ในครั้งที่แล้วผู้เขียนพูดถึงการปฏิรูปการเรียนรู้ควรปฏิรูปโครงสร้างการบริหารของมหาวิทยาลัยตั้งแต่ฐานระดับสูงในสถาบันการศึกษาหรือมหาวิทยาลัยก่อน และควรทำทั้งระบบ ในครั้งนี้พูดถึงเครื่องมือในการขับเคลื่อนให้เกิดการเรียนรู้ เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับที่เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการจัดการศึกษา
ปัจจุบันเชื่อว่าสถาบัน/มหาวิทยาลัยทุกแห่งมีแผนใช้ในทุกเรื่อง มีหลักสูตร มีกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับไว้ใช้เป็นเครื่องมือบริหารจัดการ
การออกข้อบังคับ ระเบียบนำมาใช้กับนักศึกษา อาจารย์นั้น อาจจะกำหนดรายละเอียดของการปฏิบัติโดยขาดการพิจารณาและตีความในกฎหมายหลักหรือแม่บทของสถาบัน ข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศจึงมีข้อความและถ้อยคำที่ขัดกับกฎหมายหลัก และไม่มีกลไกหรือกระบวนการอะไรรองรับที่ชัดเจน
อย่างกรณี มาตรา ๙ แห่ง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ.๒๕๔๗ ระบุ มหาวิทยาลัยจะปฏิเสธการรับผู้สมัครผู้ใดเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยหรือยุติ หรือชะลอการศึกษาของนักศึกษาผู้ใดด้วยเหตุเพียงว่าผู้นั้นขาดแคลนทุนทรัพย์อย่างแท้จริงเพื่อจ่ายค่าธรรมเนียมการศึกษาต่างๆ แก่มหาวิทยาลัยมิได้
หากข้อบังคับ/ระเบียบ/ประกาศ ระบุขัดกับมาตรา ๙ และมหาวิทยาลัยไม่มีกลไกหรือกระบวนการใดที่เป็นระบบ เพื่อบอกนักศึกษาผู้นั้นขาดแคลนทุนทรัพย์อย่างแท้จริง มหาวิทยาลัยอาจจะไม่สามารถสั่งให้นักศึกษาคนใดสั่งพ้นการเป็นนักศึกษา หรือชะลอหรือยุติไม่ให้นักศึกษาเรียนไม่ได้ หรือแม้แต่มหาวิทยาลัยราชภัฏจะปฏิเสธการรับผู้ใดไม่ให้เข้าเรียน อาจจะขัดกับถ้อยคำที่ พ.ร.บ.กำหนด
ฉะนั้น หากการบริหารจัดการเกิดความขัดแย้งในการปฏิบัติจากข้อบังคับ/ระเบียบที่อาจจะขัดกับกฎหมาย หากไม่แน่ใจไม่ชัดเจน มหาวิทยาลัยควรหารือหน่วยงานทางกฎหมาย ไม่ควรด่วนเป็นศาลตัดสินหรือวินิจฉัยเสียเอง ยิ่งผู้บริหารไม่ว่าระดับใดหรือแม้กระทั่งครู อาจารย์กล่าวพูดท้าทายให้นักศึกษาไปฟ้องศาลเอาเองหากไม่พอใจต่อสิ่งที่มหาวิทยาลัยกำหนดไว้ในข้อบังคับ/ระเบียบ ย่อมไม่สมควรใช้วาจาท้าทาย และหากมีการฟ้องร้องกันจริง อาจจะถูกโยงไปที่มาตรา ๑๕๗ ในประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งจะสร้างความยากลำบากในการบริหารจัดการมากขึ้นไปอีก
นอกจากนั้น การเป็นสถาบันการศึกษาซึ่งเป็นสถาบันแห่งการบริการสังคมให้ความรู้แก่พลเมืองในชาติ ย่อมไม่ควรกระทำหรือกำหนดใด ๆ ให้ขัดกับกฎหมาย/ระบบนิติรัฐ
หรือหากจะปฏิรูปการเรียนรู้คงต้องมีการปฏิรูปกฎหมายที่เป็นปฏิปักษ์หรือเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้หรือที่ปิดกั้นโอกาสการเรียนรู้ของคนในชาติ เพื่อสร้างความเป็นพลเมืองของชาติให้มีคุณภาพและสมบูรณ์ต่อไป