การฝึกสมาธิ หลังจากทราบขั้นตอนและวิธีปฏิบัติการฝึกจิตจนเกิด ความชำนาญ รู้หลักการของการเดินจงกรมเพื่อทำให้เกิดสมาธิที่แน่วแน่ จิตใจไม่ฟุ้งซ่านแล้ว อีตาลุงเหมยก็จะเริ่มคุยกับกัลยาณธรรมและรัตนมิตรต่อไปถึง การนั่งสมาธิ
หลังจากสวดมนต์เรียบร้อยแล้ว จิตใจสงบแล้ว เพื่อความผาสุขของตัวเอง ด้วยการเดินจงกรมตามที่อีตาลุงเหมยได้น้องกราบเรียนไปแล้ว ต่อจากนี้ไปเราจะเปลี่ยนอิริยาบทจากการเดินจงกรมเป็นการนั่งสมาธิกัน ตอนใหม่ ๆ จะมีความรู้สึกลำบาก จิตจะไม่สงบ แต่เมื่อพยายามฝึกหัดไปะเรื่อย ๆ วันละเล็กละน้อยทุก ๆ วัน นาน ๆ ไปสมาธิจะค่อย ๆ เกิดขึ้น จิตก็สงบขึ้นเรื่อย ๆ ความสุขก็จะมีขึ้นกับผู้ปฏิบัติ จะได้รับความสุขกาย สุขใจ หาทางดับทุกข์ที่เกิดกับใจได้อย่างไม่ยาก บางคนถึงกับรู้เลยว่าบุคคลที่มาพูดคุยกับเราเขาคิดอย่างไรกับเรา ประสงค์ดีร้ายกับเราอย่างไร เกราะการเจริญสมาธินี้สามารถทำหได้ทุกโอกาส ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบทใด จะยืน เดิน นั่ง นอน หรือทำงานอย่างใดก็ตาม ส่วนสถานที่ก็ไม่จำกัดว่าจะเป็นสถานที่ใด ๆ ก็สามารถจะปฏิบัติสมาธิกรรมฐานได้ ( แต่ถ้าหากเป็นสถานที่สงบเงียบ ปราศจากเสียงรบกวนจากสิ่งใด ๆ ก็จะทำให้จิตสงบเป็นสมาธิขึ้น
การเตรียมตัว เตรียมใจ - จัดภารกิจหน้าที่ของตนเองให้เรียบร้อย เพื่อ ตัดความวิตกกังวล
- เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ควรจะหลวม ๆ ไม่อึดอัดเวลานั่ง
- สวดมนต์ตามแต่เราจะสวดได้มากน้อย ถ้าสวดไม่ได้ให้ทำสมาธิภาวนาเลย
การนั่ง - นั่งขัดสมาธิ โดยนั่งให้ขาขวาทับขาซ้าย ถ้าเป็นหญิงจะนั่งพับเพียบก็ได้ ตามแต่ถนัด ( หากไม่สามารถนั่งขัดสมาธิ จะนั่งเก้าอี้แทนก็ได้ )
- เอามือขวาทับมือซ้าย นิ้วหัวแม่มือชนกัน
- ตั้งกายตรง ๆ ตั้งหน้าตรง หลับตาลงเบา ๆ ( หลับเปลือกตานอก ลืมตาใน )
คำกล่าวก่อนทำสมาธิ อิมาหัง ภันเต ภะคะวา อัตตะภาวัง
ภะคะวะโต ปะริจฺจะชามิ ข้าแด่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอมอบกายถวายชีวิตนี้เพื่อเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
คำอธิษฐาน ด้วยมหากุศล ที่ข้าพเจ้าได้จริญพระกรรมฐานมานี้ ขอจงเป็นพะละวะปัจจัย เป็นอุปนิสัยตามส่งให้ข้าพเจ้าเกิดปัญญาญาณ ทั้งในชาตินี้และชาติหน้าตลอดชาติอย่างยิ่ง จนถึงพ้นทุกข์ได้บรรลุมรรคผล นิพพาน ในอนาคตกาลเบื้องหน้านั้น...เทอญ
ประโยชน์จากการฝึกสมาธิ ๑. ถ้าเป็นนักเรียน นักศึกษา ก็สามารถเรียนหนังสือได้ผลดีเพิ่มขึ้น ได้คะแนนสูงขึ้น เพราะมีจิตใจที่สงบ
๒. ทำกิจการงานสิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ไม่ค่อยผิดพลาดเพราะมีสติสมาธิสมบูรณ์
๓. สามารถทำงานได้มากขึ้น ได้ผลดีมีประสิทธิภาพ
๔. ทำให้โรคภัยไข้เจ็บบางอย่างหายไปได้ (รู้สึกได้ว่าหายจากโรค)
๕. ทำให้เป็านคนมีอารมณ์เยือกเย็น มีความสุข ผิวพรรณผ่องใส จิตใจเบิกบาน (จากคำ กล่าวชมของบุคคลที่ได้พบเห็นพูดคุยสนทนากับเรา)
๖. ทำให้อยู่ในสัีงคมได้อย่างมีความสุข( เป็นปกติสุข )
๗. สามารถเผชิญต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดเฉพาะหน้าอย่างใจเย็น(มึความสุขุม
คัมภีรภาพ) รวมทั้งสามารถแก้ไขความยุ่งยาก ความวุ่นวายในชีวิตด้วยวิธีที่ถูกต้อง
๘. สามารถกำจัดนิวรณ์ที่รบกวนจิตใจลงได้ หรือทำให้เบาบาง และหมดไปในที่สุด
๙. ถ้าทำได้กถึงขั้นสูง ก็จะได้รับความสุขอันเลิศยิ่ง และสามารถมีอำนาจจิตพิเศษ เช่นรู้
ใจคนอื่น เป็นต้น
๑๐. ทำให้เป็นพื้นฐานโดยตรงในการเจริญวิปัสสนา

.... ฝึกสมาธิ ... ฝึกความอดทน นะคะ .... ขอบคุณค่ะ
รู้เท่าทัน=ระมัดระวัง. ระมัดระวัง การมีสมาธิ ที่มีสภาวะ การตกเป็นนาย เป็นทาสต่อกัน. ระมัดระวังตำหรับตำรา ระมัดระวังผลประโยชน์ก่อนหน้า ภายหลัง หรือระหว่างอีเว้นท์นั้นๆ ระมัดระวัง พิธีกรรมที่มากำกับ ระมัดระวังการภาวนาที่พลาดไปฝึกจิตเนรคุณเข้า ระมัดระวังผู้นำ และผู้ตาม. ระมัดระวังภาระหน้าที่จะบกพร่อง. เหล่านี้แล ที่ผู้มีกิเลสต้องการสมาธิมาครอง พึงระมัดระวัง หรือ รู้เท่าทันนั่นเอง.