ก่อนที่จะกล่าวถึงขั้นตอนการตรวจเลือกทหารกองเกินฯ ลำดับต่อไป จะขอกล่าวถึงเจ้าหน้าที่คนสำคัญคนหนึ่งที่ปฏิบัติงานร่วมอยู่กับกรรมการนายทหารสัญญาบัตรคนที่ 1 ซึ่งผมลืมไปเสียสนิทก็คือ เจ้าหน้าที่รับคำร้อง ซึ่งจะตั้งโต๊ะรับคำร้องอยู่ใกล้ๆ กับโต๊ะของกรรมการนายทหารสัญญาบัตรคนที่ 1 เจ้าหน้าที่รับคำร้องนี้เป็นเจ้าหน้าที่ที่จัดมาจากแผนกสัสดีจังหวัดในพื้นที่ที่ทำการตรวจเลือก มีหน้าที่ในการรับคำร้องต่างๆ เช่น คำร้องขอสละสิทธิการผ่อนผันเพื่อเข้ารับการตรวจเลือกฯ คำร้องขอลดวันรับราชการทหารสำหรับผู้มีสิทธิและมีคุณวุฒิที่จะรับราชการทหารได้ตามกฎหมาย คำร้องขอผ่อนผันการตรวจเลือกฯ สำหรับผู้ซึ่งเจ็บป่วยหรือเกิดเหตุสุดวิสัยจนไม่สามารถมาเข้ารับการตรวจเลือกฯ ในวันนั้นได้ สรุปว่ารับคำร้องทุกปัญหานั่นแหละ เมื่อรับคำร้องมาแล้วก็จะไปประสานประธานกรรมการหรือกรรมการที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องรับไปพิจารณาต่อไป

นอกจาก " โต๊ะเจ้าหน้าที่รับคำร้อง " ที่ตั้งอยู่ด้านหน้าใกล้ๆ โต๊ะเรียกชื่อฯ หรือประตูทางเข้าแล้ว ยังมี " โต๊ะรับหมายเรียกและเปรียบเทียบปรับ " ตั้งอยู่ใกล้ๆ กันอีกด้วย เป็นโต๊ะสำหรับคนที่ยังไม่ได้รับหมายเรียกฯ เมื่อผู้ที่ยังไม่ได้รับหมายเรียกไปแสดงตัวเพื่อขอรับหมายเรียก เจ้าหน้าทีก็จะเรียกเก็บค่าปรับด้วย หนึ่งร้อยบาท เคยมีบางคนลักไก่ไม่ได้รับหมายเรียกฯ แต่ไปบอกเจ้าหน้าที่ว่า หมายเรียกฯ หาย ต้องขอบอกว่าคิดผิด ไม่มีทางที่เจ้าหน้าที่จะหลงกล เพราะคนที่รับหมายเรียกฯ แล้ว เขาจะบันทึกไว้ในบัญชีเรียกฯ ทุกรายไป คนที่ยังไม่ได้รับหมายเรียกฯ ก็จะว่างอยู่

เพื่อจะให้เห็นภาพภายในสถานที่ตรวจเลือกฯ ผมขอลำดับการวางตำแหน่งโต๊ะปฏิบัติงานของกรรมการตรวจเลือกฯ ซึ่งทหารกองเกินที่เข้ารับการตรวจเลือกฯ จะต้องผ่านเข้าไปดำเนินกรรมวิธีตามลำดับ ดังนี้

1. โต๊ะกรรมการนายทหารสัญญาบัตร คนที่ 1 หรือ " โต๊ะที่ 1 เรียกชื่อ "

2. โต๊ะกรรมการแพทย์ หรือ " โต๊ะที่ 2 ตรวจโรค "

3. โต๊ะกรรมการนายทหารสัญญาบัตร คนที่ 2 หรือ " โต๊ะที่ 3 วัดขนาด "

4. โต๊ะประธานกรรมการ

5. โต๊ะจับสลาก

6. โต๊ะรับหมายเรียกฯ

7. โต๊ะรับหมายนัดเข้ารับราชการทหาร หรือ " โต๊ะรับหมายนัด "

สำหรับการสื่อสารกันระหว่างเจ้าหน้าทีด้วยกัน หรือเจ้าหน้าที่กับทหารกองเกิน เขาจะเรียกโต๊ะปฏิบัติงานของกรรมการต่างๆ สั้นๆ ดังนี้ " โต๊ะ 1, โต๊ะ 2, โต๊ะวัดขนาด (ไม่ยักกะเรียกโต๊ะ 3 แฮะ), โต๊ะประธาน, โต๊รับหมายเรียก และโต๊ะรับหมายนัด " โต๊ะ 1 อยู่ตรงทางเข้า โต๊ะ 2 อยู่ถัดไป โต๊ะวัดขนาดอยู่ในสุด โต๊ะประธานอยู่กึ่งกลางตรงข้ามโต๊ะ 2 โต๊ะรับหมายเรียกกับโต๊ะรับหมายนัดอยู่ถัดประธานออกมา

ทีนี้ก็คงพอจะมองเห็นภาพแล้วนะครับว่าเขาจัดโต๊ะในการปฏิบัติงานกันอย่างไร

ขอเล่าต่อจากคราวที่แล้วนะครับ หลังจากที่เรียกชื่อและตรวจสอบแล้วว่าไม่ผิดตัว เจ้าหน้าที่ก็จะเขียนหมายเลขใบรับรองผลการตรวจเลือกฯ (สด.43) ไว้ตรงเหนือข้อมือซ้ายหรือขวา หรือบางปีก็อาจจะเขียนไว้หน้าอกเบื้องซ้ายเหนือราวนมก็มีเหมือนกัน เขียนที่ไหนก็ไม่ต้องไปสนใจหรอกครับเพราะเขาไม่ได้ใบ้หวย จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็จะบอกให้ไปที่โต๊ะที่ 2 หรือ " โต๊ะตรวจโรค " เจ้าหน้าที่ก็จะบอกให้นั่งรอเป็นแถวหน้ากระดาน พอครบ 14 คนแล้วเจ้าหน้าที่ก็จะบอกให้ลุก จากนั้นผู้ที่เป็นกรรมการแพทย์ก็จะถามดังๆ ว่า ใครเป็นโรคอะไรหรือมีอาการอะไรที่คิดว่าตัวเองไม่สามารถรับราชการทหารได้ ถ้ามีหรือเป็นอะไรก็บอกหมอไป ไม่ต้องอาย เคยมีคนหูตึงไปเป็นทหาร เพราะน้องคนที่ว่านี้อยากจะเป็นทหารมากเลยไม่บอกหมอ ไปเป็นทหารอยู่ 3 - 4 เดือนก็ถูกปลดออกมา แกเสียใจมากถึงกับร้องห่มร้องไห้ วันที่เดินทางกลับผู้บังคับกองร้อยเอารถส่วนตัวไปส่งถึงบ้าน

การที่ต้องรอให้ครบ 14 คนเสียก่อนจึงจะทำการตรวจ ก็เนื่องจากว่า บัญชีเรียกฯ หนึ่งแผ่น จะมีรายชื่อทหารกองเกินอยู่หน้าละ 7 คน หนึ่งแผ่นมี 2 หน้า ก็จะเป็น 14 คน เมื่อ " โต๊ะ 1 " เรียกครบ 14 คนแล้วจึงจะส่งบัญชีเรียกฯ มาที่ " โต๊ะ 2 " จาก " โต๊ะ 2 " ก็จะไป " โต๊ะวัดขนาด " แล้วกลับไปที่ โต๊ะ 1 เพื่อเรียกรอบ 2

เมื่อกรรมการตรวจแล้วเห็นว่ามีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ดีก็จะชี้ให้ไปที่ " โต๊ะวัดขนาด " ที่อยู่ถัดไป ส่วนคนที่มีร่างกายไม่สมบูรณ์เหมือนคนจำพวกแรกหรือมีร่างกายพิการทุพพลภาพหรือมีโรคที่ไม่สามารถจะรับราชการทหารได้ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง เจ้าหน้าที่ก็จะชี้ให้ไปนั่งหน้า " โต๊ะประธาน " เพื่อรับใบรับรองผลการตรวจเลือกฯ (สด.43) แล้วปล่อยตัวกลับไปหาลูกหาเมียต่อไป ตรงนี้แหละมักจะมีเหล่ามิจฉาชีพดอดเข้ามาหากินกับญาติๆ ของคนเหล่านี้อยู่เป็นประจำ คนพวกนี้มักจะแต่งเครื่องแบบเช่นเดียวกับทหาร(อย่างน้อยๆ แก๊งหนึ่งก็จะมีหนึ่งคนที่แต่ง) มันจะแทรกเข้าไปในหมู่ญาติที่กำลังเพ่งมองลูกหลานของตนที่กำลังนั่งหน้าสลอนรอคำสั่งประหาร เอ้ย คำสั่งปล่อยตัวอยู่หน้าโต๊ะประธาน ร้อยทั้งร้อยที่นั่งอยู่นั่นยังไม่รู้หรอกว่าเขาให้มานั่งทำไม เจ้าแก๊งนรกนั่นก็จะเปรยออกมาดังๆ ว่า " น่าสงสารเด็กพวกนี้จังเลย คนร่างกายดีๆ ไม่พอถึงต้องเอาคนพวกนี้ไปเป็นทหาร" คุณแม่คุณป้าคุณน้าคุณอาได้ยินแล้วก็ใจเสียเกิดความวิตกจนเก็บอาการไม่อยู่ " คนร่างกายดีๆ ทำไมไม่เอา จะมาเอาคนร่างกายไม่แข็งแรงนี่เหรอไปเป็นทหาร " คุณแม่ว่า เจ้าหมอนั่นก็จะตอบสวนควันมาทันทีว่า " คนดีๆ ร่างกายแข็งแรงเขาก็ไปวิ่งเต้นเสียเงินเสียทองสองหมื่นสามหมื่นไม่ต้องเป็นทหาร เดี๋ยวนี้ที่ปักษ์ใต้ตำรวจทหารตายวันละสิบกว่าคน คนไม่พอ เขาถึงได้เอาคนพวกนี้ไง " คุณแม่ได้ยินก็เกิดอาการกระสับกระส่ายส่งสายตาวิงวอนขอความเมตตา "เมื่อวานนี้ที่อำเภอ...ผมก็ช่วยไป 2 คน " มันกระซิบเบาๆ ที่ข้างหูคุณแม่ เมื่อมันเห็นว่ายังไงคุณแม่ตกหลุมพรางแน่แท้แล้ว มันก็ส่งสัญญานให้คุณแม่ตามมันไป พอห่างจากผู้คนมันก็ยกแม่น้ำทั้งห้ากล่อมคุณแม่อีกรอบจนอยู่หมัด " ถ้าไปวิ่งเต้นกับสัสดีก็สองสามหมื่น แต่นี่ผมขอแค่สามพัน พอให้ค่าน้ำร้อนน้ำชากรรมการเขา ผมสงสาร ถ้าตกลงก็รีบๆ เลย ถ้าช้าเดี๋ยวเขากำหนดตัวแล้วจะแก้ไม่ทัน " ได้ฟังดังนั้นแล้วคุณแม่ก็เปิดกระเป๋าหยิบเงินแล้วกระมิดกระเมี้ยนยื่นให้เจ้าเดนนรกนั่นไป หลังจากที่คุณแม่พามันไปชี้ตัวลูกชายจนเข้าใจถูกต้องตรงกันแล้ว มันก็ย้ำให้คุณแม่มั่นใจว่าลูกชายจะต้องไม่เป็นทหารและจะถูกปล่อยตัวออกมาในไม่ช้านี้แน่นอน " คุณแม่หาที่ร่มๆ นั่งรอนะครับ เดี๋ยวผมจะรีบไปบอกกรรมการให้ " มันว่าพร้อมกับยกมือไหว้คุณแม่อย่างนอบน้อม คุณแม่ตกใจจนลืมยกมือขึ้นรับไหว้ คนอะไรเป็นเจ้าเป็นนายใจบุญแถมยังมารยาทงามอีกด้วย " ถ้ามีเงินมากกว่านี้ก็จะแถมให้อีกซักพันสองพัน " คุณแม่คิดในใจ คุณแม่มองตามมันไปจนกระทั่งเห็นมันไปยืนคุยกับกรรมการที่โต๊ะเรียกชื่อ พลางชี้มือไปที่ลูกชายของคุณแม่ คุณแม่หัวใจพองโต " วันนี้โชคดีจริงๆ " คุณแม่นึกในใจ

ครั้นเมื่อแม่ลูกเจอกัน กระดาษแผ่นเล็กๆ กว้างสักสี่นิ้วมือเรียงกันยาวคืบเศษๆ ที่ลูกชายยื่นให้ดู หัวกระดาษแผ่นนั้นอ่านได้ว่า " ใบรับรองผลการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการ (สด.43) " และมีอยู่ช่องหนึ่งที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆ และมีลายเซ้นอ่านไม่ออกอยู่สามชื่อ ในช่องนั้นอ่านได้ความว่า " เท้าซ้ายบิดเก ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 37 (พ.ศ.2516) ออกตามความใน พ.ร.บ.รับราชการทหารฯ ข้อ 3 (9)(ง.) "

ถึงจะอ่านพอเข้าใจบ้าง แต่คุณแม่ก็ยังสงสัย เพื่อความแน่ใจว่าจะไม่ถูกต้มและลูกจะไม่ถูกเรียกไปเป็นทหาร คุณแม่ตัดสินฝ่าผู้คนเข้าไปในที่ตรวจเลือกฯ มีคนบอกคุณแม่ว่าไปหาสัสดีอำเภอพร้อมกับชี้ให้คุณแม่ไปที่คนๆ หนึ่ง นั่งพุงปลิ้นราวกับคนท้อง 15 เดือน กำลังนั่งปาดเหงื่ออยู่หน้าโต๊ะรับหมายนัด เมื่อเข้าไปในระยะที่สมควรคุณแม่ก็ยกมือไหว้ คุณลุงพุงปลิ้นรับไหว้แล้วถามว่า " มีอะไรเหรอครับ " " คืออิฉันสงสัยว่าลูกอิฉันต้องไปเป็นทหารหรือเปล่าเจ้าคะ " คุณแม่ยื่น สด.43 ให้ชายผู้นั้นดู คุณแม่ได้รับคำตอบว่า " อ๋อ ลูกชายคุณแม่ไม่ต้องไปเป็นทหารหรอกครับ เพราะคนที่ร่างกายแข็งแรงสมบูรณืดีมีพอ คนที่ร่างกายไม่สมบูรณ์ไม่เอาครับ "" แล้วคนพวกนี้ต้องไปเป็นทหารหรือเปล่าคะ " คุณแม่ชี้มือไปที่กลุ่มคนเกือบ 100 คนที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะประธาน ท่านพุงปลิ้นก็ให้คำตอบว่า " ไม่หรอกครับ คนพวกนี้ร่างกายไม่แข็งแรงสมบูรณ์เหมือนคนจำพวกที่ 1 บางคนก็เป็นโรค บางคนก็พิการ นิ้วด้วน ตาเหล่ ตาเข หรืออวัยวะลีบเล็ก ประธานกำลังจะปล่อยให้กลับบ้านครับ " คุณแม่ยังไม่วายสงสัย " แล้วพวกไหนที่จะต้องไปเป็นทหาร "ก็ได้คำตอบว่า " เดี๋ยวเราเรียกเข้ามาครับ จะเรียกให้เข้ามาจับสลาก ใครจับได้ใบแดงถึงจะได้เป็น จับได้ใบดำก็กลับบ้าน " คุณแม่ไม่มีอะไรจะสงสัยต่อไปอีกแล้ว ตอนนั้นคุณแม่รู้สึกหวิวๆ คล้ายจะเป็นลม จูงมือลูกแหวกไทยมุงออกมาข้างนอกได้ คุณแม่ก็มองกวาดสายตาไปรอบๆ เหมือนกำลังมองหาใครสักคน

มันไปแล้วครับ..คุณแม่ ป่านนี้มันไปนั่งจิบเบียร์อยู่ตรงไหนก็ไม่รู้

มาถึงตรงนี้อาจจะมีหลายๆ ท่านสงสัยว่า คนจำพวกต่างๆ นั้นมีกี่จำพวก ๆ ไหนที่เขาเรียกว่า ดี 1 หรือโรคอะไรบ้างที่เขาไม่เอาไปเป็นทหาร เอาไว้คราวหน้านะครับ คราวนี้น้ำท่วมทุ่งไปสักหน่อยต้องขออภัย

สวัสดีครับ.