จดหมายถึงลูก "ภัคร + เพรียง" ฉบับที่ ๓๐ ตอนวันแม่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๖

           ๑๑  สิงหาคม ๒๕๕๖ น้องเพรียงบอกแม่ว่า "บ่ายนี้จะเกี่ยวข้าวส่วนที่เหลืออีก ๑๑ ไร่กว่า ๆ" เพราะค้างมาจากสัปดาห์ที่แล้วที่น้องเพรียงรีบชิงเกี่ยวก่อนเนื่องจากเกรงว่าน้ำจะท่วมนาแล้วทำให้ไม่ได้ข้าว เนื่องจากกลัวพายุ "มังคุด" ที่เป็นข่าวตอนนี้ท่วมทางตอนบนของประเทศไทย ยิ่งเมื่อคืนก่อนวันที่ ๑๑ สิงหาคม ฝนตกตลอดคืน พอตอนเช้ามา ฟ้าเปิด น้องเพรียงเลยไปนัดรถเกี่ยวข้าวทำการเกี่ยวข้าวกันในตอนบ่าย ๆ แม่ + ฟ้าคราม + พ่อเพรียง + แม่อ้อม ก็ได้ขึ้นรถ "อีแต๋น" ไปนากัน พวกเรานั่งดูรถเกี่ยวข้าวกันบนรถอีแต๋นซึ่งจอดอยู่บนถนน ย่า + แม่อ้อม + ฟ้าคราม นั่งรอกันอยู่บนรถ ใช้เวลาประมาณเกือบ ๓ ชั่วโมงเหมือนกัน เล่นเอาเจ้าฟ้าครามซึ่งยังไม่ได้นอนกลางวันต้องมาหลับบนรถอีแต๋นของพ่อเพรียง...

          ฟ้าครามเป็นคนหลับง่าย แม้กระทั่งบนถนนก็มีเสียงรถแล่นผ่านไป ผ่านมา หนูก็ไม่ตื่น ยังสามารถหลับได้ประมาณเกือบ ๒ ชั่วโมง

 

 แม่ถาม "ฟ้าคราม" ว่า หนูลูกใคร? ฟ้าครามตอบว่า "ลูกย่าบุษ"...พร้อมกับเอานิ้วมาชี้ที่ตัวของย่าและก็ยิ้มหน้าบาน... แล้วแม่หนูชื่ออะไร? ฟ้าครามตอบว่า ชื่อ "แม่อ้อม" ดูสิ!!! ช่างตอบ จริง ๆ...

 

 

 

 

 

 

 

 

          เมื่อสัปดาห์ก่อนน้องเพรียงรีบเกี่ยวข้าวไปก่อน ได้ประมาณ ๑๑ เกวียนกว่า แต่ราคาก็ไม่ค่อยดีเพราะชิงเกี่ยวเกรงว่าน้ำเหนือจะลงมาท่วมแล้วทำให้ไม่ได้ข้าว ขายไปได้ราคาพอคุ้มทุน สำหรับอีกประมาณ ๑๑ ไร่กว่า ๆ นี้ เรียกว่า "เป็นกำไร" ส่วนที่เหลือในสัปดาห์นี้ที่จะเกี่ยวกัน การทำนาในครั้งนี้ พ่อเรกับแม่บุษ ได้เห็นถึงการตัดสินใจของน้องเพรียง + น้องอ้อม พ่อเรกับแม่บุษ เคารพในการตัดสินใจของลูก...พ่อเรกับแม่ไม่ออกความเห็น หนูตัดสินใจเกี่ยวข้าวกันเมื่อสัปดาห์ก่อนถึงแม้ข้าวจะไม่เหลืองเต็มที่...มีคนว่าเหมือนกันว่าทำไมรีบเกี่ยว...น้องเพรียงบอกพ่อเรกับแม่ว่า จะไม่รีบชิงเกี่ยวได้อย่างไร...ข่าวบอกว่า...มีพายุเข้าตลอดเลยช่วงนี้ ทำเอาชาวนาแบบหนูเริ่มวิตก เกรงว่าจะไม่ได้ทุนคืน...

         หนูตัดสินใจขายข้าวพอได้ราคาที่ลงทุนไปแล้ว หนูบอกว่า "โล่งอกไปแล้วแม่" ที่เหลืออีก ๑๑ ไร่กว่า ๆ นี้ ถ้าได้ถือว่ามันคือ "กำไร" ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะเราได้ทุนคืนมาแล้ว...พ่อเรพูดกับแม่ว่า..."นี่คือ...การตัดสินใจของลูกเราที่โตขึ้นมากเลย" (น้องเพรียงอายุ ๒๒ ปี ย่าง ๒๓ ปี) พ่อเรบอกว่า...ให้น้องเพรียงหัดตัดสินใจด้วยตัวเองเพราะต่อไป พ่อเรกับแม่ไม่ได้อยู่ด้วย พวกหนูจะได้ตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง...แม่บอกว่า...นี่คือ ทักษะชีวิตที่ไม่สามารถสอนใคร ๆ ได้ นอกจากตัวของใครของมัน ซึ่งน้องเพรียงก็สามารถนำทักษะชีวิตของตนเองมาใช้แล้วในคราวนี้...

         และก็เป็นจริง น้องเพรียงเกี่ยวข้าวในส่วนที่เหลืออีก ๑๑ ไร่กว่า ๆ เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๕๖ ตอนบ่าย ๆ หนูนัดรถเกี่ยวเองและก็นัดรถอีแต๋นอีก ๒ คัน รวมทั้งของหนูอีก ๑ คัน รวมเป็น ๓ คัน เพื่อนำไปขายที่โรงสีใกล้ ๆ บ้าน...แม่ + ฟ้าคราม + น้องอ้อมนั่งรอกันบนรถอีแต๋น พร้อมกับเจ้ากาแฟ (หมา) ที่ขึ้นรถไปด้วย...

         รถเกี่ยวนำข้าวมาส่งที่รถถึง ๓ เที่ยว น้องอ้อม น้องเพรียงนำไปขายที่โรงสีได้อีกประมาณ ๗ เกวียนกว่า ๆ เจ้าของโรงสีให้ราคา ๑๐,๙๐๐ บาท ซึ่งหักความชื้นเสียก็ได้เพียงเท่านี้ หมายความว่า คราวนี้น้องเพรียงได้กำไรค่าข้าวประมาณ ๗ หมื่นกว่าบาท ถ้ารวมนาฝั่งนี้อีก ๕ ไร่ ก็ได้ข้าวอีกประมาณ ๒ เกวียน ๗๕ ถัง (สำหรับฝั่งนี้ ๕ ไร่ ปีนี้น้องเพรียงทำหุ้นกับอ้วน เพื่อนบ้าน) โดยทำการแบ่งครึ่งกัน...เป็นอันว่าครั้งนี้ น้องเพรียงได้กำไรจากค่าข้าวประมาณ ๘ หมื่นกว่าบาท...มีบางคนบอกว่า "เสียดายที่รีบชิงเกี่ยวไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว"...น้องเพรียงบอกแม่ว่า...แล้วถ้าน้ำมันท่วม ทุนไม่ได้ กำไรก็ไม่ได้ แล้วใครจะรับผิดชอบ...ได้กำไรเกือบแสนก็เพียงพอแล้วในครั้งนี้ ดีกว่าน้ำท่วมแล้วไม่ได้ทุนคืนนะ...นี่คือ "ทักษะชีวิตที่น้องเพรียงได้เริ่มนำออกมาใช้กับชีวิตจริงในเรื่องของการทำนา"...พ่อเรบอกแม่ว่า...ดีใจที่น้องเพรียงคิดและตัดสินใจได้ด้วยตัวของหนูเอง...

         ๑๒  สิงหาคม ๒๕๕๖ แม่ได้อยู่กับตาทวด กับพวกลูก ๆ อีกครึ่งวันแล้วต้องรีบกลับมาทำงานบ้านที่พิษณุโลกต่อ เพราะมี ๒ บ้าน ก็ทำให้แม่เหนื่อยที่จะต้องดูแลทั้งบ้านที่พรหมพิรามและบ้านที่พิษณุโลก...แม่กลับมาราว ๆ เที่ยง สำหรับแม่กับลูก ๆ ของแม่ พวกเราจะติดต่อกันทาง Line ใน i Phone ทั้งพี่ภัคร น้องเพรียง ช่วงบ่าย ๆ พี่ภัคร โทร.มาบอกแม่ว่า "รักแม่นะ" เพราะรู้ว่า "วันนี้คือวันที่เป็นตัวแทนของแม่ คือเป็นวันแม่ที่คนไทยทั่ว ๆ ไป รู้จักกัน...แม่ก็ได้แต่ตอบรับไปว่า "จ๊ะ"...

         แต่สักประเดี๋ยว ก็มีเสียง Line เข้ามา แม่เปิดดู เป็นของน้องเพรียงที่ส่งมาให้แม่ แม่ก็ได้โต้ตอบให้กับน้องเพรียง แม่คิดว่า...ปัจจุบัน แม่ไม่นึกเลยว่า การที่แม่รู้จักเทคโนโลยีและเรียนรู้มันจะทำให้พวกเราสามารถติดต่อกันได้ ซึ่งเราไม่ต้องพูดกันแต่ใช้วิธีเขียนหรือการส่งรูปต่าง ๆ เพื่อแสดงและเป็นสื่อกลางในความรักต่อกัน ซึ่งผิดกับสมัยก่อนมาก ๆ เวลาผ่านไปเกือบ ๔๐ ปี มีอะไรเปลี่ยนแปลงเข้ามาในชีวิตของแม่มากมายเหลือเกิน ยิ่งเฉพาะความรู้เกี่ยวกับ Hi Tech ที่แม่ต้องเรียนรู้ร่วมกับลูก ๆ หลาน ๆ บางครั้งก็ต้องทำตัวให้เหมือนเด็ก ๆ เท่า ๆ กับลูก ๆ นี่คือ "โลกยุคใหม่ระหว่าง แม่กับลูกในยุค Hi Tech" แม้แต่ภาษาที่ใช้เขียนจะเป็นการเขียนภาษาไทยที่ผิด ๆ แต่ถ้ามาอยู่ในโลก online แล้ว...ความคิดของแม่ว่า "ก็ต้องไปตามกระแส" แต่ถ้ามาเขียนทางวิชาการแล้วก็ต้องเขียนให้ถูกต้อง "ห้ามผิด" เด็ดขาด...

(เป็นบทความที่น้องเพรียงส่งให้กับแม่เนื่องในวันแม่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๖ ปีนี้ เป็นการโต้ตอบระหว่างแม่ + ลูก ในยุค Hi Tech) ผิดกับสมัยก่อน แม่ + ลูก ไม่ค่อยได้สื่อสารถึงกันเลย เรียกว่า พูดก็ไม่พูด เขียนก็ไม่ได้เขียน...เล่นเอาแม่ยิ้มหน้าบานเชียวจร้า...สำหรับปีนี้ พี่ภัครอายุจะครบ ๒๖ ปีแล้ว ส่วนน้องเพรียงก็จะย่างเข้า ๒๓ ปี แล้ว นับว่า พวกหนูโตขึ้น ๆ เรื่อย ส่วนพ่อเรกับแม่บุษก็เริ่มอายุมากขึ้น ๆ เป็นเงาตามตัวเช่นกัน...

 อ่านจดหมายถึงลูก ทุกฉบับได้จากที่นี่..."จดหมายถึงลูก"