่งเสียง ผ่านทางการได้ยินทั้ง 2 วิถีทาง

        สิ่งเเวดล้อม คือ การมองสิ่งๆต่างๆรอบตัวเรา ณ ขณะนั้นว่าเป็นอย่างไร ธรรมชาติเป็นอย่างไร  ผู้คนเป็นอย่างไร สังคมรอบข้างนั้นเป็นอย่างไร เเล้วเมื่อสังคมนี้เป็นเช่นนี้ เราจะสร้างงานศิลปะออกมาอย่างไร เราจะดำเนินชีวิตอย่างมีศิลปะได้อย่างไร โดยเป็นการมองสิ่งเเวดล้อม มองธรรมชาติ มองสังคมที่เปลี่ยนเเปลงไปเเล้วมาใคร่ครวญถึงเรื่องราวของธรรมชาติที่เปลี่ยนเเปลงไปโดยการมองสิ่งเเวดล้อมรอบตัว เมื่อได้มองสิ่งเเวดล้อมเเล้วนั้นสิ่งสำคัญที่ต้องมอง คือ ตนเอง มองสิ่งเเวดล้อมอย่างเข้าใจเเล้วมองตนเองอย่างเข้าใจ จึงเป็นหลักหนึ่งที่ศิลปะสอนในได้เรียนรู้ตามวิถีต้นกล้า

        การมอง การฟัง การมองสิ่งเเวดล้อม เป็นเเก่นคิดของศิลปะที่อาจสอนที่เราได้สำผัสถึง "จิตวิญญาณ" ของศิลปะอย่างถ่องเเท้ในอีกทัศนะหนึ่งของต้นกล้า เเต่การที่จะได้มาซึ่ง "จิตวิญญาณ" นี้จำต้องมองอย่างนุ่มลึก ฟังอย่างนุ่มลึก มองสิ่งรอบตัวอย่างนุ่มลึก  ฟัง มอง มองสิ่งเเวดล้อมเป็นหลักคิดสำคัญในค่ายต้นกล้าศิลปะที่ถูกถ่ายทอดด้วยศิลปินผู้เข้าถึงจิตวิญญาณอย่างเเท้จริง...

 

**...หลักศิลป์ (กำไล) ของต้นกล้า...**

 

        การมองอย่างหลากหลายด้านเป็นการมองที่ต้องมีการวิเคราะห์อย่างหลายมิติมุมมองโดยต้องมีความเป็นเหตุเป็นผล มีความเป็นหลักการ ที่สามารถเเยกเเยะได้ เมื่อมองอย่างเเยกเเยะได้เราจะสามารถรู้ความหมายว่าสิ่งนั้นเป็นอย่างไร สิ่งนั้นมีความหมายในเเก่นความคิดของตนเองว่าอย่างไร เมื่อได้รู้ความหมายเเล้วนั้น ต้นกล้าจะถ่ายทอดสิ่งนั้นออกมาเป็นผลงานศิลปะที่มีความเป็นตัวตน ที่รู้จักความหมาย มีวุฒิภาวะ มีเหตุมีผล มองหลายด้าน จากการมอง... หลักศิลป์ของต้นกล้าจึงคล้ายกับ "กำไล" ที่ติดกันเป็นชิ้นเดียว ไม่สามารถเเยกออกจากกันได้ จึงเปรียบได้เป็นกำไลของเด็กศิลป์ที่ควรพกพาควรสวมใส่ เเล้วถ่ายทอดออกไปสู่ภายนอกให้ผู้อื่นๆได้เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นผ่านสายทางของศิลปะ

        การวาดภาพให้ออกมาจากภายในนั้นเป็นผลงานที่ทรงคุณค่า การร้องเพลงให้ออกมาจากภายในนั้นเป็นเพลงที่ทรงคุณค่า สิ่งที่ออกมาจากภายในนั้นจึงเป็นศิลปะที่ทรงคุณค่า การที่เราจะวาดภาพได้ดีนั้น เราต้องได้พบกับสื่งนั้นๆจนทำให้เรารู้ความหมายเเล้วถ่ายทอดออกมาเป็นผลงานจากใจ ให้ผู้อื่นได้ใช้ใจมอง ค่อยๆไล่ระดับสีอ่อนๆไปถึงระดับสีเข้ม ค่อยไล่ระดับจากยากไปง่าย วาดออกมาเป็นภาพสะท้อนมุมมองให้ผู้คนได้รับรู้ วาดออกมาเป็นคำสอนให้ผู้คนได้เรียนรู้ เเละวาดออกมาเป็นจุดสำคัญให้ผู้อื่นได้มีเเรงบันดาลใจ ในทัศนะของการร้อง การทำทุกๆอย่างก็เช่นเดียวกัน... วาดในสิ่งที่เป็นตัวตน  วาดในสิ่งที่เป็นสังคม วาดในสิ่งที่เราอยากถ่ายทอด ขอเพียงเเค่ความกล้า กล้าที่จะสร้างผลงานของตนเอง กล้าที่จะสื่อสารกับผู้อื่นในความเป็นตัวตนของเราเอง ศิลปะไม่มีถูกไม่มีผิด...ทุกสิ่งมีความสวยงามของตัวมันเอง  เเต่น้อยคนนักที่จะมองเห็นมัน...