ทิ้งอดีต ปล่อยวางอนาคต...



การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ตอนตรัสรู้น่ะท่านนั่งขัดสมาธิเพชรที่สบาย หายใจเข้าก็รู้สบาย หายใจออกก็รู้สบาย ลมเข้ายาวก็รู้สบายลมออกยาวก็รู้สบายลมออกปานกลาง  ก็รู้สบายลมเข้าปานกลางก็รู้สบาย ลมออกสั้นก็รู้สบายลมเข้าสั้นก็รู้สบาย มีความสุขกับการหายใจเข้าหายใจออก ปล่อยวางทุกอย่างเรื่องดีเรื่องชั่ว เรื่องสุขเรื่องทุกข์ เรื่องอดีต  เรื่องอนาคตน่ะปล่อยวางหมด จนจิตใจเป็นหนึ่งจิตใจไม่มีอะไร มีแต่ธรรมชาติที่บริสุทธิ์  ผุดผ่องจนใจเป็นสมาธิ เข้าฌานหนึ่ง ฌานสอง ฌานสาม ฌานสี่ ระลึกภพระลึกชาติได้


การเกิดทุกครั้งทุกคราวเป็นทุกข์อยู่ร่ำไป...

พระพุทธเจ้าท่านถึงได้ตรัสรู้ธรรม ตัดภพตัดชาติ ตัดตัวตัดตน ไม่มีอะไรเหลือ ไม่มีความรู้สึกที่เป็นเราเป็นของเรา พระพุทธเจ้าท่านถึงได้สอนเราทั้งหลาย อย่าได้เป็นแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ ให้พากันหยุดตัวเอง หยุดทำบาปทำกรรมทำอกุศล

ความเคยชินของเราทุก ๆ น่ะมันมีมากจนมันเป็นอัตโนมัติ เราไม่คิด จิตใต้สำนึก  ของเรามันก็ยังผุดขึ้นมาคิดมาปรุงแต่ง

พระพุทธเจ้าท่านถึงให้เราทุกคนพากันมาตัดกรรมตัดเวร สิ่งที่เป็นอดีตน่ะถึงจะดีที่สุด ถึงจะไม่ดีก็ให้ตัดให้ละให้วางให้ทิ้ง เพราะหัวใจของคนสมองของคนน่ะเต็มไปด้วยอดีต  มันสั่งสมจนเป็นความอยาก เป็นความต้องการ เป็นนิสัย เป็นสันดาน ทุก ๆ คนก็ย่อมรู้ด้วยใจของตนเองนะ อดีตแม้จะผ่านไปวินาทีหนึ่ง สองวินาที พระพุทธเจ้าท่านก็สอนให้เราตัดเราละเราวาง อย่างเราคุยกับคนหนึ่งอย่างนี้เราก็ตั้งใจพูดคุยดี ๆ แต่เราหันหน้าหนีเราไปคุยกับคนอีกคนหนึ่งเราก็ตั้งใจพูดคุยด้วยดี ๆ คนที่เราพูดคุยอยู่ที่หลังนั้นน่ะ

พระพุทธเจ้าท่านให้เราละอย่าไปติดอย่าไปยึดอย่าไปถือ ถึงจะดีจะร้ายถึงจะอย่างไร  ก็ตามพยายามต้องตั้งมั่นในปัจจุบัน ควบคุมตัวเองในปัจจุบัน เอาศีลมาช่วย เอาสมาธิมาช่วย เอาปัญญามาช่วย เพื่อพัฒนาชีวิตจิตใจของตัวเอง เพราะชีวิตของเรา จิตใจของเรา คุณธรรมของเราไม่มีใครที่จะช่วยเหลือเราได้นอกจากตัวเราเอง

ทุกวันนี้น่ะสิ่งอำนวยความสะดวกสบายก็มีมาก เทคโนโลยีก็มีมาก ทุกอย่าง  ก็อำนวยหมด การพัฒนาทางจิตใจของมนุษย์เรานี้มันพัฒนาไม่ทันทางวัตถุ เมืองที่เจริญน่ะ  ถึงพากันเป็นโรคประสาท เป็นโรคจิตกันมาก เพราะทุกท่านทุกคนน่ะพากันไปติดในอดีต อดีตมันทำร้ายเรา

คนเราถ้าคิดเรื่องเก่า ๆ หลาย ๆ รอบน่ะทุก ๆ คนมีสิทธิที่จะเป็นโรคประสาทกันหมด ไม่ว่าคนเก่งคนไม่เก่ง ถ้าคิดมาก ๆ คิดไม่หยุดก็มีสิทธิที่จะเป็นโรคจิตกันทุก ๆ คน

การพัฒนาจิตใจ พระพุทธเจ้าท่านให้เรามาเน้นที่ปัจจุบัน...

ปัจจุบันเราต้องมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ เราต้องมีความสุขในการมีศีล สมาธินั้นแปลว่าความสุขใจ ความสบายใจ ความอิ่มใจ ปัญญาก็คือความรู้จักรู้แจ้งว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างตั้งอยู่ ทุกสิ่งทุกอย่างดับไป ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน ไม่มีอะไรเป็นของเรา  มีแต่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป


พยายามมาเน้นที่จิตที่ใจพัฒนาตัวเองในปัจจุบัน ให้พยายามวางแผนให้ดี ๆ ในปัจจุบัน จะทำอะไรก็ให้วางแผนไว้ก่อน ถ้าเราไม่วางแผนก็ชื่อว่าเราตั้งอยู่ในความประมาท การงานของเรามันอาจจะบกพร่อง ผลออกมามันก็จะไม่ได้มาตรฐาน

ทำไปอย่างนี้ปฏิบัติอย่างนี้ อันนี้มันเป็นหน้าที่ของเราที่ทุกคนจะต้องพึงประพฤติพึงปฏิบัติ ถ้าเราไม่รู้จักคิดไม่รู้จักวางแผน จิตใจของเรานี้ก็จะเต็มไปด้วย “โมหะ” ความไม่รู้แจ้งรู้จริง เพราะธรรมทั้งหลายทั้งปวงนั้นมันเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย พระพุทธเจ้าท่านสอนเราว่าเราไม่ต้องมีความอยาก เรามีความสุขในการทำความดี มีความสุขในการวางแผนและปฏิบัติงานหรือว่าปฏิบัติธรรม

ชีวิตของทุก ๆ คนน่ะปล่อยไปตามกรรมตามความเคยชิน ขาดการควบคุม ขาดการวางแผน เราวางแผนนั้นยังไม่พอนะ เราต้องปฏิบัติตามที่เราวางแผนไว้มีความสุขในการทำงานนั้น ๆ ทำอย่างนี้ปฏิบัติอย่างนี้เค้าเรียกว่าเราทุก ๆ คนปฏิบัติธรรม เพราะธรรมะคือการมาแก้ไขใจตัวเอง คือการมาแก้ไขการกระทำของตัวเอง คำพูดกิริยาต่าง ๆ

สิ่งที่มันเป็นอดีต ที่มันแล้ว ๆ ก็แล้วไป พระพุทธเจ้าท่านให้เราทุก ๆ คนมาตัดกรรม  ตัดเวรตัดสิ่งที่เป็นอดีตออก เอาพระรัตนตรัยคือความดีนี้มาใส่ไว้ในใจของเรา แม้แต่สิ่งเล็ก ๆ น้อยๆ  ถ้าเราไม่ทิ้งมันก็ทำให้เราเป็นบาปเป็นกรรมได้ ยกตัวอย่างพระภิกษุรูปหนึ่งที่ปฏิบัติเคร่งครัดในพระวินัยมาก วันหนึ่งพายเรือเล็กข้ามฝั่ง เผอิญไม้พายไปถูกพวกหญ้าพวกวัชพืช เค้ามีความวิตกกังวลว่าเค้าได้ทำวัชพืชนั้นเสียหาย เค้าก็คิดเรื่องนั้น สุดท้ายเค้าก็ตาย   เค้าต้องไปเกิดเป็นสัตว์น้ำ

ความไม่ดีนี้มันทำให้ทุกคนเศร้าหมอง เพราะทุกคนส่วนใหญ่เกิดมาก็ย่อมทำบาป  ทำกรรม ช่วงเด็ก ๆ อาจจะตบยุงบ้าง ทำแมลงตายบ้าง ทำไม่ดีอะไรอย่างนี้นะ กรรมนั้นก็ทำให้ทุกคนคิดหนัก เศร้าหมอง

