ประเพณีตักบาตรดอกเข้าพรรษา พระพุทธบาท

                                                                 นายอานนท์ ภาคมาลี (หมอแดง)

ประวัติ ในปี พ.ศ.2149 ในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมแห่งกรุงศรีอยุธยา มีการค้นพบรอยพระพุทธบาท พระเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงศรีอยุธยาได้เสด็จนมัสการพระพุทธบาท เป็นประจำปีสืบมาจนทุกรัชกาล โดยอาศัยเส้นทางที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่ครั้งสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ซึ่งการสร้างถนนหลวงในสมัยนั้นต้องใช้แรงงานช้างเป็นจำนวนมาก เมื่อช้างเจ็บป่วย ได้นำตัวไปรักษาที่วัดโคกโดยหมอควาญช้างบริเวณนั้นจึงเรียกว่า วัดโคกบ้านหมอ"ซึ่งเป็นที่มาของชื่อตำบลและอำเภอบ้านหมอในปัจจุบัน แต่ก่อนนั้นมีตำแหน่งขุนโขลน เป็นผู้ดูแลรักษามณฑปพระพุทธบาท อยู่ที่ เมืองพระพุทธบาท ซึ่งเป็นเมืองจัตวาผู้ปกครองเมืองขึ้นตรงต่อเมืองสระบุรี แต่เนื่องจากบริเวณเมืองพระพุทธบาทระยะนั้น เกิดโรงระบาด เป็นไข้ป่า ใครไปอยู่ก็อยู่ได้ไม่นานก็ล้มตายต้องเปลี่ยนตำแหน่งขุนโขลนกันบ่อย ๆ จนใคร ๆ ก็ไม่กล้าเข้าไปอยู่กัน จึงต้องย้ายที่ว่าการอำเภอมาอยู่ที่ตำบลสะพานช้าง มาจนถึงรัชกาลที่ 5 จึงได้ย้ายที่ทำการจากตำบลบางโขมด (สะพานช้างเดิม) ไปตั้งที่ตำบลขุนโขลนเรียกว่า ศาลาว่าการอำเภอพระพุทธบาท ต่อมาปี พ.ศ.2445 มีการสร้างทางรถไฟไปถึงลพบุรี ตำบลหนองโดนก็มีทางรถไฟผ่าน ครั้นปี พ.ศ.2456 ในสมัยรัชกาลที่ 6 พระพุทธบาทเกิดโรคห่าระบาดขึ้น จึงได้ย้ายที่ว่าการอำเภอ ไปตั้งที่ตำบลหนองโดน เพื่อสะดวกต่อการคมนาคมในสมัยนั้น และเปลี่ยนชื่อเป็น ที่ว่าการอำเภอหนองโดน บ้านหมอและพระพุทธบาทก็กลายเป็นตำนานหนึ่งของอำเภอหนองโดน
ต่อมา พ.ศ.2464 มีการค้นพบดินขาวที่ใช้ผสมปูนซีเมนต์ได้ที่บ้านหมอ และมีการจ้างกรรมกรซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนจีนขุด ขนส่งไปป้อนโรงงานที่บางซื่อ จากชุมชนเล็ก ๆ บ้านหมอ ก็ได้ขยายตัวจนเป็นชุมชนที่ใหญ่ขึ้นตามลำดับ จนในปี พ.ศ.2484 บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด ได้มาตั้งโรงงานที่ท่าลาน ตำบลบ้านครัวประกอบกับที่ว่าการอำเภอหนองโดนอยู่ในสภาพที่ทรุดโทรม ทางราชการไม่มีงบประมาณซ่อมแซม หลวงพัฒน์ พงศ์พานิช (พ่อค้าคหบดีชาวจีน ต้นสกุล ผู้พัฒน์) ได้สร้างที่ว่าการอำเภอให้ใหม่ที่ตำบลบ้านหมอ และย้ายอำเภอมาไว้ที่นี่ อำเภอใหม่จึงชื่อว่า ที่ว่าการอำเภอบ้านหมอ) สืบมาจนปัจจุบัน ส่วนหนองโดนและพระพุทธบาทก็กลายเป็นตำบลของอำเภอบ้านหมอ และยกฐานะขึ้นเป็นอำเภอในเวลาต่อมา (อำเภอพระพุทธบาท ได้รับพระราชกฤษฏีกาประกาศยกฐานะของกิ่งพระพุทธบาทเป็นอำเภอพระพุทธบาท เมื่อวันที่ 6 เดือนมิถุนายน พ.ศ.2499)

อำเภอพระพุทธบาท แหล่งรวมมรดกทางพระพุทธศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ประเพณีและภูมิปัญญาไทยของบรรพชนในอดีต วัดที่สำคัญคือ วัดพระพุทธบาท ราชวรมหาวิหาร ในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม พระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงค้นพบรอยพระพุทธบาท พ.ศ. ๒๑๖๗ ทรงเป็นนักปราชญ์ที่มีพระปรีชาสามารถในเรื่องพระพุทธศาสนาเป็นอย่างดี ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อวัดพระพุทธบาท พระองค์ได้บำรุงพระพุทธศาสนา ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลมากมาย ทรงรักความยุติธรรม และโปรดปรานคนดี ทรงเอาใจใส่ ดูแลไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินของพระองค์อย่างเต็มที่

วัดพระพุทธบาท นามทางราชการว่า วัดพระพุทธบาท ราชวรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอกชนิดพิเศษ สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เมื่อปีพุทธศักราช ๒๑๖๗ สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น นับถึงปัจจุบัน (พ.ศ.๒๕๕๖) วัดพระพุทธบาทฯ มีอายุ ๓๘๘ ปี เนื่องมาจากที่พระองค์ได้ทอดพระเนตรรอยพระพุทธบาทประดิษฐาน ณ ที่นั้นมีพระราชศรัทธาเลื่อมใส โปรดเกล้าฯ ให้ช่างก่อเรือนคฤหหลังน้อยครอบรอยพระพุทธบาทไว้ เป็นการชั่วคราวก่อน หลังจากได้เสด็จกลับราชธานีกรุงศรีอยุธยา ได้เริ่มงานสถาปนายกสถานที่รอยพระพุทธบาทขึ้นเป็นพระมหาเจดียสถานและโปรดให้สร้างพระมหามณฑปครอบรอยพระพุทธบาท พร้อมกับโปรดให้ เจ้าพนักงานสร้างพระอารามสำหรับพระภิกษุ สามเณรอยู่อาศัยประจำ เพื่อการดูแลรักษาและบำเพ็ญสมณะธรรมสืบไป

         

  

  

 


 

   

 


ประเพณีตักบาตรดอกเข้าพรรษา อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี มีมานานตั้งแต่ครั้งโบราณกาล พิธีเริ่มตั้งแต่ตอนเช้า ประชาชนและใกล้เคียง พากันไปวัดพระพุทธบาทราชวรวิหารเพื่อทำบุญตักบาตรอาหาร คาวหวาน แด่พระภิกษุสงฆ์ สามเณร  เสร็จจากการทำบุญตักบาตรแล้ว ประชานที่มาทำบุญตักบาตรเสร็จแล้วในตอนเช้า จะพากันออกไปเก็บดอกเข้าพรรษา เพื่อเตรียมเอาไว้ตักบาตร ในตอนบ่ายของวันเดียวกัน ดอกเข้าพรรษาที่ใช้เลือกเอาเฉพาะดอกที่ออกในเดือน 8 ข้างขึ้นเท่านั้น  เป็นที่นิยมมาก และมีเฉพาะในป่าเขา เขตจังหวัดสระบุรีเท่านั้นชาวบ้านเรียกว่า ดอกเข้าพรรษา   ดอกเข้าพรรษานี้ ชื่อทางพฤกษศาสตร์อยู่ในสกุลกลอบบา (Globba) มีลักษณะคล้ายกับต้นกระชายหรือขมิ้น สูง 1 คืบเศษๆ มักขึ้นตามท้องที่ป่าเขาที่มีความชุมชื้นค่อนข้างสูง ลำต้นขึ้นเป็นกอจากหัวหรือเหง้าใต้ดิน ดอก ขนาดเล็ก ออกเป็นช่อส่วนยอดของลำต้นมีหลายสี เช่น ขาว เหลืองเหลืองแซมม่วง และบางต้นก็มีสีน้ำเงินม่วง มีดอกรองรับใน ช่อดอกดูเป็นช่อใหญ่สวยงาม โดยเฉพาะชนิดดอกเหลืองจะมีกลีบรองสีม่วงสะดุดตามาก ชาวบ้านบางคนจึงเรียกว่า ดอกยูงทอง หรือ ดอกหงส์ทอง ดอกไม้นี้พบมากตามไหล่เขาโพธิ์ลังกา หรือเขา สุวรรณบรรพต เขาช้าง หรือเขาเซียน เทือกเขาวง เขาผุ บรรดาเขาเหล่านี้อยู่ในเขตติดต่อกัน 3 ตำบล คือ ตำบลขุนโขลน ตำบลพุกร่าง อำเภอพระพุทธบาท และตำบลพุแค อำเภอเฉลิมพระเกียรติฯ  จังหวัดสระบุรีเมื่อเก็บ ดอกเข้าพรรษามาแล้วก็นำมามัดรวมกับธูปเทียนเสร็จแล้วชาวบ้านมาตั้งแถวอยู่ริมถนนทั้ง 2 ข้าง เริ่มตั้งแต่ประตูปากทางถนนสายคู่ ผ่านวงเวียนไปจนถึงประตูพระมณฑปพระพุทธบาท เมื่อถึงเวลาอันเป็นมงคลมีขบวนนำหน้าพระภิกษุสงฆ์ เป็น ขบวนแห่กลองยาว พร้อมด้วยนางรำรำหน้ากลองยาวอย่างสนุกสนานครึกครื้นทั้งสองฟากแออัดด้วยฝูงชน ต่อจากขบวนกลองยาวเป็นพระพุทธรูปขึ้นประดิษฐานบนรถแห่ตามมาจากนั้นเป็นขบวนพระสงฆ์เดินมาเพื่อบิณฑบาตดอกเข้าพรรษา แต่เดิมเมื่อถึงเวลาตักบาตรดอกเข้าพรรษา ผู้เป็นหัวหน้าประชาชนจะกล่าวคำนำถวายดอกเข้าพรรษา เป็นคำบาลีและคำไทยดังนี้ อิมานิ มยํ ภนฺเต วรปุปผานิ สงฺฆสิส โอโณชยาม สาธุโน ภนฺเต สงโฆ อิมานิ วรปุปผานิ ปฏคฺคณฺหาตุ อมฺหาถํ ทีฆรตฺตํ หิตายสุขาย แปลว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอน้อมถวายซึ่งดอกเข้าพรรษา อันประเสริฐทั้ง หลายเหล่านี้ แด่พระสงฆ์ จงรับซึ่งดอกเข้าพรรษาอันประเสริฐทั้งหลายเหล่านี้เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและเพื่อความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายสิ้นกาลนานเทอญ

พระสงฆ์รับดอกเข้าพรรษาไปเรื่อยๆ ไปจนถึงประตูพระมณฑปพระพุทธบาทแล้วก็เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีของฆราวาส ส่วน พิธีการด้านพระภิกษุสงฆ์ เมื่อรับบิณฑบาตดอกเข้าพรรษาแล้ว เครื่องสักการะวันทา รอยพระพุทธบาท อันเป็น เวลาพลบค่ำ ยังนำเอาดอกเข้าพรรษามาวันทาพระเจดีย์ จุฬามณี ก็นำออกไปในมณฑป พระพุทธบาท อันเป็นเจดีย์ที่บรรจุ พระเขี้ยวแก้วจำลองของพระองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีก แล้วนำไปสักการะ พระเจดีย์ พระมหาธาตุองค์ใหญ่ ซึ่งชาว พุทธถือกันว่าเป็นเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ (กระดูกซี่โครงของพระพุทธเจ้า) พระเจดีย์องค์นี้เหมือนกับเจดีย์พระธาตุพนม เป็นการคารวะต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จากนั้นพระภิกษุสงฆ์และ สามเณรทั้งหมดก็จะเดินตรงไปเข้า อุโบสถสวดอธิษฐานเข้าพรรษา เปล่งวาจาอยู่ในอาณาเขตที่จำกัด ในระหว่าง ฤดูกาลเข้าพรรษาในขณะที่พระภิกษุสงฆ์ และสามเณรจะเข้าอุโบสถบริเวณบันได ประชาชนนำน้ำ สะอาด ล้างเท้าแด่พระภิกษุสงฆ์ด้วยความเข้าใจว่าเป็นการชำระ ล้างบาปของตนที่ได้กระทำให้หมดสิ้นไป แล้วย้อนกลับ ขึ้นไปยังพระมณฑปอีกครั้ง เป็นการปฐมเทศนาขอปฏิบัติตาม ทางธรรมของพระพุทธองค์ทุกประการ เป็นอันเสร็จ สิ้นพิธีสงฆ์ในวันตักบาตรดอกเข้าพรรษา ของชาวพระพุทธบาท

ประเพณีตักบาตรดอกเข้าพรรษา้ จัดเป็นเทศกาลที่สำคัญ เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธ ประวัติ อันเป็นการบูชาต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กล่าวคือ เมื่อครั้งที่พระพุทธองค์เสด็จขึ้นไป โปรด พุทธมารดาบนเทวโลกนั้น พระองค์ได้เสด็จประทับอยู่บนเทวโลก เพื่อโปรดพุทธมารดา ตลอดพรรษานั้น บรรดา อาณาประชาราษฎร์ทั้งหลายต่างคิดคำนึงถึงพระบรมศาสดา และต่างรอคอยการเสด็จกลับของพระพุทธ องค์ อยู่ตลอดเวลา ครั้นถึงวันเสด็จกลับพระพุทธองค์ชาวเมืองได้ทราบข่าวต่างดีอกดีใจเตรียม การต้อนรับการเสด็จ กลับของพระพุทธองค์อย่างมโหฬารยิ่งเมื่อพระพุทธองค์ได้เสด็จกลับมนุษย์โลกที่เมืองสังกัสสะเหล่าเทพยดาทั้ง หลายได้เนรมิตบันไดทองบันไดเงิน และบันไดแก้ว ถวายแด่พระองค์ ส่วนชาวเมืองสังกัสสะ ตั้งแต่พระราชา ตลอดจนประชาราษฎร์ทั้งหลาย รวมตลอดถึงท้าวพระยามหากษัตริย์และราษฎรจากนครอื่น ต่างมาร่วมเฝ้ารับ เสด็จอย่างล้นหลาม พร้อมจัดเตรียมบุบผามาลาเครื่องสักการะต่างๆ เพื่อเป็นพุทธบูชาครั้นถึงเวลาเสด็จ พระพุทธองค์ทรงเสด็จดำเนินทางบันได้แก้ว บรรดาเทพยดาต่างถวายสักการะ องค์พระพรหมและสักกะเทวธาร นำฉัตรเครื่องสูงบังสูรย์กางกั้นองค์พระบรมศาสดา เทพยดาทั้งหลายต่างประโคมดนตรีโปรยดอกเข้าพรรษาและตาม เสด็จพระพุทธองค์เพื่อถวายการส่งเสด็จกลับมนุษย์โลก เมื่อพระองค์เสด็จถึงมนุษย์โลกที่เมืองสังกัสสะนั้น เหล่า บรรดามหากษัตริย์และอาณาประชาราษฎร์ต่างปลื้ม ปิติโสมนัส ทำการบูชาพระบรมศาสดาด้วยดอกเข้าพรรษาของหอม ต่างๆ อย่างมากมายชาวมอญได้นำเอาพุทธประวัติตอนดังกล่าวนี้มาจัดเป็นพิธีตักบาตรดอกเข้าพรรษา

งานประเพณีตักบาตรดอกเข้าพรรษา ประจำปี 2556 เริ่มตั้งแต่วันที่ 21 – 22 – 23 กรกฎาคม 2556 เวลา 10.00 น. และเวลา 14.00 น. วันละ 2 รอบ รวมจัดงาน 3 วัน

             


ยักษ์เฝ้าประตู ที่ประตูเข้าลานพระพุทธบาท มียักษ์ปูนปั้น ๒ ตน ยืนอยู่ริมประตูนอกกำแพงกั้นลานพระพุทธบาทแต่ละตนปั้นเป็นยักษ์หลายหน้า ยักษ์ ๒ ตนปัจจุบันนี้ เป็นของสร้างซ่อม

ขึ้นมาใหม่ คงจะซ่อมตามรูปเดิมที่มีมา ที่ประตูเข้าลานพระพุทธบาท มียักษ์ปูนปั้น ๒ ตน ยืนอยู่ริมประตูนอกกำแพงกั้นลานพระพุทธบาทแต่ละตนปั้นเป็นยักษ์หลายหน้า ยักษ์ ๒ ตนปัจจุบันนี้ เป็นของสร้างซ่อมขึ้นมาใหม่ คงจะซ่อมตามรูปเดิมที่มีมา

                           

ระฆังแขวน ริมกำแพงแก้ว ซึ่งล้อมพระมณฑปพระพุทธบาททางด้านเหนือ มีระฆังแขวนอยู่หลายสิบใบระฆังเหล่านี้แขวนไว้เพื่อให้พุทธศาสนิกชนทั้งหลายตีถวายเป็นพุทธบูชา หลังจากปิดทองรอยพระพุทธบาท และบริจาคทานเสร็จแล้ว ปัจจุบันได้ปรับปรุงโดยปรับภูมิทัศน์พระมณฑปให้มีความสง่างามเมื่อมองจากด้านล่างขึ้นไปจึงนำระฆังแขวนมาไว้ด้านล่าง โดยกำหนดให้มีระฆังเก่าแก่เพียง ๗๒ ใบ เพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ ๖ รอบ คือ ๗๒ พรรษา

ศาลพระกาฬ เป็นศาลาหลังเล็ก อยู่หลังพระอุโบสถ ตัวศาลาของเดิม ชำรุด ทรุดโทรม ได้รื้อสร้างใหม่ เมื่อพ.ศ.๒๔๖๙ ที่ศาลนี้มีเทวรูป ยืน ๔ องค์ นั่ง ๒ องค์ รวม ๖ องค์ ด้วยกันเทวรูปเหล่านี้ ทำด้วยศิลาทราย เป็นฝีมือช่างขอมขุดพบที่ เมืองโบราณ เรียกกันว่า เมืองขีดขิน ซึ่งตั้งอยู่ที่ ท้องที่อำเภอบ้านหมอ ในปัจจุบันนำมาประดิษฐานไว้ที่ พระพุทธบาทตั้งแต่สมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระเจดีย์พระธาตุพนม ตั้งอยู่หน้าพระวิหารป่าเลไลย ภายในเจดีย์ประดิษฐานพระพุทธรูปเป็นที่สักการะอีกแห่งหนึ่ง พระเจดีย์พระธาตุพนมนี้ สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพย์ในรัชกาล พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวแห่ง กรุงรัตนโกสินทร์ทรงสร้างตามแบบพระธาตุพนมเพราะทรงเลื่อมใส ศรัทธาพระธาตุพนมที่จังหวัดนครพนมยิ่งนัก เมื่อพระองค์เสด็จกลับจากเมืองเวียงจันทน์ ทรงแวะนมัสการรอยพระพุทธบาทก่อนเข้าสู่กรุงเทพฯ ทรงพระราชศรัทธาถวายเครื่องสูงที่แห่เสด็จในงานพระราชสงครามนั้น ไว้เป็นพุทธบูชา เวลานี้เก็บรักษาไว้ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งพระพุทธบาท

พระมกุฎภัณฑเจดีย์ เป็นเจดีย์ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้สร้างด้วยศิลาอ่อนทั้งองค์เพื่อบรรจุพระบรมธาตุในปี พ.ศ. ๒๔๐๓ อยู่ด้านเหนือใกล้กับองค์พระมณฑป

พระวิหารป่าเลไลย

ตั้งอยู่ด้านใต้พระมณฑปเป็นวิหารก่ออิฐถือปูน ประตูหน้าต่างสลักลวดลาย หลังคามุงกระเบื้องไทย เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางป่าเลไลย หน้าตักกว้าง ๓.๕๐ เมตรและยังมีพระพุทธรูปปางไสยาสน์ ขนาดองค์ยาว ๖.๒๐ เมตร กับ พระพุทธรูปปางต่างๆ เป็นที่สักการะแห่งหนึ่งบูรณะใหม่หลังคาเปลี่ยนมุงกระเบื้องเคลือบสี พ.ศ. ๒๔๙๖

พระอุโบสถวัดพระพุทธบาท

อยู่ใกล้ประตูยักษ์ทางขึ้นพระมณฑปด้านทิศใต้ สร้างในรัชกาลพระเจ้าทรงธรรม สมัยกรุงศรีอยุธยา ภายในพระอุโบสถมี พระพุทธรูปอยู่หลายองค์ พระประธาน เป็นพระพุทธรูปประทับยืน ปางรำพึง ฝีมือช่างสมัยอยุธยา พระอุโบสถนี้มีแปลกอยู่ก็ตรงที่ทำเสาติดกับผนังด้านใน เฉพาะตัวเสามีบัวหัวเสา และทำลวดลายกระจัง ปิดทอง ประดับกระจก ส่วนผนังพระอุโบสถนั้น คงฉาบปูนไว้เกลี้ยง บานประตู หน้าต่าง มีตราประจำ ๔ รัชกาล ส่วนประตูด้านตะวันออกนั้น ทำเป็นรูปเสี้ยวกาง และมีลายดอกพุดตาน ลักษณะเด่นของพระอุโบสถ มีประตู ๔ ประตู มีประตูเข้า ๓ ประตู ประตูออก ๑ ประตู

วิหารคลัง 3 หลัง เรียกชื่อตามที่อยู่ตอนเชิงเขาข้างล่าง ตรงกลาง และข้างบนเนินเขา คือ วิหารหลังที่อยู่ข้างล่างเรียกว่า วิหารคลังล่าง อยู่ตรงกลางเรียกว่า วิหารคลังกลาง และวิหารที่อยู่เหนือขึ้นไปเรียกว่า วิหารคลังบน วิหารเหล่านี้มีลักษณะทรงไทย ก่ออิฐถือปูน ซุ้มประตูและบานหน้าต่างสลักลวดลายหลังคามุงกระเบื้องไทยสร้างมาตั้งแต่แผ่นดินสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม เดิมเป็นที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้วและเก็บเครื่องพุทธบูชา พระวิหารทั้ง ๓ หลังนี้ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่หมดทั้ง ๓ หลังการซ่อมครั้งหลังได้กระทำเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๗ พระวิหารคลังล่าง ปัจจุบันเรียกว่า "วิหารจีน" มูลเหตุที่ได้ชื่ออย่างนั้นก็เนื่องจากเป็นที่ออกฮู้ธง ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๐ เป็นต้นมาวิหารหลังนี้จึงได้นามว่า วิหารจีนแต่ครั้งนั้นและพุทธศาสนิกชนชาวจีนที่มาจากประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ ได้มานมัสการรอยพระพุทธบาทจำนวนมากต่างมีความเชื่อว่าเป็นที่สถิตของ พระซำปอกง วิหารคลังล่างมีพระพุทธรูปจีนองค์ใหญ่ที่เรียกว่า พระกวนอิม กับพระพุทธรูปสมัยต่างๆ หลายองค์ในงานเทศกาลนมัสการรอยพระพุทธบาท ชาวจีนหลั่งไหลกันเข้าไปนมัสการพระพุทธรูปในวิหารนี้แน่นขนัด ต่างทำพิธีบูชาตามลัทธินิยมและปิดทองพระ เสียงสวดมนต์ เสียงสั่นติ้ว และเสียงประทัดดังสนั่นหวั่นไหว แม้คนไทยก็พอใจเสี่ยงโชค นับว่าเป็นสถานที่สำคัญแห่งหนึ่ง


พระที่นั่งเย็น เดิมเป็นศาลาประโคมเป็นสถานที่ประโคมดนตรีถวายเป็นพุทธบูชา ต่อมาได้บูรณะใหม่เป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เมื่อคราวเสด็จยกยอดพระจุลมงกุฎพระมณฑปพระพุทธบาท พ.ศ. ๒๔๙๕

                                   
ศาลาฤๅษีจำลองหรือฤๅษีหมอ นี้ตั้งอยู่เชิงเขาโพธิ์ลังกา เสาก่ออิฐถือปูน หลังคามุงกระเบื้องไทยสร้างสมัยกรุงศรีอยุธยา ศาลาหลังนี้มีรูปฤๅษีจำลองคือ สัจพันธ์ฤๅษีตั้งอยู่กลางศาลาพระฤๅษีนี้ มีประชาชนนิยมนับถือว่า มีความศักดิ์สิทธิ์ผู้ใดเจ็บป่วยไปกราบไหว้ อธิษฐาน ขอน้ำมนต์อาบหรือดื่มก็หาย นับว่าเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่ง

ศาลาปักขวด อยู่เชิงเขาโพธิ์ลังกาด้านทิศใต้ พระวิหารป่าเลไลยก่ออิฐถือปูน หลังคามุงกระเบื้องไทย ได้รับการบูรณะใหม่ปี พ.ศ. ๒๔๙๖

วิหารพระพุทธบาทสี่รอย
อยู่ริมประตูทางเข้าด้านประตูเสด็จ เป็นของสร้างแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองแห่งกรุงศรีอยุธยา ภายในพระวิหารมีรอยพระพุทธบาทโลหะทำซ้อนกันเป็นสี่รอยซึ่งหมายถึงการเสด็จอุบัติของพระพุทธเจ้า ๔ พระองค์ คือ พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ พระกัสสปะ พระโคตมะ และมีพระพุทธรูปสมัยอยุธยาหลายองค์ รูปภิกษุณี และเจดีย์ศิลาอีกองค์หนึ่ง ซึ่งสมเด็จพระพุฒาจารย์ ผู้กำกับการพระพุทธบาทได้ชะลอไปจากวัดพระศรีรัตนะศาสดาราม ในงานเทศกาลเดือน ๓ เดือน ๔ มีพุทธศาสนิกชนนิยมพากันไปสักการะ ยกช้างเสี่ยงทาย พระวิหารหลังนี้ได้รับการบูรณะในสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และบูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่ เปลี่ยนหลังคาเป็นกระเบื้องเคลือบสี ในปี พ.ศ. ๒๔๙๗

พระวิหารหลวง แต่เดิมเป็นที่ประทับเจ้านายฝ่ายในที่ตามเสด็จ ในปัจจุบันได้จัดเป็นพิพิธภัณฑ์โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ มีพระภูษาของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงเจริญพระราชศรัทธา บริจาคถวายเป็นพุทธบูชา ก็ได้รวบรวมบรรจุไว้ในตู้เรียงรายเป็นหมวดหมู่ นอกจากสิ่งของที่พระราชทานแล้วยังมีของเก่าที่พุทธบริษัททั้งบรรพชิตคฤหัสถ์ถวายเป็นพุทธบูชา อีกมากมายหลายอย่างล้วนแล้วเป็นของน่าดูชม
ภายในยังมีพระพุทธรูปสำคัญอีกหลายองค์ ในพิพิธภัณฑสถานมีแยกออกเป็นหมวดใหญ่ๆ ดังนี้
๑. เครื่องมหัคฆภัณฑ์ มีรอยพระพุทธบาทจำลองทองคำ เครื่องเพชร เครื่องทอง ทางวัดได้ทำห้องกั้นลูกกรงเหล็กเก็บไว้กลางวิหาร
๒.เครื่องเบญจรงค์ 

๓.พระพุทธรูปและพระพิมพ์สมัยต่างๆ
๔.เครื่องถมปัทม์

๕.ต้นไม้เงินและต้นไม้ทอง
๖.เครื่องลายคราม

๗.เครื่องสูงและสัปคับ
๘. เครื่องสังคโลก

๙.เครื่องมุก

  

เขาเซียน อยู่ห่างจากวัดพระพุทธบาท อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ประมาณ 1 กิโลเมตร เขาเซียนเป็นสถานที่ท่องเที่ยว สำหรับผู้ที่ชอบขึ้นเขา ชมวิวทิวทัศน์และทัศนียภาพอันสวยงาม มีบันไดคอนกรีตขึ้นไป นับได้ 760 ขั้น ในระยะทางขึ้น ได้สร้างศาลาทรงจีน ให้นักท่องเที่ยวได้พักเป็นระยะ ภูเขาเทือกนี้ เดิมมีชื่อเรียกว่า เขาช้าง ต่อมาเรียกว่าเขาเซียน เนื่องจากบนเขานั้นเป็นที่สถิตของ 7 เซียน ซึ่งได้ปั้นรูปจำลองไว้ มีวิหารจีน ที่คนจีนเลื่อมใสนับถือมาก สร้างขึ้นเมื่อใด ไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจน 

ปูชนียสถาน  สรรพศิลป์ สรรพศาสตร์ ในวัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดพิเศษ ในสมัยพระเจ้าทรงธรรม โปรดให้สร้างพระมหามณฑป บนไหล่เขา นับเป็นสถาปัตยกรรม ที่พระมหากษัตราธิราชเจ้า ตั้งแต่กรุงศรีอยุธยา จนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ทรงโปรดให้สร้าง และซ่อมด้วยฝีมือช่าง อันประณีต สวยงามเป็นอย่างยิ่ง

 เขาโพธิ์ลังกา ตั้งอยู่ด้านตะวันออกพระมณฑป เขาลูกนี้กระมังที่เรียกว่า สุวรรณบรรพต ในพระราชพงศาวดารที่มาเรียกว่า เขาโพธิ์ลังกาคงจะเนื่องมาจากได้นำเอาพันธุ์พระศรีมหาโพธิ์จากลังกามาปลูกไว้ในบริเวณ เขาโพธิ์ลังกามีพระเจดีย์ขนาดต่างๆ หลายองค์องค์หนึ่งสร้างไว้บนยอดเขา ทิศตะวันตก สูงเด่นแลเห็นได้แต่ไกล เป็นเครื่องหมายแห่งพระพุทธบาทได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ยังมีวิหารตั้งเรียงรายอยู่ตามไหล่เขาอีกหลายหลัง

คลองน้ำประวัติศาสตร์ (ครองโบราณ) มีอยู่หลายคลอง เช่นคลองธารเกษม คลองธารทองแดง คลองโอบ (ตื้นเขินหมดแล้ว) บริเวณหน้าหมู่บ้าน อยู่ติดกับวัดพระพุทธบาทฯบ่อโพรงเป็นบ่อน้ำซับมี 3 บ่ออยู่บริเวณทางเข้าวัดพระพุทธบาทฯ

                                         

 ถ้ำประทุน อยู่เชิงเขาทิศตะวันออก ของวัดพระพุทธบาทฯ ห่างประมาณ ๑ กิโลเมตร มีลักษณะ คล้ายกับประทุนเรือ ตรงปากถ้ำเป็นสำนักสงฆ์จีนมีพระพุทธรูปทั้งของไทยและของจีนประดิษฐานอยู่หลายองค์ นอกจากนี้ยังจัดเป็น สถานที่สงเคราะห์คนชรา ชาวจีนอีกด้วย ถ้ำนี้แบ่งเป็น ๓ ตอน มีทางเดิน ทะลุถึงกันได้ตลอด ถ้ำทางตอนเหนือมีพระพุทธรูปจีนองค์ใหญ่อยู่ตรงปากถ้ำ ถ้ำตอนกลางประดิษฐานพระพุทธรูปทั้งของไทยและของจีน ถ้ำตอนใต้มีพระเจดีย์ศิลาซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ นำเข้ามาจากเมืองจีน ทำทรงกลม แบบเจดีย์ลังกา และทรงบรรจุพระบรมธาตุ กับมีพระพุทธรูปศิลา อีกหลายองค์และพระพุทธรูปสำคัญคือหลวงพ่อโต                    

                                      

บ่อพรานล้างเนื้อ อยู่ห่างจากวัดพระพุทธบาทฯ ประมาณ 1 กิโลเมตร เชื่อกันว่าพรานบุญผู้ซึ่งค้นพบรอยพระพุทธบาท ได้เคยล้างเนื้อในบ่อนี้จึงมีผู้นับถือกันว่าเป็นบ่อน้ำที่สำคัญแห่งหนึ่ง

และในบริเวณใกล้เคียงยังมีบ่อปักหอก ซึ่งมีสภาพเป็นรูเล็กๆ ปรากฏอยู่บนหิน เชื่อกันว่าพรานบุญได้ใช้บ่อนี้เป็นที่ปักหอกไว้ บ่อน้ำนี้จะมีน้ำเต็มอยู่ตลอดเวลามีผู้นับถือว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวจีนซึ่งพากันเดินทางมาจากทุกหนแห่ง เพื่อจะได้น้ำในบ่อนี้ไปบริโภคและฝากญาติมิตรเรียกว่า เซียนจุ้ย

  

โมกราชินี พรรณไม้ชนิดใหม่ของโลก ค้นพบโดย ศาสตราจารย์ ดร.ธวัชชัย สันติสุข ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านสำรวจและจำแนกพรรณไม้ กรมป่าไม้ในระหว่างการสำรวจพรรณพฤกษชาติภูเขา หินปูน ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๔ จากการศึกษาค้นคว้าเอกสารและตรวจสอบตัวอย่างพรรณไม้จากต่างประเทศหลายประเทศไม่เคยปรากฏชื่อหรือรายงานลักษณะรูปพรรณของพรรณไม้ชนิดนี้มาก่อนDr.D.J.Middleton ผู้เชี่ยวชาญพรรณไม้วงศ์APOCYNACEAE ของโลกแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา ยืนยันและสนับสนุนการยกรูปพรรณพรรณไม้สกุลโมกมัน (WRIGHTIA) นี้เป็นพรรณไม้ชนิดใหม่ของโลกพรรณไม้ใหม่นี้เป็นชนิดที่มีลักษณะเป็นเอกลักษณ์มีลักษณะดอกที่สวยงาม จัดเป็นพรรณไม้ ถิ่นเดียว (Endemic species) พบเฉพาะในประเทศไทย มีสถานภาพเป็นพรรณไม้ที่หายากและใกล้จะสูญพันธุ์ชนิดหนึ่งของโลก (Rare and endangered species) กรมป่าไม้จึงขอพระราชทานพระราชานุญาติ ใช้ชื่อพันธุ์ไม้ชนิดใหม่ของสกุล WRIGHTIA ตามพระนามของสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ว่า "WRIGHTIA SIRIKITIAE MID. & SANTISUK" เพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณของสมเด็จพระบรมราชินีนาถ จากการที่ได้ทรงสนับสนุน และทรงริเริ่ม โครงการต่าง ๆ ด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากร ความหลากหลายทางชีวภาพในประเทศไทยอย่างจริงจังและต่อเนื่อง นับว่าเป็นพรรณไม้ชื่อตาม พระนามต้นแรกที่เป็นไม้พื้นเมืองของประเทศไทยโมกราชินี เป็นต้นไม้ขนาดเล็ก ผลัดใบ สูงประมาณ ๔-๖ เมตรทุกส่วนของต้นมียางสีขาวข้นเปลือกลำต้นมีสีน้ำตาลอ่อน มีตุ่มใหญ่หนาแน่นใบเดี่ยว ออกตรงข้ามเป็นคู่ มีขนนุ่มประปราย ดอก สีขาวกลิ่นหอมอ่อน ผลออกเป็นฝักคู่ รูปคล้ายกระบองยาว ฝักอ่อนสีเขียว ฝักแก่สีน้ำตาลอ่อนแตกออกตามตะเข็บด้านในเมื่อฝักแห้ง ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก ปลายเมล็ดเป็นกระจุกพู่ขนโมกราชินี พบขึ้นห่างๆ ไม่กี่ต้น ตามซอกหินของภูเขาหินปูนที่แห้งแล้ง ในป่าละเมาะผลัดใบตามธรรมชาติรอบอาณาเขตของวัดพระพุทธบาทฯ จังหวัดสระบุรีเพียงแห่งเดียว ออกดอกและผลในช่วงฤดูร้อน ขยายพันธุ์ได้โดยเพาะเมล็ดหรือตอนกิ่ง เหมาะสำหรับนำมาส่งเสริมปลูกเป็นไม้ประดับพื้นเมืองของประเทศไทยเนื้อไม้ลักษณะคล้ายไม้โมกมันกรมป่าไม้กำลังเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ เพื่อเตรียมกล้าไม้สำหรับแจกจ่ายแก่ผู้สนใจในโอกาสต่อไป

ศาลเจ้าพ่อเขาตก ที่เรียกว่า เจ้าพ่อเขาตกคือ เทวรูป สถิตยอยู่ในศาลเจ้า ตัวศาลตั้งอยู่เชิงเขาตก เรียกกันว่า เขาตก สร้างตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เครื่องบนทำด้วยไม้ มีช่อฟ้าใบระกาแต่ถูกไฟป่าไหม้เสมอต้องสร้างใหม่เรื่อยมา รัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงให้สร้างใหม่ทำเป็นเก๋งจีนเครื่องบนใช้อิฐปูน นำศิลาจากเขาตกให้ช่างจำหลักเป็นเทวรูป ทำเป็นเทวรูปนั่งชันเข่าสูงประมาณ ๘๐ เซ็นติเมตร รัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เทวรูปได้ถูกไฟไหม้ จึงให้สร้างเทวรูป ทรงเครื่องสูงประมาณ ๑ เมตร เทวรูปองค์นี้ชาวบ้านเรียกว่า เจ้าตาก ตั้งอยู่หน้าเทวรูปเจ้าพ่อเขาตก

พระพุทธฉายจำลอง ติดอยู่กับแง่หินบนยอดเขาโพธิ์ลังกาด้านตะวันออก มีทางขึ้นลงหลังวิหารแกลบ ช่วงงานเทศกาลประจำปีมีประชาชนขึ้นไปนมัสการเป็นจำนวนมาก

 ศาลาเปลื้องเครื่อง ตั้งอยู่ตรงเชิงบันไดนาค ก่ออิฐถือปูนหลังคามุงกระเบื้อง มีช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ ชนิดศาลาโถง แบบไทยมุขประเจิดในสมัยโบราณ ก่อนที่ พระเจ้าแผ่นดินจะเสด็จขึ้นนมัสการรอยพระพุทธบาททรงเปลี่ยนฉลองพระองค์ที่ศาลาเปลื้องเครื่องนี้ เจ้าพนักงานภูษามาลาจะต้องเตรียมตกแต่งเป็นที่ประทับและกั้นม่านบังไว้ทั้งสี่ด้านม่านที่กั้นศาลานี้เรียกเป็นสามัญว่า ม่านปักวันทอง เข้าใจว่าม่านที่กั้นศาลาเปลื้องเครื่องนี้ คงจะใช้ปักกันอย่างประณีตมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาแล้ว เพราะจะต้องประกวดฝีมือกันประเพณีถวายม่านปักวันทองในเมื่อพระเจ้าแผ่นดินเสด็จมานมัสการพระพุทธบาทน่าจะมีมาแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยาแล้วเป็นแน่ในปัจจุบันนี้การเสด็จพระราชดำเนินไปนมัสการรอยพระพุทธบาทไม่ยากลำบากเหมือนสมัยโบราณ จึงไม่ต้องทรงเปลื้องเครื่องทรงเหมือนแต่ก่อน


ข้าพเจ้านายอานนท์ ภาคมาลี เป็นคนอำเภอพระพุทธบาท ประวัติศาสตร์บางช่วงบางตอนขาดหายไป ไม่ได้เขียนบันทึกกันอย่างต่อเนื่อง ข้าพเจ้ากำลังสืบค้นหาประวัติต่างๆจากผู้รู้ เพื่อมาเติมให้สมบูรณ์ บางอย่างยังขาดอยู่