บทความ
เรื่อง การนิเทศด้วยรูปแบบการนิเทศที่หลากหลาย
รูปแบบการนิเทศ
การนิเทศมีรูปแบบที่หลากหลาย เมื่อพิจารณาจากอดีตมาถึงปัจ จุบันจะพบว่ามีนักวิชาการแบ่งรูปแบบการนิเทศไว้แตกต่างกันตามยุคสมัยทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่เนื่องจากรูปแบบ และลักษณะการนิเทศไม่แตกต่างกันนัก คือจะเน้นการนิเทศแบบตรวจตรา และแบบประชาธิปไตยเป็นส่วนใหญ่ จึงไม่ได้แยกตามยุคสมัย แต่แบ่งการนิเทศตามรูปแบบการนำไปใช้แทน
รูปแบบการนิเทศ แฮริส (Harris,1985) แบ่งการนิเทศตามลักษณะที่เด่นของการนิเทศ ได้ 2 แบบ ดังนี้
1. การนิเทศแบบเน้นการให้คาแนะนา(Tractive Supervision) แบบนี้ผู้นิเทศจะให้คำแนะนำ ให้ผู้ได้รับการนิเทศนาไปปรับปรุงแก้ไข
2. การนิเทศแบบเน้นความเป็นพลวัต (Dynamic Supervision) แบบนี้ผู้นิเทศจะจุดประกายทางด้านความคิดเพื่อส่งเสริมให้ผู้ได้รับการนิเทศนาไปปฏิบัติ ผู้ได้รับการนิเทศสามารถใช้ความรู้ ความสามารถตลอดจนประสบการณ์ที่ตนเองมีมาปรับปรุงการสอนตามความเหมาะสมกับสภาพความเป็นจริง
ดี เทนเนอร์ และ แอล เทนเนอร์ (D. Tanner and L. Tanner,1987) แบ่งการนิเทศตามลักษณะของผู้นิเทศได้ 4 แบบ ดังนี้
1. การนิเทศแบบตรวจตรา(Inspection Supervision) การนิเทศแบบนี้เป็นแบบเก่าแก่ที่มีใช้มานาน ผู้นิเทศจะตรวจการทางานของสถานศึกษาให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ระเบียบของหลักสูตรที่กำหนดไว้
2. การนิเทศแบบเน้นผลงาน (Supervision as Production) การนิเทศแบบนี้จะดูผลงานของสถานศึกษาว่าสามารถผลิตผู้เรียนออกสู่สังคมอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่มากน้อยเพียงใด บางคนเรียกการนิเทศแบบวิทยาศาสตร์ เพราะมีการวางแผนการทางานอย่างเป็นระบบระเบียบตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างเป็นขั้นตอนที่ชัดเจน
3. การนิเทศแบบคลินิก (Clinical Supervision) การนิเทศแบบนี้เน้นที่การปรับปรุงกระบวนการเรียนการสอนในลักษณะที่พิจารณาและแก้ไขตามความเหมาะสมของผู้ได้รับการนิเทศแต่ละแห่ง จึงคล้ายกับการรักษาอาการเจ็บป่วยของคนไข้ ให้มีการฟื้นฟูสภาพได้ดีขึ้น แต่การนิเทศการศึกษาจะมุ่งให้ผู้ได้รับการนิเทศเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนการสอนให้มีความเหมาะสม โดยผู้นิเทศและผู้ได้รับการนิเทศจะได้พบปะเผชิญหน้ากันและรับคาแนะนาไปปรับใช้ตามความเหมาะสมและความจาเป็นเพื่อประโยชน์ของการใช้งาน
4. การนิเทศแบบเน้นการพัฒนา (Developmental Supervision) การนิเทศแบบนี้เน้นพัฒนาผู้ได้รับการนิเทศ ให้มีความรู้ความสามารถในการแก้ไขปัญหาของตนเองได้ ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสถานศึกษา กลิคแมน(Glickmam,1981) ได้แบ่งวิธีการนิเทศแบบนี้ เป็น 3 วิธีคือวิธีที่มีการชี้นา ไม่มีการชี้นำ และวิธีผสมผสาน โดยพิจารณาตามความสามารถของผู้ได้รับการนิเทศ
การนิเทศในประเทศไทยมีการนารูปแบบการนิเทศของต่างประเทศมาใช้ขณะเดียวกันก็มีการพัฒนารูปแบบการนิเทศของตนเองขึ้นมาเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพสังคมของไทย ซึ่งมีรูปแบบหลายรูปแบบดังต่อไปนี้
การนิเทศการสอนแบบคู่สัญญา
การนิเทศการสอนแบบคู่สัญญา(Buddy Supervision)(บูรชัย ศิริมหาสาคร, 2552, Online) คือ การนิเทศโดยตรงที่เปิดโอกาสให้ครู 2 คน ได้ดึงเอาศักยภาพทางการสอนที่มีอยู่ในตัวของแต่ละคนออกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน โดยเริ่มต้นจากการจับคู่สัญญา เพื่อสร้างมิตรสัมพันธ์อันดีต่อกัน และใช้สัมพันธภาพอันดีนี้ เป็นตัวนาไปสู่กิจสัมพันธ์หรือความสำเร็จในการจัดกระบวนการเรียนการสอนแบบนี้ใช้ระบบกระบวนการทางานแบบกลุ่มสัมพันธ์ (Group Process) และใช้แนวคิดที่มุ่งทั้งการพัฒนาคนและพัฒนางาน คือ เน้นมิตรสัมพันธ์ (Concern for People) และกิจสัมพันธ์(Concern for Production)เป็นหลักเพราะทุกคนย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสียอยู่ในตัวเอง โดยถ้ามีความชอบที่เหมือนกันจะทาให้เป็นเพื่อนกันได้ง่ายขึ้น การนิเทศก็จะเป็นไปอย่างราบรื่น
การนิเทศการสอนแบบกัลยาณมิตร
การนิเทศการสอนแบบกัลยาณมิตร (อัญชลี ธรรมะวิธีกุล, 2009, Online) เป็นการชี้แนะและช่วยเหลือด้านการเรียนการสอนในกลุ่มเพื่อนครูด้วยกัน มีหลักการนิเทศที่เน้นประเด็นสาคัญ 4 ประการ คือ
1) การสร้างศรัทธา ผู้นิเทศจะต้องสร้างศรัทธา เพื่อให้เพื่อนครูยอมรับและเกิดความสนใจที่จะใฝ่รู้ที ใฝ่ปรับปรุงการจัดกระบวนการเรียนรู้
2) การสาธิตรูปแบบการสอน ผู้ให้การนิเทศจะต้องแสดงให้เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า การสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญนั้นสามารถปฏิบัติและทาได้จริงๆ และเพื่อนครูสามารถนารูปแบบไปประยุกต์ในชั้นเรียนได้
3) การร่วมคิดแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ผู้นิเทศและผู้รับการนิเทศ จะต้องมีการพบปะกันอย่างสม่ำเสมอ มีการร่วมคิดแก้ปัญหาและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งกันและกัน
4) การติดตามประเมินผลตลอดกระบวนการ ผู้นิเทศจะต้องบันทึกการนิเทศอย่างสม่ำเสมอ สังเกตและรับฟังข้อมูลป้อนกลับจากเพื่อนครูผู้รับการนิเทศ ศึกษาปัญหาและแนวทางแก้ไข เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ขึ้นใหม่อย่างเป็นระบบและต่อเนื่องสืบไป จุดประสงค์ของการนิเทศแบบนี้ (สุมน อมรวิวัฒน์, 2545, หน้า217-220)เพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ซึ่งประกอบด้วยการเปิดใจ การให้ใจ การร่วมใจ ตั้งใจสร้างสรรค์คุณภาพ และเงื่อนไขที่ไม่เน้นปริมาณงานแต่เน้นคุณภาพ รูปแบบการนิเทศของไทยจะมีลักษณะของความสัมพันธ์ทางใจเข้ามาเกี่ยวของ โดยจะเป็นการช่วยเหลือกันอย่างจริงใจ เพื่อให้งานดาเนินไปในทิศทางที่ถูกต้องตามความต้องการของผู้นิเทศและผู้ได้รับการนิเทศร่วมกัน
การนิเทศแบบร่วมพัฒนา
การนิเทศแบบร่วมพัฒนา(Cooperative Development Supervision) (ศิริวรรณ์ ฉายะเกษริน, 2542, Online) เป็นปฏิสัมพันธ์ทางการนิเทศระหว่างผู้บริหารสถานศึกษา ศึกษานิเทศก์และครูผู้สอน ในกระบวนการนิเทศการศึกษาที่มุ่งแก้ปัญ หาและพัฒนาการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ โดยใช้เทคนิคการนิเทศการสอนเป็นปัจจัยหลัก บนพื้นฐานของสัมพันธ์ภาพแห่งการร่วมคิด ร่วมทา พึงพา ช่วยเหลือ ยอมรับซึ่งกันและกัน ให้เกียรติและจริงใจต่อกันระหว่างผู้นิเทศ ผู้สอนและคู่สัญญา เพื่อร่วมกันพัฒนาทักษะวิชาชีพ อันจะส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา การนิเทศแบบนี้มุ่งแก้ปัญหา และพัฒนาการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนของผู้เรียน โดยการปรับปรุงการปฏิบัติงานของผู้สอนให้เกิดประสิทธิภาพสูงขึ้น
การนิเทศแบบสอนงาน
การนิเทศสอนงาน(Coaching) (อัญชลี ธรรมะวิธีกุล, 2009, Online) เป็นการนิเทศที่เน้นการพัฒนาผลการปฏิบัติงาน (Individual Performance) และพัฒนาศักยภาพ (Potential) ของครู การนิเทศแบบนี้จัดเป็นการสื่อสารอย่างหนึ่งซึ่งจะทาอย่างเป็นทางการและ/หรือไม่เป็นทางการก็ได้ โดยมีการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน เป็นการสื่อสารแบบสองทาง (Two way Communication) ทาให้ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้ทาการสอนได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การนิเทศแบบนี้จะก่อให้เกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้สอนงาน (Coach) และผู้ถูกสอนงาน (Coachee) ซึ่งการสอนงานที่ดีจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อมีความพร้อม โดยเป็นความพร้อมของทั้งผู้สอนงานและผู้ถูกสอนงานร่วมกัน เพื่อเสริมสร้างและพัฒนาครู ให้มีความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skills) และคุณลักษณะเฉพาะตัว (Personal Attributes) ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้ประสบผลสาเร็จตามเป้าหมายที่กาหนดไว้ (Result Oriented) โดยจะต้องมีการตกลงยอมรับร่วมกัน (Collaborative) ระหว่างผู้นิเทศและครูผู้ได้รับการนิเทศ โดยการนิเทศการสอนงานจะมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาผลการปฏิบัติงานของครูผู้สอนเป็นสาคัญ (Individual Performance)
กระบวนการนิเทศ
กระบวนการนิเทศ (Process of Supervision)(ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์, 2548, หน้า 39) หมายถึง ขั้นตอนในการดาเนินงานและการปฏิบัติงานการนิเทศอย่างมีระบบ มีการประเมินสภาพการทางาน การจัดลำดับงานที่ต้องทา การออกแบบงาน การประสานงาน ตลอดจนการอานวยการให้งานลุล่วงไป
กระบวนการนิเทศจะมีความสอดคล้องกับรูปแบบของการนิเทศ จึงขอกล่าวถึงกระบวนการที่เป็นสากล ซึ่งประเทศไทยได้นามาประยุกต์ใช้และพัฒนาเข้ากับกระบวนการการนิเทศของไทยเอง ควบคู่กับกระบวนการนิเทศที่ไทยคิดและพัฒนาขึ้น ดังรายละเอียดต่อไปนี้
กระบวนการนิเทศของแฮริส (Harris, 1985) เดิมแฮริสแบ่งกระบวนการไว้ 5 ขั้นคือ กระบวนการวางแผน, กระบวนการจัดระเบียบงาน, กระบวนการนา, การควบคุม และการประเมินผล ต่อมาได้พัฒนาให้มีความสมบูรณ์เหมาะสมกับการนิเทศมากขึ้น โดยเน้นการวางแผนการปฏิบัติงานมากกว่าการควบคุมงานเหมือนที่เคยแบ่งไว้ ทาให้มีขั้นตอนเพิ่มขึ้นเป็น 6 ขั้นตอนดังนี้ (ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์, 2548, หน้า 41 - 43)
1. การประเมินสภาพการทางาน (Assessing) เป็นกระบวนการศึกษาถึงสภาพต่างๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลเพื่อเป็นตัวกาหนดการเปลี่ยนแปลง มีกระบวนการย่อยๆดังนี้
- การวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อจะศึกษาถึงธรรมชาติและความสัมพันธ์ของเรื่องต่างๆ
- การสังเกตเป็นการมองสิ่งรอบตัวด้วยความละเอียดถี่ถ้วน
- การทบทวนเป็นการตรวจสอบสิ่งรอบตัวอย่างตั้งใจ
- การวัดพฤติกรรมการทางาน
- การเปรียบเทียบพฤติกรรมการทางาน
2. การจัดลาดับความสาคัญของงาน (Prioritizing) เป็นกระบวนการกาหนดความสาคัญของงาน ตามเป้าหมายวัตถุประสงค์และกิจกรรมตามลาดับความสาคัญ ซึ่งประกอบด้วยหัวข้อต่อไปนี้
- การกาหนดเป้าหมาย
- การกาหนดวัตถุประสงค์เฉพาะ
- การกาหนดทางเลือก
- การจัดลาดับความสาคัญของงาน
3. การออกแบบวิธีการทางาน (Designing) เป็นกระบวนการวางแผนหรือกาหนดโครงการต่างๆ เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยประกอบด้วยกระบวนการย่อยๆ ดังนี้
- การจัดสายงานเป็นการจัดส่วนประกอบต่างๆของงานให้สัมพันธ์กัน
- การหาวิธีการนาเอาทฤษฎี หรือหลักการไปสู่การปฏิบัติ
- การเตรียมการต่างๆให้พร้อมที่จะทางาน
- การจัดระบบการทางาน
- การกาหนดแผนในการทางาน
4. การจัดสรรทรัพยากร (Allocating Resources) เป็นกระบวนการกาหนดทรัพยากรต่างๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการทางาน ซึ่งประกอบด้วยกระบวนการย่อยๆ ดังนี้
- การกาหนดทรัพยากร ที่ต้องใช้ความต้องการของหน่วยงานต่างๆ
- การจัดสรรทรัพยากรไปให้หน่วยงานต่างๆ
- การกาหนดทรัพยากร ที่จาเป็นจะต้องใช้สาหรับความมุ่งหมายเฉพาะอย่าง
- การมอบหมายบุคลากร ให้ทางานในแต่ละโครงการหรือแต่ละเป้าหมาย
5. การประสานงาน (Coordination) เป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับงาน เวลา วัสดุอุปกรณ์ และสิ่งอานวยความสะดวกทุกๆอย่าง เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงบรรลุผล ซึ่งประกอบด้วยกระบวนการย่อยๆ ดังนี้
- การประสานการปฏิบัติงานในฝ่ายต่างๆให้ดาเนินการไปด้วยความราบรื่น
- การสร้างความกลมกลืนและความพร้อมเพรียงกัน
- การปรับการทางานในส่วนต่างๆให้มีประสิทธิภาพให้มากที่สุด
- การกาหนดเวลาในการทางานในแต่ละช่วง
- การสร้างความสัมพันธ์ให้เกิดขึ้น
6. การอานวยการ (Directing) เป็นกระบวนการที่มีอิทธิพลต่อการปฏิบัติ เพื่อให้เกิดสภาพที่เหมาะสมที่จะสามารถบรรลุผลแห่งการเปลี่ยนแปลงให้มากที่สุด มีกระบวนการย่อยๆ ดังนี้
- การแต่งตั้งบุคลากร
- การกาหนดแนวทางหรือกฎเกณฑ์ในการทางาน
- การกาหนดระเบียบแบบแผนเกี่ยวกับเวลา ปริมาณ หรืออัตราเร่งในการทางาน
- การแนะนาการปฏิบัติงาน
- การตัดสินใจเกี่ยวกับทางเลือกในการปฏิบัติงาน
เนื่องจากกระบวนการนิเทศของไทยมีลักษณะที่คล้ายคลึงกันจึงขอกล่าวเฉพาะกระบวนการที่มีลักษณะเด่นบางกระบวนการ ดังนี้
กระบวนการนิเทศการสอนแบบคู่สัญญา
กระบวนการนิเทศการสอนแบบคู่สัญญา (บูรชัย ศิริมหาสาคร, 2552, Online)มี 4 ขั้นตอน ดังนี้
ขั้นที่ 1 การเสนอนแนวคิด
1. ผู้บริหารสถานศึกษาเสนอแนวคิดเกี่ยวกับการนิเทศการสอนแบบคู่สัญญาให้ครูในโรงเรียนทดลอง นาไปปฏิบัติ ภายใต้การสนับสนุนทุกรูปแบบ
2. เมื่อครูยอมรับหลักการแล้ว ให้ครูจับคู่สัญญาที่มีปัญหาการเรียนการสอนในวิชาเดียวกันหรือชั้นเดียวกัน เพื่อร่วมกันวางแผนการนิเทศ เช่น สังเกตการสอน เขียนแผนการจัดการเรียนรู้และเตรียมสื่อการสอน เป็นต้น
3. คู่สัญญาแต่ละคนเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ในวิชาที่มีปัญหา โดยต่างฝ่ายต่างเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดของตน
ขั้นที่ 2 การสาธิต (สมมติว่า ครู A เป็นคู่สัญญากับครู B)
1. ครู A สาธิตการสอนตามแผนการสอนของตน โดยมีครู B เป็นผู้สังเกตการสอน และบันทึกจุดเด่นจุดด้อยของครู A ตามแบบสังเกตการสอน
2. ครู B สาธิตการสอนตามแผนการสอนของตนในวิชาที่มีปัญหาเดียวกับครู A โดยมีครู A เป็นผู้สังเกตการสอนและบันทึกจุดเด่นจุดด้อยตามแบบสังเกตการสอนเช่นเดียวกัน
3. ครู A และครู B ร่วมกันวิเคราะห์วิจารณ์จุดเด่นจุดด้อยของกันและกันเพื่อนาจุดเด่นของแต่ละคนมาพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น และช่วยกันปรับปรุงแก้ไขจุดด้อย
4. ครู A และครู B นาจุดเด่นของแต่ละคนมาบูรณาการ เพื่อสร้างนวัตกรรมหรือแนวทางแก้ปัญหาในรูปแบบใหม่ ที่นาเอาส่วนดีของแต่ละคนมาผสมผสานกัน
ขั้นที่ 3 การปฏิบัติ
1. ครู A และครู B นาวิธีการสอนที่ได้รับการปรับปรุงตามขั้นที่2 ข้อที่4 มาใช้ปฏิบัติการสอนในวิชาเดิมหรือในบทเรียนต่อไป
2. ครู A และครู B นิเทศการสอนซึ่งกันและกันอีกครั้งหนึ่ง แล้วสรุปผลการนิเทศการสอน
ขั้นที่ 4 การวัดและประเมินผล
1. ครู A และครู B ร่วมกันวัดและประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนหากยังไม่บรรลุจุดประสงค์การเรียนรู้ คู่สัญญาต้องกลับไปค้นคว้าหาความรู้หรือแนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับปัญหานั้นเพิ่มเติม เพื่อนามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และใช้แก้ปัญหาร่วมกันอันจะจาไปสู่วิธีการแก้ปัญหาใหม่
2. ถ้าผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนบรรลุตามวัตถุประสงค์แล้ว คู่สัญญาควรแสดงความยินดีร่วมกัน เพื่อเป็นขวัญกาลังใจและเป็นแรงจูงใจใฝ่ส ัมฤทธิ์ในการทางาน
กระบวนการของการนิเทศแบบกัลยาณมิตร
กระบวนการของการนิเทศแบบกัลยาณมิตร มีกระบวนการดังนี้(อัญชลี ธรรมะวิธีกุล, 2009, Online)
1. ไม่มุ่งเน้นปริมาณ - เน้นความชัดเจนของขั้นตอน วิธีการ 2. สานพลังอาสา - เริ่มที่ศรัทธา / อาสาสมัคร / ไม่ใช่การสั่งการ 3. เสวนาร่วมกัน - ใช้อปริหานิยธรรม 7 ดังนี้ - หมั่นประชุมเป็นเนืองนิตย์ - พร้อมเพรียงทากิจที่พึงทา - ปฏิบัติตามหลักการที่วางไว้/สิ่งใดดีอยู่รู้รักษา - ศรัทธา ยอมรับนับถือกันและกัน - ไม่บังคับ /ไม่ห้าหั่น /ลุแก่อานาจบังคับบัญชา - พัฒนาไปตามสภาพจริงของสถานศึกษาที่เป็นเรื่องชัดแจ้ง - คุ้มครองเสริมแรง ให้กาลังใจ 4. สร้างสรรค์ความเป็นมิตร - ชักชวนให้ร่วมกันพัฒนา 5. ฝึกคิดมุ่งมั่น - มีความเพียร อดทน รู้จักใช้เหตุผล 6. ทุกวันปฏิบัติ - ทาอย่างต่อเนื่อง 7. จัดทาบันทึกแนวทาง - รู้จักสังเกตแล้วบันทึก
กระบวนการนิเทศการสอนแบบร่วมพัฒนา
กระบวนการนิเทศการสอนแบบร่วมพัฒนา มีลักษณะคล้ายกระบวนการของการนิเทศแบบอื่นๆแต่มีขั้นตอนมากกว่าดังนี้(ศิริวรรณ์ ฉายะเกษริน, 2542, Online)
1. คู่สัญญาตกลงร่วมกัน
2. วิเคราะห์ปัญหาการเรียนการสอนร่วมกัน
3. กำหนดวัตถุประสงค์ในการแก้ปัญหาหรือพัฒนา
4. วางแผนการสอนและผลิตสื่อ
5. วางแผนการนิเทศการสอน
6. สอนและสังเกตการณ์สอน
7. วิเคราะห์ผลการสอนและผลการสังเกตการสอน
8. ให้ข้อมูลป้อนกลับซึ่งกันและกัน
9. วางแผนการสอนและการนิเทศการสอนต่อเนื่อง
จากรูปแบบและกระบวนการนิเทศข้างต้นพบว่าการนิเทศจะต้องเปิดใจกว้างและเรียนรู้ร่วมกันทุกฝ่าย ทุกคน เพื่อแก้ปัญหาในห้องเรียนและสถานศึกษาให้อยู่ในระดับมาตรฐานที่สังคมยอมรับได้ การมีปฏิสัมพันธ์อันดีจะก่อให้เกิดมิตรภาพที่งดงาม สานต่อในการนิเทศครั้งถัดไปด้วยจึงควรใช้ถ้อยคาและท่าทางที่เป็นมิตรในการแนะนาช่วยเหลือ