พระพุทธเจ้าท่านสอนว่าอันนี้มันเป็นอดีตไปแล้วอย่าเอามาคิด อย่างโจรเคราแดงที่มีหน้าที่เป็นเพชรฆาตประการชีวิตของพระมหากษัตริย์ตั้งแต่หนุ่มจนแก่ ก็มีความเศร้าหมองทางจิตใจว่าตัวเองนี้คงจะห้ามสวรรค์มรรคผลนิพพานไปแล้ว พระสารีบุตรท่านมีเมตตาสงสารท่านไปโปรดโจรเคราแดง ท่านบอกโจรเคราแดงว่า ท่านประหารชีวิตเค้านั่นน่ะ ท่านมีเจตนามั๊ย โจรเคราแดงตอบว่า ผมไม่มีเจตนา ทำไปตามหน้าที่ พระสารีบุตรท่านก็จึงตรัสว่า ถ้าทำไปตามหน้าที่ท่านก็ไม่บาป เพียงแต่โจรเคราแดงได้ยินคำนี้ใจของเค้าก็สงบ  เค้าก็ตัดกรรมตัดเวรได้ สุดท้ายเค้าก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ได้ เพราะเค้าทิ้งอดีตได้

สิ่งที่มันเป็นอดีตมันถึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุก ๆ คนจะต้องหยุดจะต้องลืม พยายามตั้งไว้ในอุเบกขาเยอะ ๆ เพราะกรรมของทุก ๆ คนมันเป็นชุดใหญ่ ๆ เป็นขบวนเลย เราพยายามทิ้งอดีต สิ่งที่เราทำอะไรไม่ดีเราลืมหมด แล้วตั้งใจใหม่ว่าตั้งแต่นี้ต่อไปข้าพเจ้าจะไม่ทำอีก  ไม่พูดอีก ไม่คิดอีก ข้าพเจ้าจะลดมานะละทิฏฐิเพื่อเข้าถึงซึ่งสวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

ดูตัวอย่างองค์คุลีมารน่ะ ฆ่าคนตั้ง ๙๙๙ คน ยังเหลืออีก ๑ คนถึงจะครบพัน ท่านก็ยังได้เป็นพระอรหันต์ ยังเหลือสุดท้ายท่านคิดว่าจะต้องไปฆ่าแม่เพื่อเอานิ้วมือให้มันครบพัน พระพุทธเจ้าต้องแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ไปขวางไว้ไม่ให้ฆ่าแม่ เพราะฆ่าแม่แล้วจะเป็นอนันตริยกรรม ที่นี้ก็ไล่ตามพระพุทธเจ้า ไล่ตามอย่างไรก็ไม่ทัน พระพุทธเจ้าท่านมีอิทธิปาฏิหาริย์ แล้วก็บอกให้พระพุทธเจ้าหยุด ๆ หยุดก่อน ๆ สมณะหยุด พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เราหยุดแล้วแต่ท่านยังไม่หยุด องค์คุลีมารยังว่าพระพุทธเจ้าท่านอีกนะว่าพระพุทธเจ้าพูดไม่จริง พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเราหยุดสร้างบาปสร้างกรรมแล้ว แต่ตัวเธอยังสร้างบาปสร้างกรรม พระพุทธเจ้าท่านก็เมตตาสั่งสอนองค์คุลีมารว่าที่ทำไปน่ะไม่มีเจตนา ทำไปตามที่เค้าสั่งให้ทำ เพราะคนพวกนั้นมีกรรมเก่าสมัยที่เป็นพ่อค้าเรือสำเภาไปล่องเรือในทะเลแล้วเรืออัปปาง องคุลีมารสมัยนั้นก็เป็นเต่าใหญ่ช่วยบรรทุกคนขึ้นฝั่งตั้งหลายรอบหลายเที่ยว  จนหมด สุดท้ายคนพวกนั้นก็จับเอาเต่าใหญ่ที่ช่วยเหลือตัวเองมาทำเป็นอาหาร กรรมในการกระทำในสิ่งนั้นถึงทำให้เค้าถูกประหารเอานิ้วมือเพื่อบูชายันต์


ถ้าใครหยุดจิตใจของตัวเองได้ในเรื่องอดีตบุคคลนั้นก็จะเข้าถึงความสงบทุก ๆ คน

เราทำไม่ถูกต้องเราก็ทำให้ถูกได้ เราทำไม่ดีเราก็ทำให้ดีได้ คนเรามันทิฏฐิมานะมาก อัตตาตัวตนมาก มันเคยทำอย่างไรมันก็ทำอย่างนั้น พระพุทธเจ้าบอกสอนก็ไม่ฟัง  ครูบาอาจารย์บอกสอนก็ไม่ฟัง พ่อแม่บอกสอนก็ไม่ฟัง มันเอาแต่ทิฏฐิมานะ เอาแต่ใจตัวเอง เอาแต่ทิฏฐิตัวเอง

เราพากันทำอย่างนี้ไม่ได้นะ... พระพุทธเจ้าท่านมาปฏิบัติเป็นตัวอย่าง มาตรัสรู้ธรรมเป็นตัวอย่างให้เราดูว่าทุก ๆ คนต้องแก้ไขตัวเอง ต้องปรับปรุงตัวเอง ต้องพากันมาตัดกรรมตัดเวรมาตรัสรู้ธรรมเหมือนพระพุทธเจ้า

คนเราน่ะถึงจะรวยเท่าไหร่ เป็นมหาเศรษฐี ถ้าใจไม่สงบมันก็ไม่มีความสุขนะ  ถ้าเราเป็นมหาเศรษฐีด้วย ใจของเราสงบด้วยมันก็ยิ่งดีน่ะ


ความสุขของพระอริยเจ้าที่เป็นโสดาบันถึงมีความสุขยิ่งกว่าพระเจ้าจักรพรรดิเสียอีก เพราะรู้จักทำจิตใจให้สงบ จิตใจรู้จักพอ เดินเหินนั่งนอนทำงานก็มีความสุข  มีสติมีสัมปชัญญะมีความสงบเย็น...

การประพฤติการปฏิบัติธรรม พระพุทธเจ้าท่านให้เรารู้นะ ไม่ใช่ว่าปฏิบัติอยู่ที่วัดอยู่ที่บ้านหรืออยู่ที่ทำงาน ปฏิบัติคือเราต้องปฏิบัติอยู่ทุกหนทุกแห่ง เพราะเราอยู่ทุกหนทุกแห่งเรามีกายมีวาจามีจิตใจ เน้นเข้าไปหาปัจจุบัน อย่าไปใจร้อนถือว่าที่ใจร้อนไม่ได้ใจนะ  มันเป็นกิเลส เพราะใจมันเย็นแต่ถูกกิเลสมันมากดดันทำให้เราเป็นคนใจร้อน คนใจเย็นนี้ไม่ได้หมายว่าคนทำอะไรช้า ๆ นะ คนใจเย็นนี้หมายถึงว่าทำอะไรรวดเร็วกระฉับกระเฉง ทำเร็วก็มีความสุขในการทำเร็ว ทำช้าก็มีความสุขในการทำช้า ทำอะไรเค้าเรียกว่าประกอบด้วยสติสมาธิปัญญา ถ้าเรามาทำอะไรช้า ๆ เฉิ่มๆ  อย่างนี้ไม่ใช่มันไม่ถูก มันเป็นโมหะ พระพุทธเจ้าท่านให้เราใช้ชีวิตจิตใจเป็นปกติ แล้วแต่สถานการณ์ บางครั้งก็ต้องเร็ว บางครั้งก็ต้องช้า บางครั้งก็หยุดอยู่กับที่ บางคนทำอะไรเร็ว ๆ เมื่อไม่มีอะไรทำอยู่เฉย ๆ ก็อยู่ไม่ได้แสดงว่าเราไม่รู้จักทำใจให้สงบทำใจให้เย็น เป็นเครื่องบินไม่มีสนามจอด  

ถ้าเราอยู่กับที่เราไม่ได้ทำอะไร พระพุทธเจ้าท่านก็ให้เราฝึกพักผ่อนอยู่กับลมหายใจเข้าให้มันสบาย ลมหายใจออกให้มันสบาย ปล่อยวางทุกอย่างให้ชีวิตจิตใจของเราสงบเย็น  ปล่อยวางทุกอย่างจนเข้าสมาธิได้ เข้านิโรธได้นั่นแหละดี

ทุกท่านทุกคนน่ะต้องปฏิบัติธรรม ถ้าไม่ปฏิบัติธรรมไม่คอนโทรลตัวเองไปในทางที่ดีชีวิตนี้มันมีปัญหา

พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราตั้งอยู่ในความประมาท ถ้าเราไม่ตั้งใจที่จะพัฒนาตัวเองในปัจจุบันพระพุทธท่านตรัสว่าเราประมาท ใหม่ ๆ เราอาจจะเหนื่อยสมองหรือว่าเหนื่อยใจ  แต่เราก็เพิ่มความรักเพิ่มความชอบเข้าไปเค้าเรียกว่าฉันทะคือความพอใจ เดี๋ยวนาน ๆ  ไปมันก็ “ไม่มีปัญหา”

อดเอาทนเอา ถึงจะเหนื่อยยากลำบากก็ต้องอดทน ถ้าเราไม่อดทนถ้าเราไม่หนักแน่น ศีลมันก็ไม่มี สมาธิมันก็ไม่มี ปัญญามันก็ไม่มี ของที่ดีของที่ประเสริฐมันเป็นสิ่งที่ทวนโลกทวนกระแส

ให้ทุกคนคิดว่าเราเป็นผู้ที่โชคดีแท้ ๆ ได้ฟังพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้วได้ปฏิบัติตาม เราจะเก่งเท่าไหร่มันก็ยังดับทุกข์ไม่ได้ถ้ายังไม่ตามพระพุทธเจ้า เพราะว่าตัวดับทุกข์ก็คือการหยุดเวียนว่ายตายเกิด

ให้ทุกคนตั้งใจเอา สมาทานเอา ถ้าไม่ตั้งใจไม่สมาทานในข้อวัตรปฏิบัติเราก็ไม่มีหลักการไม่มีจุดยืนทำอะไรก็สะเปะสะปะ มันก็ล้มเหลวอย่างเก่า ขนาดเราตั้งใจดี ๆ มันก็ยังท้อแท้หวั่นไหว

ให้ทุกท่านทุกคนสมาทานนะ... สมาทานตั้งแต่เดี๋ยวนี้เวลานี้ในปัจจุบันนี้แหละ  ถ้าเราผัดวันประกันพรุ่งวันก็ผัดวันประกันพรุ่งอย่างนี้แหละ เพราะเดี๋ยวนี้มันก็เป็นปัจจุบัน อีกหลายนาทีมันก็เป็นปัจจุบันไปเรื่อย ถ้าเราไม่แก้ไขตอนนี้มันก็ไม่มีโอกาสที่จะแก้ไขได้

หวังว่าทุกท่านทุกคนจะได้จับเอาใจความแห่งพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า  ไปประพฤติปฏิบัติ อย่าได้ฟังหูซ้ายออกหูขวา ฟังแล้วก็แล้วไปเฉย ๆ อย่างนั้นไม่ได้นะ

กายของเรามันก็แก่ไปทุกวันนะ อินทรีย์บารมีของเรามันก็ต้องแก่กล้าไปด้วยมันถึงจะถูกต้อง

การบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จสัมมาสัมพระพุทธเจ้าในวันนี้ก็เห็นสมควรแก่เวลาขอสมมุติยุติไว้แต่เพียงเท่านี้

ขอความสุขความเจริญความงอกงามจงมีแก่ท่านทั้งหลายด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญ...


พระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ที่องค์พ่อแม่ครูอาจารย์เมตตาให้นำมาบรรยาย

เช้าวันเสาร์ที่ ๒๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๖


หมายเลขบันทึก: 537537เขียนเมื่อ 30 พฤษภาคม 2013 05:16 น. ()แก้ไขเมื่อ 30 พฤษภาคม 2013 12:24 น. ()สัญญาอนุญาต: ไม่สงวนสิทธิ์ใดๆ


ความเห็น (3)

มาเห็นเส้นทางเดินสายจิตว่างดีนะครับผม

มาด้วยใจที่อยากอ่าน และเต็มอิ่มกับสิงที่เติมชีวิตให้เต็มค่ะ

ขอบคุณมากมายค่ะ

ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี