ธรรมะ “วันแม่แห่งชาติ...”


 

วันนี้เป็นวันแม่แห่งชาติทุกท่านทุกคนระลึกถึงแม่...

แม่คือผู้ประเสริฐแม่คือผู้ให้ ให้ทั้งทางกายให้ทั้งใจ แม่จึงเหมือนพระอรหันต์ เหมือนพระพรหม เหมือนเทวดาของลูก นี้คือคุณธรรมของความเป็นแม่ “แม่พิมพ์ทั้งทางกาย แม่พิมพ์ทั้งทางใจ...”

ผู้ที่เป็นแม่บางคนก็เป็นอาม่าเป็นยาย บางคนก็ยังเป็นแม่อยู่ บางคนก็ในอนาคตต้องเป็นแม่ ความดีทุกอย่างมาจากคุณแม่ทั้งนั้น ถ้าบุคคลใดได้แม่ที่ดี ได้แม่ที่ตั้งอยู่ในคุณธรรมของความเป็นแม่ วันนี้เป็นวันแม่แห่งชาติ ท่านถึงให้เราทุกคนระลึกถึงพระคุณของแม่...

ส่วนใหญ่น่ะเราเป็นลูก เราเกิดมาเราเป็นผู้เอา เราเอาตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ ออกจากท้องแม่ก็เอาจากแม่มาเรื่อย ๆ แม้แต่ใหญ่โตเป็นหนุ่มเป็นสาวก็ยังเอาจากพ่อจากแม่อีก

พระพุทธเจ้าท่านให้เราระลึกนึกถึงพระคุณของแม่ เพราะแม่ทุกคนก็แก่ก็ชรา บางคนก็แก่มากแล้วไม่เหมือนครั้งก่อน ภาระหน้าที่ของทุก ๆ คนก็ต้องดูแลเลี้ยงดูแม่ทั้งทางร่างกาย อำนวยความสะดวกสบาย ดูแลจิตใจ...

ถ้าเราไม่มีแม่ทุกอย่างเราก็ไม่มี... ที่เรามีทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทองมีอะไรต่าง ๆ ตลอดถึงมีหน้ามีตาในสังคม ต้นเหตุก็มาจากแม่ทั้งนั้น ทุกท่านทุกคนน่ะมีหน้าที่มีการมีงาน   มีครอบครัว สิ่งสำคัญเราทิ้งไม่ได้ลืมไม่ได้ก็คือ “แม่ของเรา

แม่ของเราบางคนก็อยู่ต่างจังหวัด อยู่ชนบท แต่จิตใจท่านนั้นรักเรา ห่วงเรา คิดถึงเรา

วันแม่แห่งชาติปีนี้ก็ได้มีกิจกรรมต่าง ๆ ทั่วประเทศเพื่อกระตุ้นจิตใจให้ทุกท่านทุกคนได้มีความสำนึก เพื่อกระตุ้นให้เกิดมีคุณธรรม

ที่ได้พากันมานอนวัดมาทำบุญนี้ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ประเสริฐเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ให้ทุกคนระลึกเสมอว่าเราจะทำความดีทุกอย่างเพื่อแม่ มอบความดีมอบสิ่งดี ๆ ให้กับแม่ บางคนยังเป็นเด็กยังไม่ได้เป็นแม่ บางคนก็เห็นภัยในวัฏฏะสงสารว่าการแต่งงานนี้มีภาระ เป็นการสร้างปัญหาให้กับตนเองนี้มากขึ้น แต่ทุกท่านทุกคนก็ถือว่าได้ทำความดีเป็นแบบเป็นตัวอย่างให้กับครอบครัว ให้กับสังคมประเทศชาติ เพราะสังคมมวลมนุษย์ทั้งหลายนี้ต้องการคนดี ต้องการแบบพิมพ์ที่ดี

มนุษย์คือผู้ประเสริฐ มนุษย์คือผู้มีจิตใจสูง น้อมนำกระทำแต่สิ่งที่ดี ๆ ให้กับตนเอง   เป็นแบบเป็นฉบับเป็นตัวอย่างให้กับครอบครัวให้กับสังคมได้

พระพุทธเจ้าท่านเป็นผู้ประเสริฐที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติบำเพ็ญความดีบำเพ็ญบารมีตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง เป็นครูผู้สอนของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายท่านได้เอาพระธรรมคำสั่งสอนที่ท่านได้ตรัสรู้แล้วมาบอกเราสอนเรา  ได้ตรัสหลักการกฎเกณฑ์แก่เราทั้งหลาย สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ มีอยู่ในธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านตรัสไว้ทั้งหมด ถ้านอกเหนือจากธรรมวินัยนี้แล้วไม่อาจจะเข้าถึงความสุขความดับทุกข์ที่แท้จริงได้ เราปฏิบัติได้ทุกกาลทุกเวลาทุกยุคทุกสมัย ทันเหตุการณ์ไม่ล้าหลัง เราทุก ๆ คนสามารถเอาไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ในหน้าที่การงาน

ท่านให้ปรับตัวเราเองเข้าหาธรรมะ อย่าให้ปรับธรรมะเข้ามาหาเรา...

