ผมเคยคิดว่า การที่เขาพูดกันว่า "อยากกลืนกินเธอไปทั้งตัว" นั้นเป็นคำพูดไร้สาระเพื่อต้องการอะไรบางอย่างที่มุ่งหวังไว้ เมื่อหลายปีก่อน ผมพบสาวนางหนึ่ง (ดีนะที่เป็นสาว ถ้าเป็นชายละยุ่ง) จากการได้คุย อยู่ใกล้ๆ (ไม่ได้สัมผัสเนื้อต้องตัวแต่ประการใด เพราะเป็นสมัยที่ซื่อบริสุทธิ์-ซื่อบื้อ) เวลาช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว จิตใจเผลอไผลไปกับอารมณ์เพ้อฝัน ครั้งแรกที่ผมขอจับมือเธอ ทันทีที่ได้สัมผัสเท่านั้นแหละ ผมร้อนไปทั้งตัว (อุปาทานในขณะนั้นมากไปหน่อย) ร้อนไปถึงใบหน้า ผ่าวไปข้างในและข้างนอกผสมผสาน ซึ่งร้อนจริงไม่ใช่ร้อนเล่น เคยนึกว่าอาการแบบนี้เป็นคำบอกเล่าไร้สาระ แต่พบว่ามันมีจริง หลังจากนั้นจึงมานั่งสงสัยว่า อาการแบบนี้คืออะไร แต่ไม่พบคำตอบ คำตอบที่ได้คือ "อุปาทาน" ผมสงสัยว่า ผมเป็นคนเดียวหรือสาวนางนั้นเป็นด้วย จึงถามในวันต่อมาว่า ได้จับมือกันแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง คำตอบที่ได้คือ "ไม่เห็นจะรู้สึกอะไรเลย ธรรมดา" ผมถึงกับอุทานในใจว่า "เอ้า แล้วเราเป็นอะไร ทำไมถึงไม่เหมือนเขา และไม่เหมือนกับการได้กอดคอเพื่อนที่สนิทเวลาไปไหนมาไหน" ต่อมาความใกล้ชิดนี้เอง เป็นแม่เหล็กดึงดู เมื่อนั่งอยู่ข้างๆด้วยกัน ความรู้สึกว่า "อยากกลืนกินเธอไปทั้งตัว" ก็เกิดขึ้นจริง อยากให้ชีวิตนี้และชีวิตเขาเป็นชีวิตเดียวกัน (เพ้อเกินขนาด) ความรู้สึกดังกล่าวนี้มีความแน่น อิ่มตัวเต็มหน้าอก (น่าจะเต็มปอด เต็มหัวใจ เต็มร่าง) สองปีต่อมา เราจึงได้แต่งงานกัน ตามคติชาวบ้านที่เขาเป็นอยู่กัน ปัจจุบันนี้ เธอยังน่ารักเสมอ (ฮิฮิ..หวานกับเขาเหมือนกัน) และตลอดมา แม้เราจะห่างกันไกลถึงเกือบพันกิโลก็ตาม เพราะทุกวันนี้ เมื่อเราพบกัน อยู่ใกล้กัน เราพอใจและมีความสุข
ขณะนี้ ผมกำลังรีบทำงานบางอย่างให้เสร็จสักช้อยหนึ่ง ก่อนที่เธอจะมาที่ชายแดนปทุมธานี-อยุธยา ในวันหยุดราชการเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้ เรากลังคุยกันว่า เราจะทำอาหารไปเที่ยวกันสองคนที่น้ำตกเจ็ดสาวน้อย ผมจะพาเธอไปซื้อรองเท้าที่ตลาดโรงเกลือ ไปหาของพื้นบ้านกินกันที่วัดท่าการ้องอยุธยาในวันอาทิตย์ ฯลฯ สิ่งที่ประหลาดคือ เราไม่ได้คุยกันเรื่องทำลูกเลย (โถ..ชีวิต)
อึึึึๆๆๆๆๆๆ...กว่า..จารู้ก็สายเสีย..แล้ว.....(ลงโลงไปแล้ว..๕๕๕)...".การ อยู่ใกล้กับคนที่เราพึงพอใจคือความสุข.."(แงๆๆๆๆๆ).....".โถชีวิต"...ถ้ายังไม่ได้คุยก็คุยซ้ะ..เดี๋ยว..จะเหมือน..ยาย..๕๕๕......