โอวาทธรรมในวันเข้าพรรษาปีพุทธศักราช ๒๕๕๖


วันนี้เป็นวันเข้าพรรษาประจำปีพุทธศักราช ๒๕๕๖ พระพุทธเจ้าท่านทรงมีเมตตาให้อยู่จำพรรษาในอาวาสไม่ให้จาริกที่ไหน เพราะช่วงนี้จะไม่ให้พระเณรจาริกไปในที่ต่าง ๆ  เพราะช่วงนี้เป็นน่าฝน จะได้อยู่กันเป็นกลุ่มเป็นก้อน มีระเบียบมีวินัย ถ้ามีเหตุจำเป็นก็จะจาริกไปที่อื่นได้ไม่เกิน ๗ วัน พอที่จะสังเขปได้ดังต่อไปนี้ เช่น เจ็บไข้ไม่สบายไปรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ไปเยี่ยมพ่อแม่หรือผู้ป่วย ไปในกิจนิมนต์ในกิจพระศาสนา หรือวัดวาอาราม  แห่งนั้นถูกไฟไหม้ น้ำท่วม ไม่สามารถที่จะอยู่ในสถานที่นั้นได้ สาเหตุหลัก ๆ ที่กล่าวมานี้น่ะถึงจะไปในที่อื่นได้


กุลบุตรลูกหลานประชาชนได้พากันมาบรรพชาอุปสมบท มาถือศีลประพฤติปฏิบัติธรรมตามรอยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้ชอบแล้วด้วยพระองค์เอง  ถือว่าเป็นตัวอย่างเป็นแบบอย่าง เป็นครูผู้สอนของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ถ้าใครประพฤติปฏิบัติตามบุคคลผู้นั้นย่อมได้บรรลุธรรมเหมือนกันหมดทุก ๆ คน ไม่ได้เลือกชั้นวรรณะ  ชาติ ภาษา คนรวยคนจน ได้เข้าถึงธรรมะบรรลุธรรมะเหมือนกันหมดทุก ๆ คน

พระพุทธเจ้าคือผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน หมายถึงผู้ที่ไม่มีทุกข์อะไรในโลกนี้ มีแต่ความสุข  มีแต่ความดับทุกข์ พระพุทธเจ้าท่านก็ได้เมตตาตรัสพระธรรมคำสั่งสอนให้ทุก ๆ คน  ได้ประพฤติปฏิบัติ ได้แก่อริมรรคมีองค์ ๘ ประการ สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ย่อมมีอยู่ในธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านชี้ทางบอกทางให้ทุกท่านทุกคนได้ประพฤติปฏิบัติ ถ้านอกเหนือไปจากอริยมรรคมีองค์ ๘ แล้ว ไม่อาจเข้าถึงความสุข  ความดับทุกข์ได้อย่างแท้จริง

พระพุทธเจ้าท่านได้เมตตาสอนเรื่องความทุกข์ เรื่องข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์  เพราะเราทุกคนเกิดมาในโลกนี้มันมีความทุกข์ทั้งทางกายมีความทุกข์ทั้งทางใจ ทุกข์ทางกายนั้นมันแก้ไขไม่ได้ แก้ได้เพียงแต่บรรเทาทุกข์ แต่ทุกข์ทางใจนั้นแก้ไขได้

มีคนไปทูลถามพระพุทธเจ้าว่า “ตายแล้วเกิดอีกมั๊ย...? พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเพราะสิ่งนี้มีสิ่งนั้นก็ต้องมี ท่านไม่ได้ตรัสว่าตายแล้วเกิดหรือตายแล้วสูญ หมายความว่าถ้าเรามีความโลภความโกรธความหลงภพชาติเราก็ย่อมมี ธรรมทั้งหลายทั้งปวงนั้นย่อมเกิดแต่เหตุ ถ้ามันจะดับก็ดับที่เหตุ


พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าปัญหารีบด่วนคือเรื่องทุกข์เรื่องเหตุเกิดของความทุกข์  สมมติว่าไฟมันกำลังไหม้เรา เราไม่จำเป็นต้องไปถามคนอื่นเค้า ถ้าเค้าตอบปัญหาของเราได้เราถึงจะเอาไฟออกจากตัวเรา ปัญหาของเรามันมีชัดเจนอยู่แล้วคือเรื่องของความทุกข์

ทุกท่านทุกคนนี้มีความทุกข์ ใครไม่มีความทุกข์นั้นเป็นไปไม่ได้เลย เป็นคนจนก็ทุกข์อย่างคนจน เป็นคนรวยก็ทุกข์อย่างคนรวย เป็นเทวดาก็ทุกข์อย่างเทวดา เป็นพระอินทร์  พระพรหมก็ทุกข์อย่างพระอินทร์พระพรหม

อะไรคือความทุกข์...? ความโลภความโกรธความหลงนี้แหละคือความทุกข์ มันเป็น กองเพลิงใหญ่ มันเผาใจเผากายของทุก ๆ คนอยู่ตลอดเวลา แต่เราทุกคนนั้นมองไม่เห็น  หรือมองเห็นแต่ไม่รู้จะเอาออกได้อย่างไร

คนเราทุกคนนั้นพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า มันไม่มีทุกข์อะไรหรอก มันไม่มีเรื่องอะไรหรอก แต่เราทุกคนไม่รู้จักทุกข์ ไม่รู้จักเหตุเกิดทุกข์ ไม่รู้จักข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์  มันหาเรื่องหาราวให้กับตัวเอง เพราะความเห็นผิดคิดผิดทำผิด คิดว่าได้ทำตามใจทำตามอารมณ์นั้นมันจะมีความสุขมีความดับทุกข์น่ะ แต่ที่ไหนได้ มันสร้างปัญหาให้กับตัวเองทั้งนั้นเลย เปรียบเสมือนเปลวไฟเพียงนิดเดียวนี้เราเอาฝืนเอาถ่านเอาน้ำมันไฟเติมเข้า ยิ่งเติมก็ยิ่งเป็นเพลิงกองใหญ่

มนุษย์เราแสวงหาความดับทุกข์ ทำทุกอย่างเพื่อความดับทุกข์แต่มันทำไม่ถูกก็ยิ่งเพิ่มความทุกข์ให้กับตัวเอง สร้างปัญหาต่าง ๆ นานาให้กับตัวเอง

พระพุทธเจ้าท่านรู้เรื่องปัญหา ท่านได้แก้ปัญหาได้แล้วท่านก็พาพวกเราแก้ไขปัญหาหรือประพฤติปฏิบัติ ความสุขหรือความดับทุกข์ของเราทุก ๆ นั้นมันอยู่ที่จิตใจสงบ  สมมติว่าเราเป็นคนรวยเป็นมหาเศรษฐีเป็นผู้มีอำนาจของสังคม ประเทศชาติ ตลอดถึงมีอำนาจระดับโลกน่ะ ถ้าใจของเรามันไม่สงบก็ถือว่าเราไม่มีความสุข เราดับทุกข์ไม่ได้ แก้ปัญหาไม่ได้

ความอยากของทุก ๆ คนนั้นน่ะมันไม่มีเมืองพอ มันอิ่มไม่เป็นมันถมเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักเต็ม เค้าเอาดินไปถมทะเลถมมหาสมุทรก็ยังมีวันเต็ม ถ้าเราตามความอยากของเราน่ะมันไม่มีวันเต็ม พระพุทธเจ้าท่านพาเราทุก ๆ คนหยุด หยุดความอยาก หยุดความโลภความโกรธความหลง

ให้ทุกคนมามีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ มีจิตใจสงบเย็นอยู่กับเนื้อกับตัวทุก ๆ อิริยาบถ  มีความตั้งใจมั่นไว้ชอบ ไม่วิ่งตามอารมณ์ ไม่วิ่งตามความคิด ปกติใจของเรานี้มันรวดเร็วว่องไว มันคิดวินาทีเดียวไปถึงต่างประเทศแล้วหรือไปได้ทั่วโลกแล้ว อาการจิตตัวนี้แหละมันเผาตัวเอง ถ้าเราไม่มีสติสัมปชัญญะที่แข็งแรงสมบูรณ์เราก็แก้ปัญหาตัวเองไม่ได้

แบบอย่างตัวอย่างของเรามีอยู่แล้วคือพระพุทธเจ้า ศรัทธาในพระพุทธเจ้า ศรัทธาในพระธรรม ศรัทธาในพระอริยสงฆ์ ทุกอย่างก็น้อมมาหาจิตหาใจ เพราะปัญหาต่าง ๆ ของเราทุก ๆ คนมันอยู่ที่ใจ เรามาแก้ที่จิตที่ใจมาปรับที่จิตที่ใจ เหมือนเรามาแก้ที่คลื่นโทรทัศน์หรือวิทยุน่ะถ้ามากเกินมันก็ไม่ได้ ถ้าน้อยเกินก็ไม่ได้ มันต้องอยู่ที่ทางสายกลาง

ทางสายกลางก็ได้แก่ไม่มีความโลภความโกรธความหลง ศีลทุกข้อนี้คือทางสายกลาง ศีลที่เราปฏิบัตินี้มุ่งตรงต่อมรรคผลนิพพาน ศีลก็แปลว่าความไม่โลภไม่โกรธไม่หลงไม่มีตัว  ไม่มีตนถ้าเราปฏิบัติตามศีล เราต้องปรับตัวเข้าหาศีล

สมาธิก็ได้แก่ความไม่โลภไม่โกรธไม่หลง เป็นความสงบ เป็นความเย็น เป็นสิ่งที่ไม่มีปัญหาใด ๆ ทั้งสิ้น

การปฏิบัติธรรมของเรานี้ เราก็ทำหน้าที่ของเราเป็นปกติในชีวิตประจำวัน เพียงแต่เรามาปรับบางอย่างให้เข้าหาศีลเข้าหาสมาธิเข้าหาปัญญา


ตั้งแต่ก่อนเราไม่รู้การประพฤติการปฏิบัติน่ะ เช่น เรานั่งอยู่อย่างนี้ แต่ก่อนเราก็ปล่อยให้ใจของเราคิดไปโน่นไปนี่ มีความต้องการอย่างโน้นอย่างนี้ ไอ้ความคิดอย่างนี้แหละมันกำลังเผาเรา เราคิดแล้วเราต้องการอย่างนั้นแล้วเรามันจะได้อะไร นอกจากเราถูกเผาทั้งเป็น พระพุทธเจ้าท่านก็ให้เรามาปรับเพื่อให้ใจของเรามีความสุขใจของเราสงบเย็น มนุษย์เรานี้แหละถ้าปฏิบัติถูกต้อง จิตใจจะไม่มีความทุกข์เลย

จิตใจของเรานี้มันเขาก็มีหน้าที่คิดโน่นคิดนี่ คนไม่ตายก็คิดน่ะ ถ้ามันคิดอย่างนี้เราจะไปทำตามความคิดทำตามอารมณ์ไม่ได้

พระพุทธเจ้าท่านให้เรายินดีในสิ่งที่เรามีอยู่ เรานั่งก็ยินดีในที่เรานั่ง เรานอนก็ยินดีกับเรานอน เราเดินก็มีความยินดีในการเดิน เราทำการทำงานก็ให้ยินดีในการทำงาน ทุกคนต้องมีความสุข ต้องทำจิตใจของตัวเองให้มันมีความสุขให้มันดับทุกข์ให้ได้ด้วยศีล ด้วยสมาธิ  ด้วยปัญญาในปัจจุบัน ใหม่ ๆ ใจของเรามันก็อาจจะร้อน อาจจะกระวนกระวาย แต่ถ้าเราฝึกบ่อย ๆ ด้วยการปฏิบัติน่ะ อีกไม่นานอินทรีย์บารมีของเราจะแก่กล้าจะดีขึ้นแน่นอน

ใจของคนน่ะมันหยาบมาก ใจของคนมันร้อน เพราะถูกแรงเหวี่ยงของกิเลส

เด็ก ๆ น่ะเกิดมาจิตใจยังบริสุทธิ์ดี เมื่อเติบโตขึ้นทีนี้แหละถูกกิเลสครอบงำ มันเถียงพ่อเถียงแม่ มันก้าวร้าว เถียงผู้หลักผู้ใหญ่ ยิ่งเรียนมากก็ยิ่งรู้มาก กิเลสมันก็มาก จิตใจมันก็ยิ่งหยาบ กิเลสมันเป็นของหยาบของไม่ดี มันเป็นของร้อน จิตใจของเราก็เหมือนกันน่ะมันเป็นกองไฟกองเพลิงเผาตัวเอง ให้ทุกคนพากันรู้ตัวเองว่าตัวเองนี้กำลังมีปัญหา ต้องแก้ที่จิตที่ใจนะ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่สายเกินแก้ มันยังไม่แก่เพราะเรายังไม่ตาย

การปฏิบัติธรรมในทุกอิริยาบถ หน้าที่ของเราทุกอย่างน่ะพระพุทธเจ้าท่านให้เราเอามาเป็นเรื่องปฏิบัติธรรม ให้มันย่นย่อมาที่ปัจจุบันเพื่อให้มันละเอียด

ปัจจุบันนี้เราต้องพูดแต่สิ่งที่ดี ๆ ทำแต่สิ่งที่ดี ๆ คิดแต่สิ่งที่ดี ๆ แก้ทั้งกายแก้ทั้งใจ  ไปพร้อม ๆ กัน แก้ปัญหาตัวเองไปเป็นเปราะ ๆ ปัญหานี้เน้นมาที่จิตที่ใจ

พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราพากันขาดสติ ขาดสตินาทีหนึ่งก็เท่ากับเราเป็นคนบ้านาทีหนึ่ง ปฏิบัติธรรมะนี้มันไม่ใช่เรื่องเครียดนะ ถ้าเราทำไปแล้วมันจะมีความสุขมีความดับทุกข์ไปในตัวโดยอัตโนมัติ

เราอย่าไปมองไกลนะ ต้องมองมาที่ตัวเราในปัจจุบัน การปฏิบัติที่ถูกต้องน่ะจิตใจที่จะเข้าถึงมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติมันต้องเริ่มต้นจากจิตใจของเราในชีวิตประจำวันจนกว่าจะเข้าถึงพระนิพพานที่ถาวรในเมื่อเรายังไม่ตาย ถ้าเรารอจะตายจะเข้าพระนิพพานน่ะมันยังไม่แน่

ให้ทุกท่านทุกคนเน้นมาที่เรื่องมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติในเรื่องจิต  เรื่องใจในปัจจุบันนี้มันแน่นอน

ทุก ๆ คนน่ะที่เกิดมาเป็นมนุษย์ได้พบพระธรรมคำสั่งสอนแห่งองค์สมเด็จพระสัมมา  สัมพุทธเจ้า ให้ปฏิบัติเข้าถึงความเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน ผู้ที่ไม่มีทุกข์ด้วยประการทั้งหลาย  ทั้งปวง

ตัวเราก็มีความสุข เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน ภรรยาบุตรธิดาก็ต้องมีความสุข  มีความดับทุกข์น่ะ ครอบครัวเราต้องมีความอบอุ่น เราทำมาหากินตัวเราเองก็มีความสุข ครอบครัวเราก็มีความอบอุ่น ต้องเข้าถึงธรรมะต้องเข้าถึงการปฏิบัติอย่างนี้ถึงจะใช้ได้ ถึงจะถูกต้อง ถ้าเราถูกเผาทางจิตใจทั้งเป็นแล้วมันก็ย่อมเผาภรรยาบุตรธิดาไปด้วย

เราให้แสงสว่างกับตัวเอง ให้แสงสว่างทางครอบครัว เราเป็นมนุษย์เป็นผู้ประเสริฐถือว่าเป็นผู้เกิดมาด้วยความสว่างไสว เราต้องมาเพิ่มความสว่างให้กับตัวเองมากขึ้นตลอดจนถึงครอบครัว ร่างกายนี้ถึงแม้เราจะทานอาหารพักผ่อนบำรุงรักษาต่าง ๆ นานา เค้าก็ต้องแก่เค้าก็ต้องเฒ่าสุดท้ายก็เป็นอากงอาม่าลาละสังขารไปในที่สุด เพราะเค้าเป็นวัตถุอย่างหนึ่งที่ได้เกิดขึ้น ได้ตั้งอยู่แล้วก็ต้องดับไป


ทุกท่านทุกคนน่ะไม่ได้มีตัวไม่ได้มีตนนะ มีตั้งแต่ธรรมชาติที่มันเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็  ดับไปน่ะ ที่เรามาสมมุติว่าเราเป็นผู้หญิงผู้ชายเป็นเด็กเป็นคนเฒ่าคนแก่มีแต่พวกเรามาตั้งเอาเองมาสมมุติเอาเองทั้งนั้น พระพุทธเจ้าท่านถึงไม่ให้เรามาหลงในตัวในตนหลงในวัตถุ  ข้าวของเงินทองมันเป็นสิ่งที่ไม่จีรังยั่งยืน อย่าให้ตัวให้ตนมันบังจิตใจของเรา

ที่ผ่าน ๆ มาน่ะเราก็ได้ตายจากความเป็นเด็กเป็นหนุ่มเป็นสาวมาจนหลายท่านหลายคนเข้าถึงวัยชราแล้ว ทุกอย่างมันไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน พระพุทธเจ้าท่านถึงให้เราไปยึดมั่นถือมั่นอะไร สิ่งที่ดี ๆ ที่เรารักเราชอบมันก็ต้องจากไป อย่างพ่ออย่างแม่ปู่ย่าตายายน่ะเรารักเราชอบเราหวงแหนมันก็จากไป สิ่งที่เราเกลียดที่เราไม่รักไม่ชอบไม่ปรารถนาทุกอย่างมันก็จากไป มันมีอะไรบ้างที่มันไม่จากเราไป สิ่งต่าง ๆ ล้วนแต่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปทั้งนั้น เราอย่าให้เปรต อสุรกาย ยักษ์มารมาเผาเราอยู่ในจิตในใจ มันเกิดอารมณ์อะไรขึ้นเราก็เฉย ๆ ไว้ สมาธิของเราต้องแข็งแรงน่ะถึงจะไม่ให้มันเข้ามาปรุงแต่งใจของเราได้

สิ่งที่มันเกิดขึ้นในปัจจุบันน่ะ จะเป็นรูปเป็นเสียงเป็นกลิ่นเป็นรส สรรเสริญนินทาน่ะ  มันต้องเกิดแก่เราแน่นอนในชีวิตประจำวันแล้วแต่อะไรที่จะมาเกิด

เราพยายามรู้จักรู้แจ้ง ให้ตั้งมั่นไว้ อย่าหวั่นไหว อย่าไปปรุงแต่งอะไร อดเอาทนเอาเดี๋ยวทุกอย่างมันก็ผ่านไป ความปรุงแต่งทั้งหลายทั้งปวงมันเป็นทุกข์อย่างยิ่ง การที่เราเข้ามาสงบระงับสังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่ปรุงแต่งอะไรน่ะเป็นความสุขอย่างยิ่ง

เราอย่าไปคนใจอ่อนอ่อนไหวตามอารมณ์ หัวเราะร้องไห้ตามสิ่งต่าง ๆ มันจะมาสัมผัสกับเราในชีวิตประจำวันนั้น มันก็หน้าเก่า ๆ นั่นแหละแต่เราจำหน้ามันไม่ได้ มันก็ความดีความไม่ดีนั้นแหละ สิ่งที่ได้นั้นแหละสิ่งที่เสียนั้นแหละ สิ่งที่ชอบสิ่งที่ไม่ชอบนั้นแหละ มันหน้าเก่าแต่เราไม่รู้จักมัน มันมีหลายทางหลายรูปแบบ

ความสงบนี้มันมีกับทุก ๆ คนนะ มันว่าจะท่านผู้นั้นจะเป็นโยมหรือว่าเป็นพระถ้าเราประพฤติปฏิบัติกัน

พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้เรามองข้ามสิ่งที่ดี ๆ ที่มันกำลังเกิดกับเรา ในพรรษานี้พระพุทธเจ้าท่านให้เราทุก ๆ คนตั้งใจไม่ว่าผู้นั้นเป็นพระ ผู้นั้นเป็นญาติเป็นโยมเพราะทุกอย่างมันอยู่ที่กายวาจาใจทั้งหมด ทุกท่านทุกคนต้องสมาทานตั้งใจเอา ถ้าเราไม่ตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติเราก็เสียเวลา บริโภคอาหารปัจจัย ๔ ก็เสียเปล่า ถ้าเรามัวไปแต่คิดว่าเดี๋ยวก่อน ๆ เพราะเรายังหนุ่มยังแข็งแรงอยู่ อีกหลายปีข้างนอกเราค่อยปฏิบัติ ถ้าเราคิดอย่างนี้แหละพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเรามีความเห็นผิด เดี๋ยวนี้เป็นปัจจุบัน แล้วอีกหลายวันก็เป็นปัจจุบันไปเรื่อย เพราะดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ที่มันให้กาลให้เวลาว่าวันพรุ่งนี้หรืออีกหลาย ๆ วัน แต่หัวจิตหัวใจของทุก ๆ คนมันก็ยังเป็นปัจจุบันอยู่อย่างนั้น ถ้าเราไม่ตั้งใจประพฤติปฏิบัติเดี๋ยวนี้มันก็จะผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อย ๆ

ต้องสมาทานต้องตั้งใจ อันไหนไม่ดีก็ทิ้งให้หมด เปลี่ยนเอาสิ่งที่ดี ๆ เมื่อเราตัดอาหารเค้าไม่ทำตามกิเลสน่ะใจของทุกท่านก็จะมีทุกข์ เพราะมันได้ตามใจแล้วเราไม่ทำตามใจเค้าเค้าก็เป็นทุกข์ เมื่อมันเป็นทุกข์แล้วเราต้องมาแก้ที่ใจของเรา ให้ใจของเราสงบ ให้ใจของเราเกิดปัญญา อย่างเรารักษาศีล ๘ อย่างนี้นะร่างกายมันหิว เมื่อมันหิวแล้วใจมันก็ไม่สงบ นี่เรายังแก้ที่กายไม่ได้เราก็มาแก้ที่ใจ ให้ใจมันสงบ บอกเค้าสอนเค้าว่าไม่ต้องไปคิดมาก คิดมากเราก็ไม่ได้ทานแล้วเพราะเราถือศีล ๘ ทำใจให้สงบ ฝึกสมาธิให้ใจเย็น เมื่อใจของเราสงบปัญหาต่าง ๆ  มันก็ไม่มี เพราะปัญหาที่เรามีทุกอย่างอยู่ที่ใจของเราไม่สงบ สงบทางกายมันก็ระดับหนึ่งแต่ก็ต้องเลื่อนขั้นเลื่อนฐานะมาสงบใจ เพราะกายมันไม่จีรังยั่งยืน

ทั้งพระภิกษุสามเณรพระพุทธเจ้าท่านก็ให้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมถึงจะมีผลใหญ่เป็นอานิสงส์ใหญ่เป็นบุญวาสนาบารมีของเรา ญาติโยมก็พากันตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรม  ถือว่าทุกท่านทุกคนมาสร้างบุญสร้างบารมีมาสร้างความดีร่วมรวมกัน มีความรักมีความเมตตากันมาก ๆ ที่ไหนมีเมตตาที่นั่นก็มีความสุขความสงบความอบอุ่น


แต่ละคนแต่ละท่านนั้นอินทรีย์บารมีมันไม่เหมือนกัน บางคนก็ย่อหย่อนอ่อนแอก็ช่างหัวเขานะ เรามันเป็นคนเก่งคนฉลาดน่ะมันมองเห็นคนอื่นเน๊อะ มองเห็นคนอื่นมันก็ไม่สำคัญเท่ากับมองเห็นตัวเอง

วันนี้ก็เป็นวันเริ่มต้นของการเข้าพรรษา พระภิกษุสามเณรกับอุบาสกอุบาสิกาที่อยู่วัดก็พากันตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติให้มันดีให้มันเต็มที่ ผู้ที่กลับไปบ้านไปทำงานก็ประพฤติปฏิบัติอยู่ที่บ้านที่ทำงานแล้ววันเสาวันอาทิตย์หรือวันหยุดมีโอกาสมีเวลาก็พากันมาวัด  แต่การประพฤติปฏิบัตินั้นก็ถือสถานที่แห่งนั้น ๆ ทุกหนทุกแห่งเป็นการประพฤติปฏิบัติ

พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราคิดว่าอยู่ที่บ้านที่ทำงานนั้นปฏิบัติไม่สะดวก สิ่งแวดล้อมไม่อำนวย  ถ้าเราคิดอย่างนั้นเราคิดผิดน่ะ เพราะเราต้องแก้กายวาจาใจของเราอยู่ทุกหนทุกแห่งถึงจะเป็นสิ่งที่ดีที่ถูกต้อง การประพฤติการปฏิบัติน่ะมันถึงจะครบ ในการดำเนินชีวิตของเราถึงจะเป็นปกติในชีวิตประจำวัน  เพราะในบ้านในสังคมทุกคนก็ต้องการคนดีอยู่แล้ว แต่เรามันมีความคิดเห็นผิดมีความเข้าใจผิดว่ารักษาศีลปฏิบัติธรรมนั้นเราจะเป็นคนเสียเปรียบ ถูกเพื่อน  เอาเปรียบ การดำรงชีวิตก็ไม่ค่อยจะร่ำรวยน่ะ เราพากันคิดอย่างนั้น ถ้าเราเป็นคนดีเป็นคนเสียสละ เป็นคนไม่เห็นแก่ตัว เป็นคนมีศีลมีธรรมน่ะในสถานที่นั้น ๆ ก็ย่อมเกิดมงคลเป็นมงคล เราจะได้มีทั้งโภคทรัพย์และอริยทรัพย์ไปในตัวในชีวิตประจำวัน เราก็มีความสุข ผู้ที่อยู่ในครอบครัวหรืออยู่ในที่ทำงานเค้าก็มีความสุข เป็นการที่เราได้แชร์ความสุขให้กันและกันเป็นอย่างดียิ่ง

ทุกท่านทุกคนบอกว่าไม่มีเวลานั้นไม่จริง เพราะการปฏิบัติธรรมมันเป็นอัตโนมัติอยู่ในตัวทุกอณูในการประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวันของเรา ไหว้พระสวดมนต์นั่งสมาธินี้สำคัญ  เราจะไปบอกว่าเราไม่มีเวลา เราเหนื่อยจากการทำงานนั้นไม่ได้นะ เรามาคิดดูเวลาเราดูโทรทัศน์นั้นน่ะ ดูหนังดูละคร ฟังเพลงดูคอนเสิร์ตในโทรทัศน์ทำไมเรามีเวลา นี้เพราะจิตใจของเรามันไม่เห็นคุณค่าในความดีความประเสริฐนะ ทุกท่านทุกคนต้องทำได้ปฏิบัติได้

การบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในวันเข้าพรรษา  ปีพุทธศักราช ๒๕๕๖ ก็เห็นสมควรแก่เวลา

ด้วยอานุภาพของพระพุทธเจ้า ของพระธรรม ของพระอริยสงฆ์จงเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้สาธุชนทุก ๆ ท่านได้เข้าถึงความสุข มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญ...


พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ที่องค์พ่อแม่ครูอาจารย์เมตตาให้นำมาบรรยาย

เช้าวันที่ ๒๓ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๖


หมายเลขบันทึก: 543428เขียนเมื่อ 24 กรกฎาคม 2013 05:40 น. ()แก้ไขเมื่อ 24 กรกฎาคม 2013 05:40 น. ()สัญญาอนุญาต: ไม่สงวนสิทธิ์ใดๆ


ความเห็น (1)

สาธุ สาธุ อนุโมทนาค่ะ 

ที่กล่าวมานั้นเห็นด้วยเพราะสำหรับตัวเองแล้ว

ก่อนเคยอธิษฐานจิตหลังทำบุญแล้วว่าเกิดชาติหน้าฉันใดขอให้พบแต่ความสุข

พบแต่คนดี สังคมดี นี่แสดงว่ายังมีกิเลสมากอยู่ ยังมีหวัง

แต่ภายหลังเปลี่ยนความคิดใหม่ว่า ทำดีทุกเวลาทุกโอกาส ไม่มีโอกาสก็หาโอกาส

และอธิษฐานจิตเปลี่ยนเป็นขอให้พบพระนิพพานโดยเร็ว ไม่ได้พบก็ขอให้ได้อยู่บนเส้นทาง

ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตลอดไป สาธุ สาธุ ค่ะ

 

 

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี