ทำไมจิตใจมันร้อน จิตใจไม่สงบ...?


เราทุก ๆ คนจิตใจเร่าร้อน จิตใจไม่สงบ...

ทำไมจิตใจมันร้อน จิตใจไม่สงบ...? เพราะเราทุก ๆ คนน่ะมีความเห็นแก่ตัว  มีอัตตาตัวตนมาก ทำอะไรก็เอาตัวเองเป็นใหญ่ เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ไม่คำนึงถึงความรู้สึกนึกคิดของคนอื่น สัตว์อื่น


พระพุทธเจ้าท่านสอนเราให้มีเมตตามาก ๆ ให้ใจเย็น ๆ ให้สงสารคนอื่น ให้เมตตาคนอื่น โดยเฉพาะคนที่อยู่ใกล้เรา คนที่อยู่ในครอบครัวของเรา ถ้าจิตใจของเรามีความโกรธ  มีความขัดเคือง มีความไม่พอใจ จิตใจของเรานี้มันเผาทั้งตัวเราและมันเผาทั้งครอบครัวของเราตลอดลูกน้องพ้องบริวาร บุคคลที่เกี่ยวข้องกับเราเค้ามองดูหน้าดูตาแล้วเค้าก็ไม่มีความสุข

คนเราทุก ๆ คนในชีวิตประจำวันมันมีสิ่งที่เราชอบแล้วก็เราไม่ชอบ ส่วนใหญ่มันก็มีแต่สิ่งที่เราไม่ชอบ แม้แต่ร่างกายของเรามันก็ไม่ได้ตามใจ ธุรกิจหน้าที่การงานของเรามันก็ไม่ได้ตามใจ เพื่อนฝูงบริวารลูกน้องมันก็ไม่ได้ตามใจ

พระพุทธเจ้าท่านให้เราคิดดี ๆ นะ สิ่งที่ไม่ได้ตามใจ ไม่ได้ตามปรารถนานี่แหละ  เป็นโอกาสเป็นเวลาที่จะได้ฝึกจิตใจของเราให้ใจสงบ ใจเย็น เราจะได้เจริญเมตตาเยอะ ๆ มาก ๆ ถ้าเรามีความเมตตามาก ๆ ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นไม่ได้ตามใจเรา เราก็จะได้ไม่โกรธ  ไม่โมโห  ไม่ทิฏฐิมานะมาก เจ้าอารมณ์ ถ้าเราจะเอาแต่สิ่งที่เราชอบ สิ่งที่ไม่ชอบเราจะเอาไปไว้ที่ไหน เราจะเอาแต่สิ่งที่ดี สิ่งที่ไม่ดีเราจะเอาไปไว้ที่ไหน เพราะสิ่งเหล่านี้มันเป็นธรรมะ  เป็นธรรมชาติมีอยู่ในโลกในชีวิตประจำวัน สิ่งต่าง ๆ ที่เราว่ามันมีปัญหานั้น พระพุทธเจ้าท่านให้เราดูตัวเองให้ดี ๆ นะ มันเป็นจิตใจของเราที่มันมีอัตตาตัวตนต่าง ๆ ให้ทุกท่านทุกคนถือโอกาสถือเวลาว่าสิ่งเหล่านี้แหละ มันเอาความดีเอาบารมีมาให้เรา มาให้ประพฤติปฏิบัติ ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้เราจะเอาอะไรมาประพฤติปฏิบัติ

ใจของเรานั้นมันไม่สงบไม่เป็นไร...

ทำไมมันถึงไม่สงบ…?  เพราะมันยังไม่รู้จักความคิดไม่รู้จักอารมณ์ เราวิ่งตามความคิดมันจะสงบได้อย่างไร ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นมีไว้สำหรับให้เราแก้ทุกข์ดับทุกข์ได้  ในชีวิตประจำวัน เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ไม่มีทุกข์อะไร ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป  ใจของเราก็ไม่มีทุกข์ เพราะเรารู้ที่แก้ เราต้องมาแก้ที่ใจของเรา ถ้าเราแก้ภายนอกมันอาจจะได้ตามใจบ้างไม่ได้ตามใจบ้าง เรารวย เรามีโภคทรัพย์ แต่จิตใจของเรานั้นไม่มีอริยทรัพย์  เราก็แก้ปัญหาไม่ได้ เพราะว่าร่างกายของเรามันไม่จีรังยั่งยืน วัตถุต่าง ๆ มันไม่จีรังยั่งยืน

ความดี บารมี... เราทุกท่านทุกคนต้องประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ต้องแก้ทั้งภายนอกแก้ทั้งใจไปพร้อม ๆ กัน ธรรมะของพระพุทธเจ้านี้เป็นสิ่งที่เหมาะสม ทันการณ์ ทันสมัย มาแก้ทั้งจิตใจของเรา มาแก้ทั้งคำพูดของเรา มาแก้การทำการทำงานของเรา มาแก้ที่เราหมด ถ้าเรามาแก้ที่ตัวเรา ทุกอย่างมันก็ถูกต้อง ทุกอย่างมันก็ง่าย

เรื่องของคนอื่นนั้นเค้าจะดีเค้าจะชั่วเราก็อาจจะไปแก้เขาไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์  เราต้องรักเขาสงสารเขา ทั้งคนดีคนไม่ดี ทั้งคนรวยคนจน แม้แต่สัตว์ทั้งหลายเราก็รักเขาสงสารเขา พระพุทธเจ้าท่านให้เราประพฤติปฏิบัติอย่างนี้นะ ไม่ใช่เราเป็นคนเก่งเป็นคนฉลาดแล้วเอาใจเฉพาะบุคคลผู้นั้นซึ่งเค้าให้ผลประโยชน์แก่เรา


พระพุทธเจ้าท่านมีเมตตาหมด สิ่งที่หอมพระพุทธเจ้าท่านก็ว่าเป็นสิ่งที่ดี สิ่งที่เป็นปฏิกูลพระพุทธเจ้าท่านก็ว่าเป็นสิ่งที่ดี ทุกอย่างดีหมด พระพุทธเจ้าท่านว่าไม่มีสิ่งที่ไม่ดี

ครอบครัวเรานะ... ถ้าเราคุณพ่อคุณแม่หรือคนใดคนหนึ่งในครอบครัว ถ้าเราไม่มีเมตตาครอบครัวเราจะมีความสุขได้อย่างไร ตัวเราจะมีความสุขได้อย่างไร กองเพลิงที่เราว่าใหญ่ ๆ น่ากลัวที่สุด มันก็ไม่น่ากลัวเท่าทิฏฐิมานะอัตตาตัวตนของเราที่เราเป็นคนโมโหร้ายนะ

พระพุทธเจ้าท่านให้เราเจริญเมตตาให้มาก ๆ วันนี้เราเจริญเมตตาหรือยัง เราเห็นความทุกข์ความยากลำบากของคนอื่นสัตว์อื่นแล้วหรือยัง

ทุกคนทำได้ปฏิบัติได้ เพราะการปฏิบัติมันเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเรา  มันของง่าย ๆ แต่ถ้าเราไม่ประพฤติปฏิบัติมันก็เป็นของยากลำบากเพราะว่าเราไปหา  ความสงบไกลเกิน เราไม่หาความสงบในการประพฤติปฏิบัติในตัวเราในชีวิตประจำวัน  เราวิ่งไปหาพระนิพพานอยู่ไกล ๆ โน้น หรือว่าเราไปเอาพระนิพพานเมื่อเราตายแล้ว  “ถ้าเรามองไกลมันเกินมันข้าม ข้ามสัจธรรม ข้ามความจริง...”

ทุกอย่างมันจะได้ตามใจของเรามันเป็นไปไม่ได้ อย่างเรานั่งสมาธิเราก็อยากให้มันสงบ ถ้าเรามีความอยากมันก็ไม่สงบ

ปัญหาเรื่องจิตเรื่องใจของคนแต่ละคนมันเป็นเรื่องใหญ่นะ แล้วก็มีความจำเป็นที่จะต้องประพฤติปฏิบัติแก้ไขตัวเอง

สังคมทุก ๆ วันนี้ไม่ได้พากันปฏิบัติธรรม มันทำให้ตัวเองไม่สงบ มันทำให้ครอบครัวไม่สงบไม่มีความสุข

เราทุก ๆ คนลองมาคิดดู ถ้าใจของเราไม่สงบ เรามีเงินมีบ้านมีอะไรต่าง ๆ มันก็ยังไม่ดี มันต้องจิตใจสงบด้วย ถ้าเราไม่มองเห็นสิ่งเหล่านี้สำคัญ ความคิดความเห็นของเรามันก็ไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นการประพฤติการปฏิบัติบูชามันดีกว่าอามิสบูชา เพราะเรามาเน้นที่จิตที่ใจของเราโดยเฉพาะ

พระพุทธเจ้าท่านเป็นผู้รู้จักรู้แจ้ง เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ท่านก็ยังมารู้จักความคิดของตัวเอง รู้จักอารมณ์ของตัวเอง เห็นภัยเห็นโทษในวัฏฏะสงสารว่าคนเรานี้น่ะ  มันตายแล้วตายอีก เกิดแล้วเกิดอีก เพราะว่ามันทำตามใจตัวเอง ตามอารมณ์ตัวเอง

พระพุทธเจ้าตอนที่ท่านตรัสรู้ใหม่ ๆ น่ะท่านได้แสดงธรรมแก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕  ที่สุด ๒ อย่างที่บรรพชิตไม่ควรไปข้อแวะได้แก่ อารมณ์ที่ชอบใจ อารมณ์ที่ไม่ชอบใจ  ชอบหรือไม่ชอบ มันก็เป็นอารมณ์ทั้งนั้น แล้วก็ตรัสธรรมะว่า สิ่งที่ชอบหรือไม่ชอบนั้นล้วนแต่เป็นอนิจจังทั้งนั้น ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน ล้วนแต่จากไปทั้งนั้นน่ะ

สิ่งดี ๆ ที่เราพากันทำอยู่ร่วมกัน ทำความดีร่วมกัน ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็จากไป  คนที่เรารักเราชอบ ไม่รักไม่ชอบมันก็จากไป เพราะสิ่งต่าง ๆ นั้นไม่แน่ ไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน เป็นอนัตตา ไม่มีใครเป็นเจ้าของ


พระพุทธเจ้าท่านให้ทุกคนทุกท่านตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ไม่ตามอารมณ์ไป ไม่ว่าชอบไม่ชอบเราก็ไม่ตามไป ถ้าเราตามไปเราต้องวุ่นวายแน่ อย่างเรานั่งสมาธิหรือทำอะไรอยู่ มันจะสงบหรือไม่สงบเราก็หนักแน่นไว้ เดี๋ยวทุกอย่างมันก็ผ่านไปหรอก

ต้องอาศัยความอดความทน... ความอดความทนเป็นสิ่งที่ดีมาก ช่วยให้เราไม่ทำบาป ทำกรรม เห็นแก่ปากแก่ท้อง เห็นแก่กินแก่เที่ยว ใจของเราไม่ได้อดไม่ได้ทนไม่ได้ฝืน เป็นจิตใจที่ปล่อยไปตามเวรตามกรรม ไม่ได้พัฒนาใจของเรามันจะเย็นไปไม่ได้ ยิ่งทำตามอารมณ์  มีแต่เพิ่มความร้อนให้

เมืองพอของมันไม่มีพอหรอก มันพัฒนาความยิ่งใหญ่ไปเรื่อยแหละ ความโลภ  ความโกรธ ความหลงนี้นะถ้าเราไม่อาศัยพระพุทธเจ้า ไม่เอาพระพุทธเจ้าเป็นตัวอย่าง  ชีวิตของเรานี้ก็เหมือนแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ จิตใจมันร้อน จิตใจมันหยาบ ไม่รู้จัก  บาปบุญคุณโทษ ปัญหาต่าง ๆ มันก็มีอยู่แล้ว ก็มาเพิ่มปัญหาให้ตัวเองอีก เราจะทำตามความคิดไปอารมณ์ไป กว่าจะรู้ว่าผิดพลาดนี้ก็เสียอกเสียใจ สิ่งที่ดีหรือไม่ดีมันก็แก้ไขไม่ได้

พระพุทธเจ้าท่านให้เราพัฒนาไปข้างหน้า ผิดก็เป็นครู ถูกก็เป็นครู เพราะพวกเราทำดีได้ ที่ว่าไม่ได้เพราะเราไม่ตั้งใจ ไม่เห็นความสำคัญในการทำความดี

ทำไมเราไม่เห็นความสำคัญ...? เพราะจิตใจของเรามันหยาบ มันสกปรก มันมืด มีตาก็เปรียบเสมือนตาบอด มีหูก็เปรียบเสมือนหูหนวก มีร่างกายก็พิกลพิการ ตัวของเราเองก็ประกอบด้วยความเครียด ธรรมะเมตตานี้ไม่ค่อยจะมีเลยนะ เราท่องมนต์บทแผ่เมตตา  บทกรวดน้ำ ถ้าเราสวดเราแผ่เมตตามันจะได้ผลน้อย ต้องพยายามให้ใจของเรามันมีเมตตาทั้งการกระทำทางกายวาจาใจในชีวิตประจำวัน เราจะไม่ได้ชื่อว่าดีแต่สวดแต่พูด เราจะได้ดีออกมาจากหัวจิตหัวใจ ถ้าเรามีเมตตามากเราก็มีความสุข ถ้าเราไม่มีความเมตตา เห็นอะไรก็อยากทำลาย ทำลายทั้งกายแล้วก็ทำลายทั้งวาจา แล้วก็ทำลายทั้งจิตใจ ใจของเรามันโกรธ  ใจของเรามันโมโห ใจของเรามันพกระเบิด มันระเบิดใคร ก็ระเบิดตัวเอง ระเบิดคนอื่น  ต้องเจริญเมตตามาก ๆ เราจะได้เจริญรอยตามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  จะได้เกิดความสุขความดับทุกข์ จะได้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป...


พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ที่องค์พ่อแม่ครูอาจารย์เมตตาให้นำมาบรรยาย

ค่ำวันศุกร์ที่ ๒ สิงหาคม  พุทธศักราช ๒๕๕๖


หมายเลขบันทึก: 544766เขียนเมื่อ 6 สิงหาคม 2013 08:22 น. ()แก้ไขเมื่อ 6 สิงหาคม 2013 08:22 น. ()สัญญาอนุญาต: ไม่สงวนสิทธิ์ใดๆ


ความเห็น (1)
ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี