ความผิดครั้งแรก : ผู้หญิงมีสิทธิตัดสินใจ
เมื่อเอ่ยถึงดอกไม้สด ซึ่งเป็นนามปากกาของ ม.ล.บุปผา นิมมานเหมินท์ คนอ่านนิยายคงรู้จักกันดีในฐานะนักเขียนสตรีในยุคหลังพ.ศ.2470 ที่มีผลงานโดดเด่นและแตกต่างออกไปจากยุคก่อนๆ เพราะแม้จะมีโครงสร้างคล้ายนิยายรัก หากแต่เนื้อเรื่องเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัวเป็นหลัก คนอ่านนิยายของดอกไม้สดจะได้ข้อคิดต่างๆ เกี่ยวกับครอบครัว โดยเฉพาะทัศนคติเกี่ยวกับความรัก การแต่งงาน และการใช้ชีวิตคู่ ตลอดจนได้ทราบขนบธรรมเนียม ประเพณีอันดีงามของไทยจากนิยายทุกเรื่องของดอกไม้สด
เช่นเดียวกับเรื่องอื่นๆ ความผิดครั้งแรก เป็นนิยายรักที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรัก การแต่งงาน และการครองคู่ ดอกไม้สดเขียนเรื่องนี้ในราว พ.ศ. 2475
เรื่องนี้เป็นเรื่องของ วไล และ อมรา สองบุตรีของพระยาธรรมสาส์นโสภณที่มีอุปนิสัยแตกต่างกัน คนหนึ่งเป็นผู้หญิงที่มีเสน่ห์ พูดจาฉลาดเฉลียว และระมัดระวังวาจา ทำให้เธอเป็นที่ชื่นชอบของทุกคนที่ได้สนทนาด้วย ส่วนอีกคนเป็นผู้หญิงที่ตรงไปตรงมา และมักจะแสดงความรู้สึกออกมาตรงๆ จึงทำให้คนส่วนใหญ่มองว่าเธอเป็นผู้หญิงที่แข็งกระด้างและไม่มีเสน่ห์ อาจเพราะอุปนิสัยที่ต่างกันนี้เอง จึงทำให้ทั้งสองมีความรักและการแต่งงานที่ต่างกันด้วย
เรื่องราวตอนแรกเป็นเรื่องของวไล ซึ่งเป็นพี่สาวของอมรา ในตอนเริ่มเรื่อง วไลไปเที่ยวปีนังกับครอบครัว และได้รู้จักกับ หลวงปราโมทย์ ซึ่งไปรอรับน้องชายชื่อ อำนวย ซึ่งเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ ทั้งสองคน คือวไลและหลวงปราโมทย์ต่างก็พูดคุยอย่างถูกอัธยาศัยกันดี หลังจากกลับจากการไปเที่ยวคราวนั้น วไลกับหลวงปราโมทย์ก็ได้พบกันอีกที่ราชตฤณมัย
ต่อมาไม่นานนัก หลวงปราโมทย์ได้สารภาพรักกับวไลในงานเลี้ยงวันเกิดของ เจริญ ซึ่งเป็นเพื่อนสาวของวไล และเป็นญาติกับหลวงปราโมทย์ แต่วไลรู้มาก่อนว่าชายหนุ่มมีภรรยาที่ไม่ได้ตบแต่งอย่างถูกต้องอยู่ก่อนแล้วคนหนึ่ง จึงไม่ได้รับรักของเขา ทั้งที่ก็หวั่นไหวไปกับคำฝากรักนั้นไม่น้อย
หลวงปราโมทย์มีโอกาสบอกรักวไลอีกครั้งในงานฉลองสายสะพายของพระยาศรีศุภเวทผู้เป็นบิดา ครั้งนี้วไลไม่ได้ปฏิเสธชายหนุ่มอีก เพราะเขาสัญญาว่าจะไม่ให้ภรรยาบ่าวของเขาอยู่ร่วมบ้านกับเธอ และจะไม่มีผู้หญิงอื่นอีกตลอดเวลาที่เธอยังมีชีวิตอยู่
หลายเดือนต่อมาวไลก็แต่งงานกับหลวงปราโมทย์อย่างถูกต้อง ทุกคนล้วนยินดีกับการแต่งงานครั้งนี้ ยกเว้นอมรา น้องสาวของวไลเห็นว่า การแต่งงานกับผู้ชายที่มีภรรยาอยู่ก่อนแล้วอาจก่อให้เกิดความยุ่งยากในภายหลัง แต่เมื่อไม่มีใครเห็นด้วยกับเธอ และเรื่องนี้ยังทำให้เธอต้องทะเลาะกับพี่สาว เธอจึงไม่คัดค้านอีก และภาวนาขอให้ชีวิตแต่งงานของวไลราบรื่น
ชีวิตแต่งงานของวไลเป็นชีวิตที่เต็มไปด้วยความราบรื่นและผาสุกเรื่อยมา จนกระทั่งช่วงที่มารดาของเธอป่วยหนัก หญิงสาวต้องผลัดเวรกับพี่สาว และน้องสาวไปคอยพยาบาลมารดา บางครั้งต้องค้างคืน ช่วงนี้เองที่เธอเริ่มเห็นความผิดปกติและระแวงความสัมพันธ์ระหว่างสามีของเธอกับ สำรวย พี่เลี้ยงของลูกชาย
มารดาของวไลเสียชีวิตในเวลาต่อมาไม่นาน วไลต้องวุ่นอยู่กับงานศพเกือบตลอดเวลา คืนหนึ่งเมื่อกลับถึงบ้านของตัวเอง หญิงสาวก็พบว่าความระแวงของเธอเป็นจริง หลวงปราโมทย์ลอบคบชู้กับสำรวยตอนที่เธอไม่อยู่ แต่แทนที่วไลจะร้องไห้ฟูมฟายหรือโวยวาย หญิงสาวกลับเลือกที่จะไล่สำรวยออก โดยไม่บอกให้สามีรู้เหตุผล
หลังจากไล่สำรวยออก หลวงปราโมทย์ก็กลายเป็นคนเบื่อง่ายและขี้หงุดหงิด ชีวิตแต่งงานของวไลไม่ราบรื่นอีก แต่หญิงสาวก็พยายามอดทน พยายามหาวิธีทำให้สามีมีความสุข ยอมให้เขาออกไปเที่ยวนอกบ้านคนเดียวบ่อยๆ ทั้งที่พอจะรู้อยู่ว่าเขาไปกับผู้หญิงอื่น
ความอดทนของวไลหมดลงเมื่อมีคนเห็นหลวงปราโมทย์อยู่กับผู้หญิงอื่น ซึ่งก็ไม่ใช่ใคร คือภรรยาเก่าของเขา และสำรวยนั่นเอง เธอทนไม่ได้ที่สังคมจะรับรู้ว่าสามีของเธอมีชู้และพากันเยาะหยันเธอ วไลเก็บของและพาลูกไปอยู่บ้านบิดา หลังจากที่หลวงปราโมทย์บอกว่าเขาเลือกผู้หญิงอีกสองคน ไม่เลือกเธอ พระยาธรรมสาส์นนั้นแม้ไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่ได้ไล่ลูกสาวคนกลางให้กลับไปอยู่บ้านสามีดังเดิม
หลวงปราโมทย์มาบ้านพ่อตาเพื่อขอรับตัวภรรยากลับไป แต่วไลยื่นคำขาดว่า หากเขาไม่ยอมเลิกกับผู้หญิงสองคนนั้น เธอก็จะไม่กลับไปกับเขา หลวงปราโมทย์เลือกกลับไปมือเปล่า แทนที่จะทำตามคำพูดของวไลทำให้หญิงสาวเสียใจ และคับแค้นใจมาก ตัดสินใจส่งใบหย่าไปให้เขาเซ็น แต่หลวงปราโมทย์ไม่ยอมเซ็นให้
เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้วไลเศร้าหมองและผ่ายผอมลงไปมาก แต่การปลอบประโลมจากคนรอบข้าง โดยเฉพาะอมรา ทำให้เธอคลายเศร้า และกลับมาให้ชีวิตตามปกติได้ในที่สุด
ในขณะที่ทุกคนสนใจแต่เรื่องของวไล เห็นแต่ความเศร้าของวไล กลับไม่มีใครเห็นความผิดปกติของอมรา น้องสาวของวไลนั้นรักกับอำนวย ซึ่งป็นน้องชายของหลวงปราโมทย์
อำนวยขอให้พ่อแม่ไปสู่ขออมราให้ แต่ตอนนั้นเป็นตอนที่วไลกับหลวงปราโมทย์แยกกันอยู่แล้ว พระยาศรีศุภเวทและภรรยาที่ขุ่นเคือง ไม่ชอบใจการกระทำของวไล เพราะเห็นว่าวไลทำตัวไม่เหมาะสมกับการเป็นภรรยาที่ดี กลับไปอยู่กับบิดาตัวเพราะเหตุผลธรรมดาที่ว่าสามีมีภรรยาน้อย จึงไม่ยอมไปสู่ขออมราให้ ทั้งยังบอกให้อำนวยเลิกยุ่งเกี่ยวกับอมราอย่างเด็ดขาด
อำนวยเป็นทุกข์มาก อมราก็เช่นกัน ทั้งที่คิดว่าการชอบผู้ชายที่พ่อแม่ของเขาไม่เต็มใจจะให้เกี่ยวข้องด้วยเป็นเรื่องบ้าเต็มที แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าตัวเองยังคงชอบอำนวยอยู่
ข้างฝ่ายอำนวย นอกจากจะกีดกันความรักแล้วพ่อแม่ยังได้หาหญิงสาวที่เหมาะสมมาให้แต่งงานด้วยอีกด้วย อำนวยจึงเลี่ยงการคลุมถุงชนด้วยการบวช เมื่อสึกออกมาก็ต้องร้อนใจเรื่องอมรามีผู้ชายมาขอดูตัวอีก อำนวยเริ่มท้อ เพราะค่อนข้างแน่ใจว่าถึงอย่างไรพ่อแม่ของตนก็ไม่มีทางไปสู่ขออมราให้แน่ๆ
คนที่ช่วยอำนวยอย่างเต็มที่ในเรื่องนี้คือ หลวงนฤบาลบรรเทิง ซึ่งไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับอำนวยมากไปกว่าคนที่อยู่ในสังคมระดับเดียวกัน เคยพบปะ และพูดคุยกันบ้างเท่านั้น
จากการบอกของหลวงนฤบาล วไลจึงรู้ว่าอมรารักกับอำนวย หญิงสาวอาสาไปพูดกับพี่สาวและพี่ชายให้ช่วยสนับสนุนความรักนี้เมื่ออยู่ต่อหน้าบิดา ดังนั้น เมื่ออำนวยไปสู่ขออมราจากพระยาธรรมสาส์นด้วยตนเอง บิดาของอมราจึงบอกว่า ท่านไม่ห้าม แต่ก็ไม่เกี่ยวข้องกับการแต่งงานครั้งนี้
อำนวยถือเอาคำพูดนี้เป็นการอนุญาต การปลูกสร้างเรือนหอ การตกแต่ง ตลอดจนการแต่งงานของอำนวยมีหลวงนฤบาลเป็นหัวเรือใหญ่
ในคืนแต่งงานของอำนวยกับอมรา หลวงนฤบาลได้ขอวไลแต่งงาน เพราะรักวไลมาตั้งแต่ก่อนที่วไลจะได้พบกับหลวงปราโมทย์ และยังรักตลอดมาแม้ว่าวไลจะแต่งงานแล้ว วไลปฏิเสธหลวงนฤบาล เพราะหากเธอตอบตกลง คนที่ไม่เข้าใจเรื่องราวจะต้องครหา เข้าใจว่าเธอแยกกันอยู่กับสามีเพราะต้องการแต่งงานกับผู้ชายคนอื่น นอกจากนี้ ทันทีที่เธอแต่งงานใหม่ คุณหญิงศรีศุภเวทจะมารับลูกชายของเธอไปไว้ในความปกครอง ซึ่งเธอยอมไม่ได้
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อ่านสบายๆ ง่ายๆ ไม่มีโครงเรื่องที่ซับซ้อน หากแต่มีความน่าสนใจตั้งแต่ชื่อเรื่อง ชวนให้ผู้อ่านสงสัยว่า อะไรคือ ความผิดครั้งแรก และเป็นความผิดของใคร ซึ่งเมื่ออ่านไปจนจบจะพบว่าผู้เขียนได้ตอบไว้แล้วในตอนทายเรื่อง
“...ความผิดครั้งแรกที่เคยทำ ก็คือการแต่งงานกับพ่อของเด็กคนนี้ หักล้างสิทธิของผู้หญิงคนหนึ่ง ข่มเหงน้ำใจเขา ถ้าเราแต่งงานใหม่ ก็เท่ากับเราตัดสิทธิแห่งความเป็นแม่เสียเอง เวรสนองให้ลูกต้องถูกข่มเหง จะช้ำใจในความผิดครั้งที่สอง ผิดหนเดียวก็พอแล้ว ต้องไม่ยอมผิดอีกต่อไป!”
ความผิดของวไลคือการแต่งงานกับหลวงปราโมทย์นั่นเอง เป็นความผิดที่เกิดจากตัวเธอเองไม่เกี่ยวข้องกับผู้ใด วไลหยิ่งทะนงในความงามของตัวเอง และมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง คำทักท้วงของอมราไม่สามารถทะลุกำแพงความหยิ่งและความเชื่อมั่นของเธอเข้าไปได้ และคำหวานของหลวงปราโมทย์ก็ยิ่งเสริมอุปนิสัยพื้นฐานของเธอ
“คุณหรือทั้งสวยทั้งน่ารักปานนี้ ผู้หญิงทั้งโลกไม่มีใครแล้วที่น่ารักเท่าคุณ” หลวงปราโมทย์ได้กล่าวดังนี้ และเพราะคำนี้ที่หล่อนยินยอมให้เขามาพูดกับผู้ใหญ่ “เขาพูดจริง” หล่อนรำพึง พิศดูตัวเองไม่วางตา “แน่นอนทีเดียวเขาไม่หลอกเรา... สวย? แน่ละ สวยจริงๆด้วย...”
ในการเขียนเรื่องนี้ ผู้เขียนเปิดเรื่องที่ปีนัง และแนะนำตัวละครหลักๆ ตลอดจนอุปนิสัยพื้นฐานของตัวละครให้ผู้อ่านรู้จักเกือบทั้งหมดในฉากแรก เหตุการณ์หลังจากนั้นล้วนแต่เป็นเหตุ เป็นผล สอดคล้องกับนิสัยของตัวละครที่ผู้อ่านพอจะรู้บ้างแล้วจากการกระทำ และบทสนทนาในฉากแรกทั้งสิ้น ผู้อ่านจะไม่แปลกใจว่า เหตุใดตัวละครนั้นจึงทำอย่างนี้ ตัวละครนี้จึงทำอย่างนั้น
การดำเนินเรื่องบางตอนใช้วิธีคาดเดาเรื่องไปข้างหน้า (fore shadowing) เช่นตอนที่วไลแอบเก็บดอกกล้วยไม้มาจากสวนที่เนินเขาที่ปีนังทั้งที่มีกฎว่าห้ามเก็บ หญิงสาวพออกพอใจเป็นอย่างยิ่งที่สามารถแอบเก็บมาโดยที่ไม่มีใครจับได้ เหตุการณ์นี้บ่งบอกว่าวไลมีนิสัยชอบ “ของต้องห้าม” ต่อมาเมื่อทราบว่าหลวงปราโมทย์ก็เป็น “ของต้องห้าม” เช่นเดียวกัน เพราะภรรยาเก่าของเขาประกาศว่าจะสู้ยิบตา ถ้าใครมาแย่งสามีของเธอ ทำให้วไลสนใจชายหนุ่มมากขึ้น ความรู้สึกส่วนหนึ่งเมื่อหลวงปราโมทย์บอกว่าจะให้ผู้ใหญ่มาสู่ขอเธอก็คือ เธอชนะแล้ว
หล่อนกลับบ้านมาพร้อมด้วยหัวใจอันเต็มเปี่ยมด้วยความสุข อิ่มเอิบอยู่ด้วยชัยชนะถึง ๒ ประการ ชนะหัวใจของชายหนุ่มผู้มีหน้ามีตาในสมาคม ชนะคำท้าทายของผู้หญิงคนหนึ่ง หัวใจของหล่อนเบ่งบานด้วยความลำพอง เมื่อนึกถึงชัยชนะที่หล่อนเคยได้มาตลอดเวลา ๒๐ กว่าปี แต่ชัยชนะครั้งนี้เป็นครั้งใหญ่ที่สุด งามที่สุด ในจำนวนชัยชนะทั้งหลายที่หล่อนเคยกำไว้ในมือ
แม้เรื่องจะดำเนินไปเรียบๆ แต่ผู้เขียนก็กระตุ้นความสนใจ ทำให้ผู้อ่านเกิดความอยากรู้เป็นระยะๆ คอยลุ้นว่าความวิตกกังวลของอมราจะเป็นจริงหรือไม่ ผู้หญิงที่หยิ่งและใจเด็ดอย่างวไลจะทำอย่างไรเมื่อจับได้ว่าสามีมีผู้หญิงอื่น และอีกเหตุการณ์ก็คือ ตอนที่หมอดูทำนายว่า วไลจะเลิกกับหลวงปราโมทย์ และอำนวยจะได้แต่งงานกับอมรา แต่กว่าจะสมหวังก็ต้องพยายามจนเลือดตาแทบกระเด็นนั้นจะจริงหรือไม่
เรื่องหมอดูนี้แสดงให้เห็นว่าคนไทยยังเชื่อเรื่องโชคลาง และบุญวาสนาอยู่มาก แต่แม้เหตุการณ์จะเป็นไปตามที่หมอดูทำนาย ผู้เขียนก็แสดงให้เห็นว่า คำทำนายไม่มีผลต่อการกระทำของตัวละครแต่อย่างใด การตัดสินใจทุกอย่างเป็นของตัวละครเอง หลวงปราโมทย์ทิ้งวไลทั้งที่ไม่ได้อยู่ฟังคำทำนายของหมอดู อำนวยก็รักอมราด้วยใจจริง แม้จะเชื่อหมอดูว่าเขาจะได้แต่งงานกับอมรา แต่ตอนหลังอำนวยก็ท้อจนแทบจะหมดความพยายาม ที่พยายามต่อไปก็เพราะความรักที่มีต่ออมรา และกำลังใจจากหลวงนฤบาล ไม่ใช่เพราะคำทำนาย
กลวิธีการเขียนอย่างหนึ่งซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของดอกไม้สด ไม่ว่าจะเขียนเรื่องใดก็คือ มีการสอดแทรกธรรมะ และคำสอนทางศาสนาเข้าไปอย่างกลมกลืนเป็นเนื้อเดียว และเหมาะสมกับเนื้อเรื่อง เมื่อสอดแทรกคำสอน ผู้เขียนจะใช้กลวิธีการเขียนแบบผู้รู้แจ้ง เช่น
สุภาษิตบทหนึ่งกล่าวว่า “คำแนะนำหรือคำตักเตือนจะเป็นผลหรือไม่ อยู่ที่ผู้กล่าว” มีอธิบายว่าคำแนะนำหรือคำตักเตือนก็ดี สำคัญอยู่ที่ผู้กล่าวต้องเข้าใจหาคำพูดให้ไพเราะ เหมาะกับคนและเหมาะกับเวลา จึงจะเป็นผลแก่ผู้ฟัง อีกบทหนึ่งว่า “ถ้าจะล่อแมลงวันใช้น้ำผึ้งดีกว่าน้ำหวาน” ทั้ง ๒ บทนี้อมราไม่เคยรู้แม้แต่บทใดบทหนึ่ง หรือถ้าหากเคยรู้ก็คงจะลืมเสียมิได้เก็บมาใส่ใจ ดังนั้นความตั้งใจของหล่อนในข้อที่จะปัดความคิดของพี่สาวให้พ้นจากทางเดิมจึงไม่เป็นผล
ผู้อ่านจะไม่รู้สึกรำคาญ หรือสะดุด เมื่อได้อ่านข้อคิดเหล่านั้นเลย เป็นวิธีการให้ข้อคิดแบบตรงๆ แต่ก็แนบเนียนจนผู้อ่านสามารถซึมซับไปพร้อมๆ กับจำเนื้อเรื่องโดยไม่รู้สึกว่าเป็นการสั่งสอน
ผู้เขียนปิดเรื่องด้วยความสุขสมหวังของอำนวยกับอมรา และการตัดสินใจว่าจะไม่ทำความผิดครั้งที่สองด้วยการแต่งงานกับหลวงนฤบาลอีกของวไล แม้อาจจะทำให้ผู้อ่านรู้สึกผิดหวังและไม่สมใจบ้าง แต่ก็เป็นการจบที่สมเหตุสมผล และตรงตามอุปนิสัยของตัวละครที่ผู้เขียนได้ปูพื้นมาตั้งแต่ต้น
ขอบคุณเรื่องราวดีๆมาแบ่งปันครับ
ชอบอ่านครับ วรรณกรรม
ไม่เป็นไรค่ะ พอดีเป็นวรรณกรรมที่วิจารณ์ไว้ในสมัยเรียนวิชา วรรณกรรมกับสังคมที่อักษรศาสตร์ จุฬาค่ะ
เลยลองนำมาแลกเปลี่ยนกับคนอื่น ๆ ดูบ้างค่ะ เพราะชอบอ่านวรรณกรรมเหมือนกัน