เราทุก ๆ คนน่ะยังมีความคิดเห็นผิดยังมีความเข้าใจผิด มีความคิดไม่ก้าวไกล มีความคิดไม่รอบคอบ เป็นคนใจอ่อนเป็นคนอ่อนแอ ถึงมีความจำเป็นต้องเอาพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งเป็นตัวอย่าง เอาพระธรรมคำสั่งสอนเป็นข้อวัตรปฏิบัติ

ศีล ๕ คือข้อวัตรปฏิบัติของเราทุก ๆ คน ศีล ๘ ก็สูงขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ คือศีลสำหรับบรรพชิตสำหรับนักบวชที่จะต้องมีรูปแบบปลงผมห่มจีวร “ศีลนี้จึงเป็นกฎเกณฑ์ที่จะนำเราทุกคนเข้าสู่ความสุขความดับทุกข์คือพระนิพาน...”

ที่เราไม่รักศีล ไม่ชอบศีล ไม่อยากรักษาศีลก็เพราะเราทุกคนกำลังตามใจตัวเอง เอาความอยากเอาความต้องการของตัวเองเป็นใหญ่

  

ความอยากความต้องการของเราทุก ๆ คนเปรียบเสมือนแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ...

เราทุก ๆ คนนี้สร้างปัญหาให้กับตัวเอง สร้างปัญหาให้กับคนอื่น เพราะความอยากความต้องการ แม้แต่ได้มาจากการเบียดเบียนชีวิตของผู้อื่น ได้มาจากความฉลาดของตัวเองที่ทำอาชีพบนความยากลำบากของบุคคลอื่น แต่ทุกท่านทุกคนก็ยังมองเห็นว่าตนเองเป็นคนดีทำไปด้วยความสุจริต

พระพุทธเจ้าท่านถึงให้เราปรับใจเข้าหาศีล...

ทุก ๆ คนก็พากันคิดว่าถ้ารักษาศีลมันจะมีความสุขได้อย่างไร มันจะรวยได้อย่างเรา  คนที่รักษาศีล ๕ คนที่ซื่อสัตย์สุจริตมันไม่รวย มีแต่จน เราจะปฏิบัติอย่างนั้นทำอย่างนั้นไม่ได้ ทำได้เฉพาะเป็นผู้ที่สละโลกทิ้งโลก “ความคิดของเราอย่างนี้เป็นความคิดเห็นที่ยังไม่ถูกต้อง”

พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ผู้ที่เข้าถึงความสุขความดับทุกข์ บุคคลผู้นั้นย่อมไม่วิ่งตามกิเลส ไม่ให้กิเลสมันเผาชีวิตจิตใจตั้งแต่ยังไม่ตาย” เรายังไม่ตายก็ถูกกิเลสมันเผาแล้วทั้งเป็น

เรามาคิดดู เรามาพิจารณาดู... ถ้าเรารวยเราเป็นมหาเศรษฐีแต่ถ้าใจของเราไม่สงบ เราจะเอาความสุขความดับทุกข์มาจากที่ไหน เพราะความสุขความดับทุกข์ที่แท้จริงมันอยู่ที่ใจสงบ ใจที่มีศีลมีธรรม

อย่างเรามีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ มีเงิน มีสตางค์ มีบ้าน มีรถ มีลาภยศสรรเสริญ ครอบครัวเรามันก็ไม่สงบ เพราะอันนั้นมันเป็นวัตถุ ตัวที่สงบก็คือตัวใจของเราไม่มีความอยากไม่มีความต้องการ พระพุทธเจ้าท่านถึงให้เราพากันปฏิบัติพัฒนาจิตใจ ทุก ๆ คนจะไม่ได้ถูกกิเลสมันเผาทั้งเป็น

ให้พากันมาเป็นผู้ให้มาเป็นผู้เสียสละ อย่าพากันเอา...

แม่นี้ต้องเป็นผู้ให้เป็นผู้ไม่เอาแม่ถึงจะมีความสุข ถ้าแม่เป็นผู้เอาแม่ยังอยากให้เป็นอย่างโน่นอย่างนี้แม่ก็ถูกเผาทั้งเป็นเพราะเรามีความอยาก เมื่อมีความอยาก ความอยากมันก็ต้องเล่นงานเรา เมื่อเรามีความไม่อยาก ความไม่อยากมันก็มาเล่นงานเราอีก ไม่อยากแก่ ไม่อยากเจ็บ ไม่อยากตาย ไม่อยากให้ลูกหลานเราไม่ดี สารพัดที่จะไม่อยาก พระพุทธเจ้าท่านถึงให้เรามาละความอยากความไม่อยาก ไม่ต้องเอาอะไรทั้งนั้น “เป็นผู้ให้นะ...”

คนเรานี้นะ ความเห็นแก่ตัวมันมาก ถ้าไม่เป็นผู้เอามันก็ไม่อยากทำอะไร เพราะตัวเองไม่ได้ ตัวเองไม่มี ตัวเองไม่เป็น ตัวนี้แหละให้ทุกคนเข้าใจว่าตัวเราที่จะต้องปฏิบัติ ตัวเราที่จะต้องเสียสละ

เราต้องเพิ่มความขยัน ต้องเพิ่มความอดทน ต้องเพิ่มความเสียสละให้กับตัวเอง เพื่ออบรมบ่มอินทรีย์ ทรัพย์สมบัติทั้งหลายถึงจะเกิดขึ้นกับเราโดยชอบธรรม ทรัพย์เกิดขึ้นยังไม่พอ อริยทรัพย์ก็เกิดขึ้นด้วยศีลด้วยธรรมด้วยคุณธรรม ตัวเราก็เข้าถึงความสุขความดับทุกข์ไปเรื่อย ๆ ตามลำดับ ครอบครัวของเราก็จะมีความสุขมากขึ้น เพราะความหลงไม่ได้เผาเรา

“เอาร่างกายที่เป็นวัตถุที่เป็นของใช้ของจิตใจมาสร้างความดีสร้างบารมี...”

การเจริญสติสัมปชัญญะเป็นสิ่งที่จำเป็นของทุก ๆ คน คนเราขาดสตินาทีหนึ่งก็ถือว่าเป็นบ้านาทีหนึ่ง พระอรหันต์ท่านเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ท่านไม่ขาดสติ ท่านถึงให้เราพากันมาเจริญสติ เราเดินก็ให้ใจของเราอยู่กับการเดิน เอาอิริยาบถต่าง ๆ เป็นการฝึกเป็นการปฏิบัติธรรม

เรามาเอาหน้าที่การงานเป็นสิ่งที่ปฏิบัติธรรม...

แต่ก่อนเราทำงานด้วยความอยาก ด้วยอยากมีอยากเป็น นี้เราจะทำงานเพื่อเสียสละ เราทุกคนก็ย่อมได้ทั้งธรรมได้ทั้งการทั้งงานได้ทั้งเงิน ชีวิตของเราก็จะมีความสุขความดับทุกข์ขึ้น เราไม่ต้องหาธรรมะที่ไหน เราก็หาจากธุรกิจจากชีวิตประจำวันของเรา

ทุกสิ่งทุกอย่างพระพุทธเจ้าท่านให้แก้ใจของเราปรับเข้าหาธรรมะ เพราะปัญหาต่าง ๆ มันอยู่ที่ใจของเรา ต้องแก้ที่จิตที่ใจของเราไม่ให้มีความทุกข์

การสร้างความดีสร้างบารมี พระพุทธเจ้าท่านให้เราทำอย่างนี้ ยิ่งเราเป็นคนรุ่นใหม่สมัยใหม่ก็ยิ่งเอาธรรมะไปปรับใช้กับเทคโนโลยีให้มันดีขึ้นให้มันยิ่งขึ้น

ทุกท่านทุกคนจะทิ้งธรรมะมันไม่ได้ ถ้าทิ้งธรรมะเป็นทุกข์ทันที ถ้าเอาธรรมะก็มีความสบายใจความสุขใจ

ทำไมพระโสดาบันท่านมีความสุขมากกว่าคนรวยที่เป็นมหาเศรษฐี..? ก็เพราะหัวในเค้าถูกกิเลสมันเผาน้อย ยิ่งถ้าเราเป็นพระอริยเจ้าระดับสูงขึ้นไปอีกหัวใจของเรายิ่งมีความสุข

พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้เรารอตายก่อนค่อยมีการเข้านิพพาน พระพุทธเจ้าท่านให้มีความสุขในชีวิตประจำวัน

คนเราใจมันไม่สงบมันก็ฟุ้งมันก็สงสัยมันก็วิตกวิจารณ์ไปเรื่อย เราต้องหยุดตัวเอง  เบรกตัวเอง ยกธรรมะขึ้นสู่จิตสู่ใจ...

คนเราอย่างนี้แหละที่มันติดที่มันชอบที่มันหลง... อย่างเรากำลังหลงละครในโทรทัศน์ พระพุทธเจ้าท่านก็ให้เราหยุดตัวเอง “เมื่อเราหยุด” ความอยากความต้องการเราก็ร้อนระส่ำระสาย กระสับกระส่าย มันอยากจะดูมันอยากจะฟัง ท่านก็ให้เราอดเราทนไป ถ้าเราไม่อดไม่ทนมันไม่ได้ อินทรีย์บารมีมันไม่แก่กล้า ให้เราอดทนไปน่ะประมาณซัก ๗ วัน

           ความอยากในจิตใจของเราก็จะลดกำลังลง จิตใจก็จะเย็นลง มันก็จะเฉย ๆ แล้ว ทีนี้จะดูก็ได้ไม่ดูก็ได้ “ถ้าเรารู้ว่าสิ่งไหนมันไม่ดีเราก็ไม่ไปคิดไม่ไปพูดไม่ไปทำ...”

การประพฤติการปฏิบัติธรรมมันต้องมีการฝืนมีการอดมีการทน ถ้าเรารู้เราเข้าใจนี้มันยังไม่พอไม่เพียงพอ ใจเราทุกอย่างมันก็เป็นอย่างนี้แหละ อย่าได้ทำตามใจเด็ดขาด เพราะใจของเรายังเป็นปุถุชนไม่ใช่ใจของพระอรหันต์

เรื่องต่าง ๆ นั้นพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าบางทีก็อาศัยความอดความทน ไม่เกิน ๗ วันเรื่องนั้นก็จะดีขึ้น อย่างกลางไม่เกิน ๗ เดือน อย่างมากไม่เกิน ๗ ปี อินทรีย์บารมีของเราต้องแข็งแรงทุก ๆ คน ที่อินทรีย์บารมีของเราไม่แก่กล้าเพราะไม่พากันอดไม่พากันทน ทุก ๆ คน ก็รู้ในตัวเองนะว่า ตัวเองต้องแก้ตัวไหน ต้องปรับปรุงตัวไหน พระพุทธเจ้าท่านให้พากันแก้ตัวเองโดยมีสติสัมปชัญญะ มีความอดความทน เป็นผู้เห็นภัยในวัฏฏะสงสาร

ต้องปรับจิตปรับใจของเราเข้าหาธรรม... ไม่ต้องไปแก้ไกลที่ไหนแล้ว มาแก้ที่ตัวเองนี้แหละ ทุกอย่างมันก็จะดีไปหมด เพราะจิตเพราะใจของเรามันไม่มีความโลภความโกรธความหลง

ทุกท่านทุกคนให้เข้าตัวเองนะว่า สติสัมปชัญญะยังน้อยยังอ่อนสมาธิไม่แข็งแรง สมาธิมันหวั่นไหว นิดเดียวก็มีปัญหาแล้ว มันทำให้เราแกว่งเหมือนกัน ที่เรามีปัญหาส่วนใหญ่สมาธิไม่แข็งแรง ปัญญาก็ช่วยเหลือเราไม่ได้

วันนี้เป็นวันแม่ เรามาระลึกถึงแม่ เราจะทำดีเพื่อแม่ เราจะพัฒนาตัวเองเข้าหามรรคผลนิพพานเพื่อแม่

เนื่องในวันแม่นี้... ขออำนวยอวยพรเอาพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้กล่าวมานี้ เพื่อเป็นคติให้ทุกท่านทุกคนเอาไปประพฤติเอาไปปฏิบัติ เพื่อเข้าถึงชีวิตที่ประเสริฐที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์...

ด้วยอานุภาพแห่งคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ขออำนวยอวยพรให้สาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย จงได้มีแต่ความสุขทั้งทางกายทางจิตใจ ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญ...

พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ที่องค์พ่อแม่ครูอาจารย์เมตตาให้นำมาบรรยาย

เช้าวันจันทร์ที่ ๑๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๖

 

 

 

หมายเลขบันทึก: 545448เขียนเมื่อ 14 สิงหาคม 2013 11:34 น. ()แก้ไขเมื่อ 14 สิงหาคม 2013 11:34 น. ()สัญญาอนุญาต: ไม่สงวนสิทธิ์ใดๆ


ความเห็น (1)

“ศีลนี้จึงเป็นกฎเกณฑ์ที่จะนำเราทุกคนเข้าสู่ความสุขความดับทุกข์คือพระนิพาน...”

"...ทำไมพระโสดาบันท่านมีความสุขมากกว่าคนรวยที่เป็นมหาเศรษฐี..? ก็เพราะหัวในเค้าถูกกิเลสมันเผาน้อย..."

ที่ขีดเส้นใต้น่าจะเพี้ยนไปสักนิดนะครับท่านอาจารย์

ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี