"ภาพพจน์" ของ "จักรวาล โลก สังคม ชีวิต จิต ความรู้สึก" เมื่อสื่อออกมาเป็นข้อความ ทั้งหมดอยู่ที่มุมมองในสมองของเราที่เหมือนเป็นตาใน ที่สื่อ จักรวาล ฯ ออกมาเพื่อบอกคนอื่นให้รู้โลกภายในของตน แต่ใครเล่าจะเข้าใจ (หัวใจ) ของกันและกัน เนื่องจากว่า มนุษย์สัมพันธ์กันโดยอาศัยตามองดูรูปกายกันเป็นขั้นแรก เมื่อตาเห็นรูปกาย กิริยา ท่าที สีหน้า เป็นการสะท้อนภายในและเป็นการตอบสนองจากแรงภายนอก ทั้งหมดถูกแบ่งออกเป็น ๒ ฐาน คือ ฐานจากมุมภายใน (สมอง) และฐานจากมุมภายนอก (โลก)
การมองเห็นภาพเหล่านี้ เพื่อให้ออกมาเป็นพจน์ (คำพูด) ต้องอาศัยทั้งสองฐาน แต่ฐานเหล่านี้ก็ต้องอาศัยหลักการหรือข้อมูลภายนอกใส่เข้าไป เพื่อให้ฐานภายในมีตาที่สาม เรียกว่า "ตาต่าง" เพื่อให้เกิดมุมมองรอบด้านหรือมีตาสัปรด ฉะนั้น ตาแต่ละตาของสัปรด จึงมีมุมมองที่แตกต่างกัน
การมองต่างเป็นการมองที่ไม่อยากซ้ำรอยในมุมเดียวกัน เพื่อให้มีมุมมองที่กว้างและรอบด้านในการมองจักรวาล ฯ ในขณะเดียวกันก็มีแนวโน้มที่จะนำไปสู่การมองแบบขัดแย้ง จนอาจทำให้เกิดความแตกแยกได้ และที่สุดก็จะเป็นบันทัดฐานในการต่อสู้ เพื่อเอาชนะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หนักไปกว่านั้น อาจเกิดสงครามทำลายกันด้วยอาวุธรุนแรง
การมองแบบปรัชญามีพื้นฐานมาจากความต่างด้านทัศนะ ความเห็น มุมมอง หรือฐานมอง เมื่อฐานใดหนักแน่นและมีเหตุผลที่มากพอ อาจเป็นฝ่ายได้การยอมรับหรือน่าเชื่อถือ กระนั้น ก็ไม่มีสูตรหรือหลักใดเป็นมาตรฐานตายตัวอย่างสมบูร์แบบ เพราะธรรมชาติของมนุษย์มีสัญชาตญาณในการต่อสู้หรือขัดแย้งกันอยู่ในสายเลือด แนวคิดเช่นนี้ เหมาะสำหรับบุคคลที่วุฒิปัญญาสูงหรือมีความเจริญด้านอารยธรรมที่สมบูรณ์ แต่คนเหล่านี้ก็ไม่พ้นเรื่องการคิดที่เห็นต่าง ในประวัติศาสตร์ปรัชญาล้วนแต่หาทางทำลายความน่าเชื่อถือรุ่นก่อนเสมอ
สำหรับประเทศไทย คุ้นชินอยู่กับธรรมชาติ ภูตผี ความเชื่อเดิมๆ เช่น ไหว้ผี เชื่อตามคติศาสนาพุทธ เชื่อผู้ใหญ่ ผู้นำ เป็นต้น จึงไม่ค่อยมั่นคงในรากเหง้าแบบตะวันตก กล่าวคือ การถกเถียงกันด้านเหตุผล แต่จะใช้ระบบอาวุโส ผู้ใหญ่ เป็นฐาน ซึ่งทำให้มิกล้าโต้แย้งแบบตะวันตกได้ เพราะอาจทำให้มองว่า แข็งกระด้างเกินงาม เมื่อมาถึงยุคใหม่ คนไทยได้รับการศึกษาจากตะวันตกมากขึ้น จึงได่รับวิธีการแบบตะวันตกมาใช้ ทำให้เกิดความเห็นที่แตกต่างกันเข้มข้นขึ้น ไม่ค่อยกลัวระบบเดิมอีกต่อไป นี่คือ อิทธิพลของยุคหลังนวยุคหรือไม่ เมื่อเกิดข้อคิดที่ต่างมุม ต่างมอง ต่างสมอง ต่างทัศนะ เราก็ไม่ได้แก้ปัญหาหรือยอมรับกันแบบตะวันตก คำถามคือ แนวตะวันตกคือ มาตรฐานสากลกระนั้นหรือ
หากจะหยิบยกเอารากเหง้าเค้ามูลของวัฒนธรรมเอเชียมาวิเคราะห์ เพื่อให้เห็นความละเอียดอ่อนของแนวคิดตะวันออก คงต้องกล่าวถึงหลายส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น ท้องถิ่น การศึกษา สังคม ค่านิยม ระดับวัย ศาสนา ธรรมชาติ ฯ เป็นพื้นหลังของพฤติกรรมของคนเอเชียด้วย เนื่องจากว่า คนเอเชียอยู่กับวัฒนธรรมธรรมชาติ ครอบครัว วิญญาณ ผี พุทธ ผู้นำ ฯ มิได้เป็นเหมือนชาวตะวันตกที่ต่อสู้เพื่อท้องถิ่นตน เชื้อชาติ ศาสนา เสรีภาพ และการปฏิวัติเทคโนโลยี
พื้นฐานที่มองต่างตาคือ อยู่ที่ "วัย" ที่สร้างความแตกต่าง ความคิดเห็น ได้มากที่สุด เพราะเมื่อมองภาพรวมผู้คน จะมีวัยคละกัน แต่ละวัยจึงมีมุมมองในฐานะวัยของตนที่สะท้อนออกมา เช่น วัยเด็ก ก็เรียกร้องหรือยืนยันแบบบริบทเด็ก วัยเยาวชน อาจแสดงจุดยืนตนแบบวัยรุ่น ที่น่าติ่นเต้น แปลกๆใหม่ๆ ในขณะผู้ใหญ่ก็ยืนยันในจุดยืนของตน เมื่อถามวัยสูงกว่า ก็อาจะได้คำตอบที่เน้นวัยชรา มุมต่างตาของบุคคลเหล่านี้ ย่อมมีประโยชน์สำหรับผู้นำ
ปัจจัยที่สองที่สร้างความแตกต่างการมอง คือ "ฐานาชีพ" สังคมส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยอาชีพต่างกัน การดำรงในอาชีพต่างกัน ย่อมสร้างมุมมองต่างตาด้วย คนทำงานในเมืองมีปัญหาแบบคนเมือง คนทำงานในชนบทย่อมมีมุมมองแบบชนบท พระสงฆ์ก็มองมุมศาสนา ส่วนฆราวาสมองแบบโลก คนมีการศึกษาจะมีพื้นฐานการมองปัญหาได้ละเอียดและกว้างกว่าคนไม่มีการศึกษา นักธุรกิจย่อมมองอนาคต ต่างกับนักปฏิบัติธรรม ฯ ซึ่งจะเป็นประเด็นให้เกิดความเห็นต่างมุมตาได้
อย่างไรก็ตาม ในโลกนี้มีระบบที่กลมกลืนในความขัดแย้งของมันเอง เช่น ร่างกายมีสสารที่ขัดแย้งกันเอง (น้ำกับไฟ) แต่เพราะความขัดแย้งร่างกายจึงอยูได้ ระบบนิเวศที่ถือว่า เกิดจากความขัดแย้งกัน แต่ก่อให้เกิดความสมบูรณ์แบบในตัวเอง มนุษย์เกิดมาในท่ามกลางความขัดแย้ง แต่สามารถปรับตัวได้ ก็อยู่รอด นี่คือจุดแรกเริ่มเดิมดักของสิ่งมีชีวิต สำหรับมนุษย์ยุคปัจจุบัน ได้กลายพันธุ์และอยู่ไกลจากฐานเดิมของบรรพบุรุษไปมาก จึงทำให้เกิดความคิด ความเชื่อมั่นตนเองสูง ซึ่งก็เป็นไปตามกลไกของสังคมโลก
ดังนั้น เราชาวโลกจึงตกอยู่ในมุมมองต่างตา กันอยู่ทุกวัน ซึ่งการมองแบบนี้ ย่อมสร้างสรรค์มุมต่างๆ อย่างหลากหลาย เพื่อปรับปรุงพัฒนา สังคมให้น่าอยู่ น่าตื่นตัว เราคงไม่อยากคิดอะไรแบบเดิม หรือเก่าซ้ำซากเป็นแน่ กระนั้น ก็ต้องใช้มาตรฐานสากลนิยมเป็นที่รองรับความเป็นกลางในบริบทสังคมนั้นไว้ มิฉะนั้น หากต่างคน ต่างอิงมุมมองต่างตา เป็นมาตรฐานสากล ย่อมขัดแย้งสังคมหมู่มากได้ จะทำอย่างไรละ "แย้งอย่างมีเยื่อใย ขัดใจอยู่บนหลักธรรม" หมายถึง หากจะแย้งก็แย้งอย่างสร้างสรรค์กับผู้อื่น มิใช่หักดิบ ขอให้ใส่ใจไปอยู่ฝ่ายตรงข้ามด้วย ส่วนขัดใจอยู่บนหลักธรรม คือ มิใช่ขัดโดยทิฐิ แต่อาศัยหลักธรรมนำทาง มิฉะนั้น ก็จะกลายเป็นหลักกู
---------------<>---------------
ขอบคุณค่ะ :):)
ชอบการวิเคราะห์ประเทศไทยถึงความเชื่อ วัฒนธรรม และความแตกต่างด้วยวัยและฐานาชีพ ขอบคุณมากครับ