กระบวนการเรียนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติไต้กำหนดลักษณะกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญไว้ ๙ ประการ คือ

๑. มีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนหลากหลายเหมาะสมกับผู้เรียน

๒. กระตุ้นให้ผู้เรียนรู้จักคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ และคิดสร้างสรรค์

๓. กระตุ้นให้ผู้เรียนรู้จักศึกษาหาความรู้แสวงหาคำตอบ และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ๓

คู่มือการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง

๔. นำภูมิปัญญาท้องถิ่น เทคโนโลยี และสื่อที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอน

๕. ฝึกและส่งเสริมคุณธรรม และจริยธรรมของผู้เรียน

๖. ผู้เรียนได้รับการพัฒนาสุนทรียภาพอย่างครบถ้วนทั้งด้านดนตรี ศิลปะ และกีฬา

๗. ส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตย การทำงานร่วมกับผู้อื่น และความรับผิดชอบต่อกลุ่ม ร่วมกัน

๘. จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนรักสถานศึกษาของตนเอง และมีความกระตือรือร้นในการเรียน

๙. ประเมินพัฒนาการผู้เรียนด้วยวิธีการที่หลากหลายและต่อเนื่อง

 

จากแนวคิดของนักการศึกษา ทฤษฎีการเรียนรู้ต่างๆ จิตวิทยาการเรียนการสอน และหลักการของการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ การเรียนรู้ดังกล่าวมาแล้ว จะเห็นได้ว่าครูจะต้องใช้รูปแบบกระบวนการเรียนและกิจกรรมการเรียนการสอนที่หลากหลายเพื่อให้ได้การเรียนการสอน ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญการเรียนรู้จริงๆ ซึ่งการจัดการเรียนรู้ดังกล่าวมีอยู่หลากหลายวิธี เช่น

• การเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมใจ (Cooperative Learning)

• การสอนแบบโครงสร้างความรู้ (Graphic Organizer)

• การสอนแบบศูนย์การเรียน (Learning Center)

• การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Based)

• การสอนแบบบูรณาการ (Integrate Teaching)

• การสอนแบบถามตอบ (Ask and Question Model)

• การสอนด้วยรูปแบบซิปปา (CIPPA Model)

• การสอนแบบโครงงาน

• การสอนด้วยรูปแบบการเรียนเป็นคู่ (Learning Cell)

• การสอนโดยใช้กิจกรรมในแหล่งชุมชน (The use of Community activities)

• การสอนแบบทดลอง (Laboratory Method)

• การสอนแบบโครงการ ( Project Method)

• การสอนแบบแบ่งกลุ่มทำงาน (Committee Work Method)

• การสอนแบบอภิปราย (Discussion Group)

• การสอนแบบพัฒนาความสามารถเฉพาะ (Talents Unlimited)

• วิธีสอนแบบหน่วย (Unit Teaching Method)

• ฯลฯ

ซึ่งการเรียนการสอน ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญการเรียนรู้อาจทำได้หลายรูปแบบ ดังต่อไปนี้

1.การเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมใจ ( Cooperative Learning)

สเปนเซอร์ คาเกน (Spenser Kagan ) นักการศึกษาชาวสหรัฐอเมริกา ได้ทำการวิจัยและพัฒนารูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมใจ (Cooperative Learning) อย่างจริงจังมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1985 และได้เผยแพร่ผลงานอย่างกว้างขวางในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศในแถบเอเซีย โดยมีการนำมาใช้ในการเรียนการสอนวิชาต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์และได้นำเสนอแนวคิดหลักที่จะนำไปสู่การเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมใจกันอย่างมีประสิทธิผลไว้ 6 ประการดังนี้

2

1.การจัดกลุ่ม(Teams) หมายถึงการจัดกลุ่มเด็กที่จะเข้าร่วมทำกิจกรรมด้วยกันเพื่อให้เกิดประสิทธิผลมากที่สุด ซึ่งควรจัดเด็กเข้ากลุ่มดังนี้

• จำนวนเด็กในกลุ่ม 3- 4 คน

• ประกอบด้วยเด็กที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง ปานกลาง และตํ่าคละกันไป

• จัดให้มีทั้งเด็กนักเรียนหญิงและนักเรียนชายในกลุ่มเดียวกัน ถ้าในห้องเรียนมีทั้งเด็กนักเรียนหญิงและนักเรียนชาย

• จัดให้เด็กอยู่ในกลุ่มเดียวกันประมาณ 6 สัปดาห์

• บางกรณีอาจจัดกลุ่มโดยวิธีอื่น เช่น จัดกลุ่มเด็กที่มีความสนใจเหมือนๆกันในเรื่องเดียวกันในการศึกษาเฉพาะเช่น การทำโครงงานวิทยาศาสตร์ หรือจัดกลุ่มแบบสุ่มเมื่อต้องการทบทวนความรู้

2.ความมุ่งมั่น (Will) หมายถึงความมุ่งมั่นและอุดมการณ์ของเด็กที่จะทำงานร่วมกัน ซึ่งจะต้องมีความมุ่งมั่นที่จะเรียนรู้และมีความกระตือรือร้นในการทำกิจกรรมต่างๆร่วมกัน เพื่อให้เกิดประสิทธิผลร่วมกัน สามารถสร้างความมุ่งมั่นร่วมกันให้เกิดขึ้นได้โดยใช้กิจกรรมอื่นๆที่ไม่ใช่กิจกรรมทางวิชาการ เช่น การเล่นเกม การสัมภาษณ์ โดยใช้วิธีการต่อไปนี้

• สร้างความมุ่งมั่นของกลุ่มที่จะทำงานร่วมกัน

• สร้างความมุ่งมั่นของชั้นที่จะช่วยกัน

• การทำงานร่วมกันโดยเลือกกิจกรรมที่คนเดี่ยวไม่สามารถทำ ได้สำเร็จ

3.การจัดการ (Management) หมายถึงการจัดการกลุ่มให้สามารถทำกิจกรรม ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรวมถึงการจัดการของครูการจัดการภายในกลุ่มเพื่อให้การทำกิจกรรมของกลุ่มประสบผลสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น

• การจัดที่นั่งของนักเรียนในกลุ่ม

• การแบ่งงานกันภายในกลุ่ม

• การสร้างกฎของห้อง (Class Rule)

• การให้สัญญาณเงียบ (Quiet Signal)

• การดูแลกลุ่มให้ทำงานตามที่มอบหมายหรือที่สนใจ

• การดูแลกลุ่มไม่ให้วุ่นวายกับกลุ่มอื่น

4.ทักษะทางสังคม(Social Skills) หมายถึง การพัฒนาให้เด็กมีทักษะในการทำงาน ทำกิจกรรมร่วมกัน ให้มีร่วมมือช่วยเหลือกันอย่างจริงใจ ให้กำลังใจกัน มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันและที่สำคัญที่สุดคือ ต้องรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน

5. กฎพื้นฐาน 4 ข้อ (4 Basics Principles : PIES) หมายถึงหลักการพื้นฐานของการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมใจกัน ซึ่งจะต้องประกอบด้วยองค์ประกอบที่สำคัญ 4 ประการ จะขาดอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้ องค์ประกอบดังกล่าวได้แก่

3

1) การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน (P : Positive Interdependence) นักเรียนจะต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เมื่อเราได้รับประโยชน์จากเพื่อน เพื่อนก็จะได้รับประโยชน์จากเรา ความสำเร็จของเราและความสำเร็จของเพื่อนก็คือความสำเร็จของกลุ่ม หรือความสำเร็จของกลุ่มก็คือความสำเร็จของแต่ละคนนั่นเอง

2) การยอมรับความสามารถซึ่งกันและกัน (I : Individual Accountability)ยอมรับความสามารถซึ่งกันและกัน ยอมรับว่าแต่ละคนในกลุ่มต่างก็มีความสามารถในตัวเองและมีส่วนในการทำให้การทำงานของกลุ่มประสบผลสำเร็จด้วยดี

3) ความเสมอภาค (E : Equal Participation ) ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน ทุกคนในกลุ่มต้องให้ความร่วมมือกันอย่างทั่วถึงและมีบทบาทหน้าที่ภายในกลุ่มเท่าเทียมกัน

4. การมีปฏิสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง (S : Simultaneous Interaction) มีปฏิสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องทุกคนภายในกลุ่มต้องมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่อง

6. รูปแบบของกิจกรรม (Structures) หมายถึงรูปแบบของกิจกรรมในการทำงานกลุ่มซึ่งมีหลากหลาย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัญหาหรือสถานการณ์ที่จะศึกษา ตัวอย่างกิจกรรม เช่น

• สลับสับเปลี่ยน (Timed-Pair-Share) ให้นักเรียนจับคู่กันคนหนึ่งพูดอีกคนหนึ่งฟังแล้วสลับกัน ใช้เป็นกิจกรรมเมื่อเริ่มสอนใหม่ๆ

• ทนายช่างซัก (Rally Robin) ให้นักเรียนคู่กัน พูดคุย ซักถามกัน เรื่องใดเรื่องหนึ่ง

• ซักไซ้ไล่เรียง (Round Robin) ให้นักเรียนในกลุ่มผลัดกันพูด

• อัศวินโต๊ะกลม (Round Table) นักเรียนในกลุ่มผลัดกันเขียนกระดาษแล้ววนไปเรื่อยๆจนหมด แล้วสรุป

• หมู่ – คู่- เดี่ยว (Team-Pair-Solo) เป็นกิจกรรมที่นักเรียนเริ่มแก้ปัญหาด้วยการทำเป็นกลุ่ม(Team) ก่อนหลังจากนั้นเปลี่ยนเป็นจับคู่ (Pair) เมื่อได้รูปแบบในการแก้ปัญหาแล้ว สามารถแก้ปัญหาทำนองเดียวกัน ได้ด้วยตนเอง (Solo)

• ค้นหากติกา(Find My Rule) ช่วยกันค้นหาคำตอบโดยการทายเกณฑ์ที่ใช้แบ่งประเภท เช่น

- ดำ-ขาว โลหะ-อโลหะ มีกระดูกสันหลัง-ไม่มีกระดูกสันหลัง ฯลฯ

• รวมหัวคิด (Numbered Heads Together) เป็นกิจกรรมรวมหัวกันคิด คล้ายๆ Round Robin แต่จะมีขั้นตอนดังนี้

- กำหนดหมายเลขของนักเรียนแต่ละคน เช่น 1,2,3..

- ครูกำหนดปัญหาให้ช่วยกันคิด

- นักเรียนรวมหัวกันคิด

- ครูเรียกหมายเลขใดหมายเลขหนึ่งให้ตอบซึ่งต้องตอบได้ทุกคนเพราะทุกคนต้องรู้เท่ากัน

4

สรุปขั้นตอนในการเรียนแบบร่วมมือร่วมใจ

ขั้นที่ 1 : เลือกเนื้อหาและกำหนดเกณฑ์ที่จะให้นักเรียนเรียนรู้และเข้าใจ

ขั้นที่ 2 : กำหนดวัตถุประสงค์โดยครูเป็นผู้พิจารณาวัตถุประสงค์ของบทเรียน

ขั้นที่ 3 : จัดแบ่งนักเรียนเป็นกลุ่ม ครูอธิบายให้นักเรียนทราบถึงวิธีการจัดแบ่งกลุ่ม

ขั้นที่ 4 : ครูบอกสิ่งที่คาดหวังจากกลุ่มให้ชัดเจนและกำหนดเวลาในการทำงาน

ขั้นที่ 5 : ครูเสนอเนื้อหาโดยใช้วิธีสอนที่เหมาะสม

ขั้นที่ 6 : ช่วยเหลือกลุ่มทำงาน ครูช่วยเหลือกลุ่มนักเรียนในขณะที่นักเรียนกำลังทำงาน

ขั้นที่ 7 : ทดสอบ ครูทดสอบความรู้การเรียนรู้ การใช้อุปกรณ์หรือผลงานของกลุ่ม

ขั้นที่ 8 : บันทึกผลที่ได้รับ ครูหาวิธีการบันทึกผลที่ได้รับจากทั้งรายบุคคลและกลุ่ม

ตัวอย่างกิจกรรม

เรียนรู้เกี่ยวกับคำศัพท์หรือความหมายของคำ โดยใช้บัตรคำศัพท์ 1 ชุด จำนวน 32 คำ

1. จัดนักเรียนเป็นกลุ่ม ๆละ 4 คน แบ่งคละความสามารถ เช่น ความสามารถสูง 1 คน ปานกลาง 2 คน ความสามารถน้อย 1 คน

2. ให้งานแต่ละกลุ่ม (บัตรคำศัพท์ 1 ชุด จำนวน 32 คำ)

3. ให้สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มศึกษาคำศัพท์ 8คำให้เข้าใจ พร้อมที่จะอธิบายให้เพื่อนฟัง

4. กลุ่มพบปะกัน สมาชิกแต่ละคนผลัดสอนคำศัพท์ให้เพื่อนสมาชิกในกลุ่ม

5. ครูทดสอบแต่ละกลุ่มโดยอาจให้เขียนเรื่องหรือตอบคำถามที่เกี่ยวกับคำศัพท์

6. สมาชิกแต่ละกลุ่มช่วยกันเขียนเรื่องหรือตอบคำถามที่เกี่ยวกับคำศัพท์

7. ครูทดสอบความเข้าใจของนักเรียนแต่ละคน

 

แหล่งสืบค้นที่สามารถเข้าถึง

คู่มือการจัดการเรียนการสอน ที่เน้นผู้เรียน - คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม

www.itech.lpru.ac.th/file/manual-learning-and-teaching.pdf
 

เทคนิคการจัดการเรียนรู้ ที่เน้นผู้เรียนเป็น

edu.vru.ac.th/sct/cheet%20downdload/2.pdf