กฎพระสงฆ์ฉบับที่ ๒
๒. กฎให้ไว้แก่สังฆการีธรรมการ.....
ด้วยสมเด็จพระบรมบพิตร ฯ..... มีพระราชโองการ ฯ สั่งว่า
มีพระราชอุตสาหะ มิได้คิดแก่พระกายแลพระชนม์ชีพ จนได้สิริราชสมบัติ
ทั้งนี้ด้วยตั้งพระทัยจะบำรุง พระบวรพุทธศาสนาตามพุทธฎีกาว่า พระปาติโมกข์สังวรวินัยนี้ชื่อว่าพระศาสนา ถ้าพระภิกษุยังทรงประปาติโมกข์บริบูรณ์อยู่ตราบใด
ชื่อว่าพระศาสนายังตั้งอยู่ ณ ตราบนั้น เหตุฉะนี้จึงทรงพระราชศรัทธา
บริจาคพระราชทรัพย์เป็นอันมาก เป็นจตุปัจจัยทานถวายพระสงฆ์
แลมีพระราชโอวาทานุศาสนตักเตือน เพื่อจะให้พระสงฆ์ทั้งปวง
ในกรุงนอกกรุงเทพมหานคร และนานาประเทศ ให้ทรงพระปาติโมกขสังวรณ์ศีลบริสุทธิ์ ให้เป็นเนื้อนาบุญแก่สัตว์โลก.....
ฝ่ายฆราวาสแต่ก่อนก็มีศรัทธา มิได้กระทำให้เป็นเสน่หาอาลัย ทำให้เจ้ากูเสียศีลสิกขาบทบริสุทธิ์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย พระศาสนาก็รุ่งเรืองสืบมา
แลภิกษุสงฆ์ทุกวันนี้ตั้งอยู่ในภูมิอันประเสริฐแล้ว มิได้รักษาประปาติโมกข์ตามอริยวงศ์ประเพณี ปฏิบัติเข้าระคนคบหาฆราวาส ติดด้วยเบญจกามคุณ
มิได้เห็นแก่พระศาสนา เห็นแก่หน้าบุคคล
รับฝากเงินทองของฆราวาส ฆราวาสมิได้คิดแก่พระศาสนา
เข้าเป็นญาติโยมปฏิบัติด้วยเสน่หาอาลัย ให้กะปิจังหันแก่ภิกษุโดยคุณปัติคุณแก่กัน
ให้เสียศีลสิกขาบทไป ดุจหนึ่งสมีรักวัดบางหว้าใหญ่
รับเข้าของเงินทองของอี่เพงไว้เป็นอันมาก อี่เพงเป็นกบฎโทษถึงตาย สิ่งของอี่เพงเป็นของหลวงตามบทพระไอยการ ราชอาณาจักรสืบมาโดยโบราณราชประเพณี เนื้อความทั้งนี้ก็ปรากฏทั่วพระนครแขวงจังหวัด
ถ้าสมีรักรักสิกขาบทจริง ก็จะขวนขวายเอาของฝากนั้น
มาแจ้งแก่สมเด็จพระสังฆราช และราชาคณะผู้ใหญ่ทั้งปวง ให้ปรึกษาตามบทพระวินัยว่า
ทรัพย์นี้เป็นของของหลวง หรือยังเป็นของอี่เพงอยู่ จึงควรแก่สมณ
นี่สมีรักปิดบังไว้ มิได้ให้ราชาคณะทั้งปวงรู้ อนึ่งก็ได้โปรดให้ป่าวร้องเป็นหลายครั้ง สมีรักก็มิได้บอกแก่ผู้ใด
ต่อไอ้มีชื่อให้การออกว่าของอี่เพงฝากไว้แก่สมีรักเป็นอันมาก
จนตรัสใช้ให้ราชบุรุษมา สมีรักจึงสำแดงแก่ราชบุรุษ.....
ฉะนี้ก็เห็นในสมีรักว่าสมีรักองอาจหยาบช้า หาอาลัยต่อสิกขาบทไม่หลายครั้งมาแล้ว
เกลือกสมีรักแกล้งบังเอาของของเขาไว้ เจ้าของขาดอาลัยก็จะขาดสิกขาบทอยู่ก่อนแล้ว
หากแต่สมีรัก กลัวภัยในปัจจุบันกว่ากลัวภัยในอนาคต จึงสู้สบถสาบาน ให้การต่อพระราชาคณะ พระราชาคณะพิพากษาว่าต้องแต่อาบัติปาจิตตีย์
สมีรักเป็นโลกีย์มีภยาคติ ยังกลัวความตายอยู่
จะเชื่อเอาสบถสาบานสมีรักนั้นไม่ได้ ก็เห็นว่าสมีรักยังหาปราศจากมลทินโทษไม่
โดยกระแสทางการพิจารณา เห็นเนื้อความใหญ่ทั้งสองข้อ ฝ่ายพุทธจักราณาจักร เป็นปัจจัยถึงกันติดพันสมีรักอยู่
แต่หากทรงพระกรุณาว่า ยังหามีพระราชกำหนดกฎหมายไม่
จึงงดโทษสมีรักไว้
แต่นี้สืบไปเบื้องหน้า
อย่าให้ภิกษุสามเณรดูเยี่ยงอย่างสมีรัก ห้ามอย่าให้ภิกษุสามเณรดูเยี่ยงอย่างสมีรัก ห้ามอย่าให้ภิกษุสามเณรทั้งปวงรับของฝากฆราวาส จะเสียพระวินัยพระศาสนาไป ถ้าภิกษุไม่รับฝาก
ห้ามปรามผู้ฝาก ผู้ฝากมิพัง กลัวภัยขืนทิ้งไว้ที่กุฏิ.....
เร่งเอาเพื่อนพรหมจรรย์ที่ใกล้กันให้หลายองค์รู้เห็นเป็นพยาน.....
พาสงฆ์ซึ่งรู้เห็นนั้นไปแจ้งเนื้อความ และสิ่งของแก่พระราชาคณะเจ้าอธิการ
พระราชาคณะเจ้าอธิการจงประชุมนุมกันปรึกษาจงละเอียด ให้ต้องตามพระวินัยบัญญัติ....
ถ้าพระสงฆ์ราชาคณะผู้ใหญ่ผู้น้อยจะปรึกษาประการใด จงประพฤติตาม ให้สงฆ์เป็นอันมากรู้เห็นเป็นพยานไว้.....
อย่าให้ผู้อื่นแคลงในพระพุทธศาสนา แลห้ามฝ่ายฆราวาส
อย่าให้เอาของเงินของทองไปฝากภิกษุสามเณรไว้ ทำให้เจ้ากูเสียวินัยสิกขาบทเป็นอันขาดทีเดียว
ถ้าผู้ใดมิได้กระทำตามพระราชกำหนดกฎหมายนี้ ฝ่ายภิกษุสามเณรจะลงพระอาชญาโทษดุจโทษ อทินนาทานปาราชิก จะสึกออกขับเฆี่ยนจงสาหัส ฝ่ายฆราวาสจะให้ริบราชบาทขับเฆี่ยนจงหนักโดยโทษานุโทษ
อนึ่ง....ถ้าสามเณรรูปใด มีอายุสมควรจะอุปสมบทแล้ว ก็ให้บวชเข้าร่ำเรียนคันถธุระ วิปัสนาธุระ อย่าให้เที่ยวไปมาเรียนความรู้อิทธิฤทธิ์ให้ผิดธุระทั้งสองไป.....
สามเณรรูปใดอายุถึงอุปสมบทแล้วมิได้บวช เที่ยวเล่นโว้เว้อยู่
จับได้จะเอาตัวสามเณรแลชีต้น อาจารย์ ญาติโยมเป็นโทษจงหนัก
กฎให้ไว้ ณ วันจันทร์ เดือนห้า ขึ้นห้าค่ำ จุลศักราชหนึ่งพันร้อยสี่สิบห้า
(พ.ศ. ๒๓๒๖) ปีเถาะ เบญจศก