DOT ใกล้ใจ  ห่วงใยใกล้ชิด

    สกล  นะนวน

นักวิชาการสาธารณสุข 

โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านบางคราม

การเยียวยาผู้คนในชุมชน  เปรียบได้กับมหกรรม “สลัดช่อสบัดสี” จากผู้หวังดีมากหน้าหลายตา และคนเจ็บไข้ได้ป่วยก็จะต้อง “อยู่” เพื่อเดินหน้าต่อสู้ไปพร้อมๆกัน  พร้อมด้วยผลรวมจากสภาวะจิตของทุกคนที่เข้ามามีส่วนร่วม… ดีไม่ดีเป็นอีกเรื่องหนึ่ง  ณ จุดตรงนี้ทำให้ผมได้นำไปคิดต่อ ใคร่ครวญต่อ ออกมาเป็นปัจฉิมลิขิตสำหรับเรื่องนี้ได้อีกหนึ่งบทความ

คงจำกันได้ว่า สมัยหนึ่งเมื่อยังไม่มียารักษาวัณโรค ผู้ป่วยทั่วโลกต้องป่วยเจ็บล้มตายด้วยโรคนี้เป็นอันมาก เมื่อมียาสเต็ปโตมัยซินออกมาเป็นตัวแรกที่ใช้ฆ่าเชื้อวัณโรค ก็ยังไม่สามารถกำจัดโรคนี้ออกไปได้ทั้งหมด จนกระทั่งมีการพัฒนายารักษาวัณโรคขึ้นมาอีกมากมายหลายตัว รวมทั้งมีวัคซีนฉีดสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็กแรกเกิดด้วย ทำให้ชาวโลกคาดหวังว่าจะสามารถกำจัดเชื้อวัณโรคตัวร้ายนี้ออกไปจากโลกมนุษย์ได้โดยเด็ดขาด ในระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งก็ใกล้ความเป็นจริงในสมัยที่ผ่านมาแล้ว

จากจุดเริ่มต้นของการทำงาน โดยที่เป็นเด็กจบใหม่ ประสบการณ์ยังไม่มีเลยครับ ตำแหน่งที่ได้รับในครั้งแรกนั้น นักวิชาการสาธารณสุข ซึ่งเก็บสะสมวิชาการมาเพียบ ก้าวสู่ที่ทำงานแห่งแรกนั่นคือ ฝ่ายเวชปฏิบัติครอบครัวและชุมชนโรงพยาบาลถ้ำพรรณรา รับผิดชอบงานทั้งในส่วนของงานควบคุมโรคติดต่อและโรคไม่ติดต่อ ตลอดจนคลินิกสุขภาพเด็กดี  แต่งานที่ถนัด ณ ตอนนั้น คือ งานวัณโรค วันแรกที่เข้าทำงานที่นั่นก็ต้องประเดิมด้วยการไปประชุมแนวทางการดำเนินงานสำหรับผู้ป่วยวัณโรค และประเด็นสำคัญในวันนั้นก็คือคำว่า DOT” ก็นึกในใจอยู่พักหนึ่งว่ามันคืออะไร แค่รู้ว่ามันเป็นวิธีหนึ่งในการดูแลผู้ป่วยวัณโรค หลังจากวันนั้นก็ได้กลับมาทำงาน ก็ได้รับหนังสือเชิญ ให้ผู้รับผิดชอบงานวัณโรคเข้าอบรม  ในระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์ ก็เป็นเวลานานทีเดียวในการทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งกับคำว่า “DOT” รวมถึงผู้เข้าร่วมอบรมท่านอื่นๆที่เป็นหน้าใหม่ของผู้รับผิดชอบงานวัณโรค

หลังจากอบรมเสร็จก็นำวิธีการต่างๆที่ได้รับจากการอบรม มาใช้ในผู้ป่วยที่เป็นวัณโรค ซึ่งวิธีการดังกล่าวคือ การทำ DOT โดยการให้ผู้ป่วยมากินยาต่อหน้าเจ้าหน้าที่ ทุกวัน จนกว่าจะสิ้นสุดการรักษา วิธีการนี้ทำให้ผู้ป่วยหลายคนเบื่อหน่ายไม่อยากมา ขนาดยาที่ต้องกินก็เยอะอยู่แล้วในช่วงสองเดือนแรกที่อยู่ในระยะเข้มข้น ดันต้องมากินยาต่อหน้าเจ้าหน้าที่อีกที่โรงพยาบาล ผู้ป่วยบางคนก็มาบ้างไม่มาบ้าง ในรายที่ไม่มาก็ตามไปถึงบ้านค้นหาสาเหตุว่าทำไมไม่ได้มา ก็ได้คำตอบกลับมาว่า ไม่มีใครพาไป บางคนก็บอกว่าตัวเองกินยาได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องให้มีใครมาบังคับการกินยา

ณ บ้านหลังเล็ก ดูโทรมๆหลังนั้น บรรยากาศรอบบ้านดูเงียบสงบ ดูเหมือนไม่มีใครอาศัยอยู่ แต่บ้านหลังนี้คือผู้ป่วยของผม ผมเดินเข้าไปเงียบเชียบเข้าไป เห็นใครสักคน นอนนิ่งๆ สลับเสียงไอเบาในลำคอเบาๆ หญิงชราผงกหัวขึ้นเบาๆ ยิ้มให้กับผมผู้มาเยือน

เธอคือ “ยายเสริม” นั่นเอง ยายเสริมเป็นผู้ป่วยวัณโรคของผม ที่ผมดูแลมาโดยตลอด แต่ปัญหาที่ผมพบเจอก็คือ ยายไม่ยอมทานยาตามที่กำหนดไว้ วันนี้ผมถือโอกาสมาเยี่ยมบ้านและนั่งพูดคุยกับยายเสริม  เป็นหญิง อายุ ๗๕ ปี ได้รับการวินิจฉัย ว่ามีผลเสมหะ เป็น Possitive 1+  ทางเภสัชกรได้จัดยาวัณโรคให้ ยายเสริมได้รับยาสูตร 2HRZE/4HR  ผมได้เข้าไปช่วยพี่เภสัชจัดยาในฐานะผู้รับผิดชอบงานวัณโรค เพื่อให้ง่ายต่อการกินยาของผู้ป่วยเลยจัดยาใส่ซองเล็กๆให้เป็นซองละ1 มื้อ  พอจัดยาเสร็จก็เรียกยายมาให้คำปรึกษา และบอกว่ายายต้องมากินยาที่โรงพยาบาลต่อหน้าเจ้าหน้าที่ทุกวัน เพื่อป้องกันผู้ป่วยลืมกินยาและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาผู้ป่วยให้หายขาดตามแนวทางการรักษา  แกก็ยอมรับแนวทางการรักษา หลังจากวันนั้นยายก็กลับไป รุ่งเช้าแกก็มาตามนัด  แกก็เล่าให้ฟังว่า“หลังกินยาวัณโรคไปซองเล็กที่หมอจัดชุดรวมให้ ก็รากแตก ใจไม่ดี นอนไม่หลับคิดแค่ว่าไม่อยากจะกินยาต่อแล้ว แต่ด้วยว่าอยากหายก็กล้ากลืนฝืนกินนึกขึ้นได้ก็เลยเอายาไปฝังในกล้วยหอมช่วยให้กินยาง่ายขึ้นไม่กวนอก  ปรากฏว่าดีขึ้น พอถึงวันนัดก็มาตามกำหนด... ชั้นเป็นคนตั้งใจนะหมออยากหาย” บางครั้งแกก็เอาหลักฐานที่เป็นซองใส่ยามาให้ดูว่าตัวเองกินยาทุกมื้อ ไม่เคยขาด แต่ดันวันนั้นลูกของคุณยายท่านนี้อยู่พอดี จึงเดินเข้าไปหยิบยาที่อยู่ใต้ที่นอนของยายมาให้ดูว่ายายแกไม่ได้กินยาตามที่แกบอกให้ฟัง แกเอายามาซ่อนใต้ที่นอน แล้วเก็บซองยาไว้เพื่อเก็บเป็นหลักฐาน หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนั้น ผมก็เลยสั่งให้ลูกของยายพายายมากินยาที่โรงพยาบาลทุกวัน ซึ่งลูกของคุณยายท่านนี้ก็ทำงานอยู่ในโรงพยาบาลด้วย หลังจากนั้นลูกก็ได้พายายมากินยาที่โรงพยาบาลทุกวัน สิ่งที่ผมสังเกตได้คือ ยายมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส น้ำหนักของยายเพิ่มขึ้น จนกระทั่งยายแกกินยาครบตามการรักษา ซึ่งของยายท่านนี้ ใช้ระยะเวลาการรักษา ๖ เดือน ผลเสมหะเป็น Negative ผลเอ็กซ์เรย์ปอดก็ปกติด้วย ผมเริ่มมีกำลังใจขึ้นมานิดหนึ่ง ว่าในการทำ DOT มันก็ไม่ยาก หากเราได้ทำมันจริงๆ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวของผู้ป่วยสภาพครอบครัว สิ่งแวดล้อม ที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยแต่ละคนด้วย

 หลังจากวันนั้นถัดมาผมก็ต้องทิ้งงานทั้งหมดที่ได้ทำในโรงพยาบาลแห่งนี้ลง เนื่องจากผมสอบได้ตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุข โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านบางคราม ตำบลคลองท่อมเหนือ อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่  เป็นที่ที่ผมปฏิบัติงานอยู่ ณ ปัจจุบันนี้  ซึ่งเป็นที่ทำงานที่อยู่ใกล้บ้านผมอีกด้วย

วัณโรคถูกรื้อค้นมาทำอีกครั้ง 

หลังจากที่ผมมาปฏิบัติงานอยู่ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านบางคราม เป็นระยะเวลา ๑ ปี ผมก็ได้รับงานวัณโรคมาทำอีกครั้ง เนื่องจากพี่ผู้รับผิดชอบงานคนเก่าได้รับตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ผมก็เลยได้รับงานนี้มาสานต่อ  ประสบกับประสบการณ์ที่ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยวัณโรคก่อนหน้านี้ที่อยู่โรงพยาบาลก็ถือว่าเป็นต้นทุนที่ดีของผม  การเรียนรู้ในครั้งนั้นเริ่มต้นตั้งแต่งานบริการ จนมาเป็นงาน เวลาได้รับแจ้งว่าใครเป็นวัณโรคก็ต้องเข้าไปดูแล  ให้คำปรึกษาเน้นการรับยาอย่างต่อเนื่อง  การป้องกันตนเองรักษาสุขภาพให้สมบูรณ์แข็งแรง  และไม่ให้แพร่ไปสู่ผู้อื่น  

กระบวนการ การทำ DOT ก็ต้องนำมาใช้อีกครั้งในรพ.สต.แห่งนี้ ผู้ป่วยบางรายที่ไม่สามารถมากินยาที่ รพ.สต.ได้ก็ต้องให้ยา อสม.กลับไปเป็นพี่เลี้ยงในการกินยา  และเนื่องจากผมอาศัยอยู่ในเขตตำบลนี้  ผู้ป่วยบางรายที่อยู่ในหมู่บ้านก็ต้องมาเอายาที่บ้านผม  โดยผมจะเป็นคนดูแลกำกับการกินยาให้  แต่โรคโรคนี้เมื่อเกิดขึ้นกับผู้ป่วยแล้วไม่สามารถบอกให้ใครรู้ได้ เป็นโรคที่สังคมรังเกียจชนิดหนึ่งนี่เอง ด้วยความเป็นวิชาชีพและจรรยาบรรณเราก็ต้องปิดบังความลับของคนไข้ไปตามปกติแต่สิ่งที่ต้องทำก็คือ  การติดตามดูแลผู้ป่วยไม่ให้ขาดยาโดยเด็ดขาด เวลาผู้ป่วยมารับยาบางครั้งตัวผู้ป่วยเองก็พูดว่า “ยานี้กินแล้วไม่รูจิหายม่าย มันก็มีสองอย่างนี้แหละ ไม่หายก็ตายเมื่อผมได้ยินดังนั้นก็รู้สึกครุ่นคิดในใจอยู่พักหนึ่ง และอธิบายให้ผู้ป่วยทราบว่าโรคนี้เป็นโรคที่รักษาได้และหายขาดหากกินยาครบและดูแลสุขภาพให้แข็งแรงไม่มีภาวะแทรกซ้อนใดๆ เพราะยาที่ใช้ในการรักษานี้มันยาที่ดีที่สุดในโลกและไม่ใครตายด้วยโรคนี้ หากกินยาครบตามแนวทางการรักษา

ความประทับใจที่ไม่ยิ่งใหญ่ในใจฉัน (ตรงนี้ตั้งใจเขียนครับ)

การทำงานกับผู้ป้วยวัณโรคเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก โดยเฉพาะในชุมชนเล็กๆ ผู้ป่วยจะต้องทำอย่างไรให้เกิดการยอมรับ  การให้กำลังใจ ไปเยี่ยมถึงบ้าน มันก็จริงอยู่ในช่วง ๒ เดือนแรกยังอยู่ในระยะเข้มข้นผู้ป่วยต้องกินยามากหน่อย แต่ก็น้อยกว่าสมัยก่อน ผู้ป่วยบางคนอาจเบื่อที่ต้องกินยาทุกวัน และอาการข้างเคียงก็มีให้เห็นอยู่บ้าง แต่ในช่วงนี้ก็ต้องบอกผู้ป่วยว่า “(พี่ชา) ต้องเข้มแข็งสักหิดนะ ในช่วง ๒ เดือนแรกนี้ พอเดือนต่อไป ยาก็น้อยลงแล้ว ถ้ากินยาทุกวันจนครบผมเชื่อว่าเติ้ลต้องหายขาดจากโรคนี้ได้แน่แค่กำลังใจเล็กๆน้อย ที่บางที่เราอาจมองข้ามจนลืมที่จะมอบให้ในผู้ป่วยกลุ่มนี้ แต่กำลังใจเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยเติมเต็มให้เค้ากลับมามีสุขภาพแข็งแรงและหายจากการเป็นโรคได้อย่างสมบูรณ์

  เพียงแค่หวังว่าการได้เป็นผู้ให้และช่วยเหลือผู้ป่วยกลุ่มนี้ถึงแม้จะเป็นแค่ผู้ป่วยกลุ่มเล็กๆแต่ก็ต้องเห็นความสำคัญ เพราะถ้าเป็นแล้วไม่ได้รับการรักษาโดยทันที ผู้ป่วยก็จะแพร่เชื้ออย่างมากมายมหาศาล ถึงแม้จะเป็นแค่เพียงหมออนามัยหนุ่ม มีประสบการณ์การทำงาน แค่ 2 ปี แต่หากมีปณิธานที่รักในงานบริการสุขภาพ ผมเชื่อว่าสักวัน สิ่งที่ผมทำในวันนี้ คงทำให้ชุมชนที่ผมอยู่ในตำบลคลองท่อมเหนือแห่งนี้คงได้รับ คำว่าความสุขที่แท้จริง รวมทั้งตัวผมด้วย...

ปล.หมอบิน ที่ชาวบ้านเรียกขานในบ้านบางครามแห่งนี้