ขอให้พ่อแม่เคารพในการตัดสินใจของลูก ในภาวะอย่างนี้ไม่ควรบอกว่าลูก "ต้องทำ"อย่างนี้ .. ลูก "ต้องทำ"อย่างนั้น เพราะนั่นหมายถึงพ่อแม่กำลังละเมิดการตัดสินใจของลูก ไม่เคารพในการตัดสินใจของลูก..จะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้น

คุณพ่อที่น่ารักท่านหนึ่งถามว่า จะทำอย่างไรให้ลูกเชื่อสิ่งที่พ่อสั่งสอนเรื่องการตั้งมั่นทำดีแล้วจะได้ดี แต่ สิ่งที่ลูกเห็นในปัจจุบันมันขัดแย้งกับสิ่งที่พ่อสอน เพราะ "ลูกเห็นคนทำไม่ดีแล้วได้ดี" ทำให้หมดกำลังใจที่จะทำดี

ยกตัวอย่างให้เห็นจากการทำการบ้านคณิตศาสตร์ ที่อาจารย์บอกว่าทำเสร็จแล้วให้ระบายสีรูปภาพด้วย จุดประสงค์ คือ ให้เด็ก ๆ ฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กที่มือ โดยบอกว่าจะให้คะแนนด้วย แต่ท้ายแล้ว ลูกมารู้ความจริงโดยไม่ได้ตั้งใจว่าเพื่อนคนหนึ่งสอบกลางภาคได้ 4 ทั้ง ๆ ที่เพื่อนคนนี้ไม่เคยระบายสีเลย ในขณะที่ลูกระบายสีทุกครั้ง..ทุกรูป แต่กลับได้คะแนน 3 กว่า ๆ 

วันรุ่งขึ้น..
ตอนทำการบ้านคณิตศาสตร์เสร็จ ลูกบอกว่าไม่อยากระบายสีแล้ว เพราะเพื่อนที่ไม่ได้ระบายสียังได้เกรด 4 เลย พ่อถึงกับอึ้ง บอกลูกว่า นั้นเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี ลูกทำดีแล้ว ควรทำดีต่อไป และผลดีจะตกอยู่กับตัวลูกเอง การเรียนลูกต้องไม่เรียนเพื่อหวังแค่คะแนน
พ่อคิดว่าที่พูดไปนั้น ลูกคงไม่เข้าใจ แต่ก็ทำตามใจพ่อ คือ กลับไประบายสีแบบไม่เต็มใจ

ลูกจะอายุเท่าไรก็ตาม..
แม้จะยังเล็ก ถ้าลูกลุกขึ้นมาต่อต้านพ่อแม่ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง นั่นแปลว่าลูกมีแนวทางในการตัดสินใจด้วยตนเอง แต่ยังเล็กเกินกว่าที่จะอธิบายพ่อแม่ได้เข้าใจทั้งหมด

เบื้องต้น..
ขอให้พ่อแม่ยอมรับในการตัดสินใจของลูก..เคารพในการัดสินใจของลูก ลูกไม่ทำ..ไม่เป็นไร รอก่อนได้

อย่าให้ความสำคัญกับชิ้น "งานของลูก" มากกว่า "ใจของลูก"

ขอให้พ่อแม่เคารพในการตัดสินใจของลูก
ในภาวะอย่างนี้ไม่ควรบอกว่าลูก "ต้องทำ"อย่างนี้ .. ลูก "ต้องทำ"อย่างนั้น เพราะนั่นหมายถึงพ่อแม่กำลังละเมิดการตัดสินใจของลูก ไม่เคารพในการตัดสินใจของลูก..จะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้น

ขอให้พ่อแม่ปล่อยวางไว้ก่อน ไม่บังคับให้ต้องทำในสิ่งที่ขัดต่อความรู้สึกของลูกอย่างมากในขณะนั้น ไม่นาน..สักพัก ลูกจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม
เรื่องนี้พ่อแม่ต้องคิดว่า "ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย"..รอได้นะจ๊ะ

สิ่งที่ลูกจะได้เรียนรู้ต่อไปคือถ้าลูกไม่ทำตามกติกาที่ครูสั่ง..ลูกจะต้องเผชิญกับอะไร..แล้วลูกจะปรับตัวเข้าได้ในสถานการณ์นั้นด้วยตนเอง..แม้จะขุ่นใจ แต่ลูกจะเข้าใจการใช้ชีวิตอยู่ในสังคมมากขึ้น

ที่สำคัญคือ..
พ่อแม่ต้องไม่ตอกย้ำซ้ำทุกข์ของลูกที่มีให้ทุกข์มากขึ้น เพราะโดนกดดันทั้ง 2 ฝ่าย..โรงเรียนก็โดนครู กลับบ้านยังจะโดนพ่อแม่อีก..มันเกินจะรับสำหรับลูกน้อยน่ะ

ขอให้บ้านเป็นพื้นที่ "เย็น" สำหรับลูกเถอะนะ ลูกเจอเรื่องร้อน ๆ จากที่ไหนมา จะได้มีที่ชื่นใจให้เหยียบยืนให้เย็นบ้าง

จะว่าไปแล้ว..
เรื่องนี้เป็นเรื่องยากที่จะสอนให้ลูกเล็ก ๆ เข้าใจ เพราะโดยวัยแล้ว ลูกน่าจะเข้าใจเรื่องอย่างนี้ได้ในวัยสัก 7-12 ปี (จำง่าย ๆ ก็ได้ 7 -11 )เพราะเป็นวัยที่ลูกสามารถเข้าใจและคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลและสามารถรับมือกับสิ่งที่เป็นนามธรรมได้อย่างเข้าใจมากขึ้น

แม่เคยบ่นเรื่องนี้เหมือนกันว่า..
เป็นเรื่องที่หดหู่จริง ๆ ที่ทุกวันนี้ในสังคมบ้านเราเมืองเรานั้นการแข่งขันกันทำความดีดูจะลดน้อยถอยลงไปทุกที 
ฉะนั้นจงอย่าคาดหวังว่าใครจะดี แต่ต้องคาดหวังและทำให้ตัวเรานั้นให้ดี..สมดั่งใจหวังซะก่อน
ตัวเรา..พ่อ ๆ แม่ ๆ นั่นแหละ ต้องตั้งมั่นต่อการคิดดี ปฏิบัติดี..แล้วขยายดี กระจายดี
ต่อเมื่อตัวพ่อแม่ดีแล้วก็ต้องสอนลูกให้ดีตามไปด้วยกัน

เรื่อความซื่อสัตย์..
ต้องสอนลูกให้เข้าใจว่า เรื่องความซื่อสัตย์นั้นเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำให้ชีวิตและสังคมเข้มแข็ง
พ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่าง และสอนให้ลูกให้ซื่อสัตย์แม้เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ

ต้องสอนลูกที่อาจจะพลัดเข้าไปในความรู้สึกว่าการซื่อสัตย์ทำให้ตนเอง "เสีย" โอกาส เพราะเห็นคนที่ไม่ซื่อสัตย์แล้ว "ได้" โอกาส ก็เลยอยาก "ได้" บ้าง เลยดูจะชื่นชมในหนทางที่จะ "ได้" อย่างไม่ซื่อสัตย์
เรื่องนี้พ่อแม่ต้องทำให้เห็น เป็นให้ลูกดู..

ต้องสอนลูกเสมอว่า..
ถ้าลูกเห็นใครไม่ซื่อสัตย์ลูกก็รู้แก่ใจว่ามันไม่ดี..แล้วลูกจะเป็นคนที่ทำไม่ดีเพิ่มขึ้นอีก 1 คนหรือ

การแข่งขันไม่ใช่เรื่องเลวร้าย
ลูกสามารถที่จะแข่งขันกับคนอื่นได้ด้วยดี มีไมตรี มีมิตรภาพ เกื้อกูลและพึ่งพิงอิงอาศัยกันได้ โดยที่ซื่อสัตย์..ไม่ต้อง "ขี้โกง" ไม่ต้องผลักคนอื่นให้ล้ม หรือเหยียบใครต่อใคร

การแข่งขันด้วยดี..ล้วนอยู่ที่ใจ
ถ้าลูกชนะใจตนเองให้หลุดพ้นจากการอยากได้ โดยการ"โกง" นั่นจึงหมายว่าลูก คือ ผู้ชนะที่แท้จริง ชนะทั้งใจตัวเอง ชนะใจพ่อแม่ และชนะใจคนดีทุกคน

ต้องสอนให้ลูกรู้จักและรักที่จะทำความดี และรู้สึกภูมิใจในคุณค่าของตัวเอง..ที่ได้ทำดี
เพราะนี่คือการสร้างฐานความสุขอันแข็งแกร่งให้กับลูก เพราะความรักและความภูมิใจในคุณค่าของตัวเองนั้นเป็นเหมือนรากแก้ว ที่จะทำให้ต้นไม้ยืนหยัดได้อย่างมั่นคง แต่ถ้าลูกสามารถแผ่ความรักไปให้กับผู้อื่นได้ ก็จะเปรียบเสมือนรากฝอยที่จะช่วยให้ต้นไม้นั้นเติบใหญ่ได้อย่างแข็งแรง มีอายุยืนนาน และแตกยอดทอดกิ่งออกไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด 

สุดท้ายคงต้องตั้งกติกากับลูกว่า..
ถ้าพ่อแม่เห็นว่าสิ่งที่ลูกทำ หรือกำลังจะทำนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่เหมาะ เป็นสิ่งที่ควร เป็นสิ่งที่ลูกต้องทำ..พ่อแม่จะยืนยันในการกระทำที่ถูกต้องนั้น ๆ ของลูก

ถ้าพ่อแม่เห็นว่าสิ่งที่ลูกทำ หรือกำลังจะทำนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะ เป็นสิ่งที่ไม่ควร..พ่อแม่จะไม่ยอมให้ลูกทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องนั้น..เด็ดขาด
ใครจะทำก็ไม่สำคัญ..แต่ลูกต้องไม่ทำ
บ้านเราจะไม่ทำอะไรที่ไม่ซื่อสัตย์เด็ดขาด..พ่อแม่ยอมไม่ได้

แม่สอนให้รู้ ลูกจึงดู จึงเห็นและเข้าใจ กระทั่งใช้ชีวิตที่ดีได้จนถึงวันนี้
รักแม่เป็นที่สุด