๐ ๐ นิราศภูเขาทอง - แปล ๐นิราศภูเขาทอง และคำแปล===========================================นิราศภูเขาทอง เป็นนิราศเรื่องเยี่ยมที่สุดของท่านสุนทรภู่ ท่านแต่งเรื่องนี้ เมื่อครั้งเดินทางไปนมัสการเจดีย์ภูเขาทอง ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ราวปี พ.ศ.๒๓๗๑ อายุราว ๔๒ ปี นิราศเรื่องนี้มีกระบวนกลอนอันไพเราะ และแง่คิดสำหรับการดำรงชีวิต .อาจเป็นด้วยท่านสุนทรภู่ได้บวชมาหลายพรรษาแล้ว และได้ตระหนักถึงความเป็นจริงของชีวิตมากขึ้น เส้นทางเดินทางจะคล้ายกับนิราศ พระบาท เพราะออกจากพระนครทวนแม่น้ำขึ้นไปทางเหนือ ขอให้สังเกตความเปรียบเทียบในนิราศภูเขาทองกับนิราศพระบาท ซึ่งท่านแต่งขึ้นเมื่อรุ่นหนุ่มอายุเพียง ๒๑ ปีว่า ท่านสุนทรภู่คิดเห็นสุขุมขึ้นอย่างไร.นอกจากนี้ แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จสวรรคตไปหลายปีแล้วก็ตาม แต่ความจงรักภักดีของท่านสุนทรภู่ ในพระองค์ก็มิได้เสื่อมคลายไปแม้แต่น้อย ด้วยท่านยังคร่ำครวญรำพันถึงพระองค์อยู่ตลอดการเดินทางในนิราศเรื่องนี้ ==========================================เดือนสิบเอ็ดเสร็จธุระพระวสารับกฐินภิญโญโมทนาชุลีลาลงเรือเหลืออาลัย......ถึงเดือน ๑๑ ซึ่งออกจากการจำพรรษาแล้ว เมื่อรับกฐินอย่างยินดีเสร็จแล้ว ก็ต้องลงเรือไปด้วยความเศร้าโศกออกจากวัดทัศนาดูอาวาส เมื่อตรุษสารทพระพรรษาได้อาศัยสามฤดูอยู่ดีไม่มีภัย มาจำไกลอารามเมื่อยามเย็น......ออกจากวัดก็มองดูวัดที่เคยอาศัยอยู่เมื่อปีที่ผ่านมา อีกทั้ง ๓ ฤดูที่อยู่มาก็ไม่มีอะไรมากวนใจโอ้อาวาสราชบุรณะพระวิหารแต่นี้นานนับทิวาจะมาเห็นเหลือรำลึกนึกน่าน้ำตากระเด็นเพราะขุกเข็ญคนพาลมารานทาง......อีกทั้งวัดราชบุรณะพระวิหารนี้คงอีกนานกว่าจะได้มาเห็น นึกแล้วเศร้าใจยิ่งนักทั้งนี้เป็นเพราะมีคนพาลมารังแกใส่ร้ายจะยกหยิบธิบดีเป็นที่ตั้ง ก็ใช้ถังแทนสัดเห็นขัดขวางจึ่งอำลาอาวาสนิราศร้าง มาอ้างว้างวิญญาณ์ในสาคร......คิดจะให้ผู้ใหญ่คอยช่วยเหลือท่านก็ไม่มีความยุติธรรม จึงต้องอำลาวัดไปจนต้องมาอ้างว้างอยู่กลางสายน้ำถึงหน้าวังดังหนึ่งใจจะขาด คิดถึงบาทบพิตรอดิศรโอ้ผ่านเกล้าเจ้าประคุณของสุนทรแต่ปางก่อนเคยเฝ้าทุกเช้าเย็น......ถึงหน้าวังก็เศร้าโศกมาก คิดถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยผู้ซึ่งมีพระคุณกับสุนทรภู่อย่างมาก เมื่อก่อนเคยเข้าเฝ้าพระองค์อย่างใกล้ชิดและบ่อยครั้งพระนิพพานปานประหนึ่งศีรษะขาดด้วยไร้ญาติยากแค้นถึงแสนเข็ญทั้งโรคซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็น ไม่เล็งเห็นที่ซึ่งจะพึ่งพา......เมื่อพระองค์สวรรคตก็เหมือนกับสุนทรภู่ตายไปด้วยเพราะไม่มีญาติหรือคนคอยช่วยเหลือชีวิตจึงยากแค้นแสนเข็ญ อีกทั้งมีโรคมีกรรมเข้ามารุมล้อม ไม่เห็นใครที่จะพึ่งพาได้จึงสร้างพรตอตส่าห์ส่งส่วนบุญถวายประพฤติฝ่ายสมถะทั้งวสาเป็นสิ่งของฉลองคุณมุลิกา ขอเป็นข้าเคียงบาททุกชาติไป...... จึงได้บวชเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่รัชกาลที่ ๒ ประพฤติตนอยู่ในศีลธรรมตลอดเวลา เพื่อเป็นสิ่งทดแทนคุณพระองค์ แม้เกิดชาติใดใดก็ขอให้เป็นข้ารับใช้พระองค์ตลอดไปถึงหน้าแพแลเห็นเรือที่นั่งคิดถึงครั้งก่อนมาน้ำตาไหลเคยหมอบรับกับพระจมื่นไวย แล้วลงในเรือที่นั่งบัลลังก์ทอง......เมื่อถึงหน้าแพก็เห็นเรือพระที่นั่ง คิดถึงเมื่อก่อนก็เศร้าจนน้ำตาไหล เคยหมอบกราบรัชกาลที่ ๒ กับพระจมื่นไวยซึ่งเป็นเพื่อน แล้วก็ลงไปในเรือบัลลังก์ทองเคยทรงแต่งแปลงบทพจนารถเคยรับราชโองการอ่านฉลองจนกฐินสิ้นแม่น้ำในลำคลองมิได้ข้องเคืองขัดหัทยา......เคยแต่งแปลงบทความ เคยรับราชโองการอ่านในงานฉลอง จนเรือที่มาทอดกฐินหมดแล้วก็ยังมิได้ทำให้พระองค์ขัดใจแต่อย่างใดเคยหมอบใกล้ได้กลิ่นสุคนธ์ตรลบละอองอบรสรื่นชื่นนาสาสิ้นแผ่นดินสิ้นรสสุคนธาวาสนาเราก็สิ้นเหมือนกลิ่นสุคนธ์......เคยหมอบกราบใกล้จนได้กลิ่นหอมจากพระวรกาย กลิ่นหอมนั้นหอมจนติดจมูก แต่เมื่อพระองค์สวรรคตก็สิ้นกลิ่นหอมไปด้วย อีกทั้งยังเหมือนวาสนาของสุนทรภู่ก็สิ้นตามกลิ่นไปดูในวังยังเห็นหอพระอัฐิ ตั้งสติเติมถวายฝ่ายกุศลทั้งปิ่นเกล้าเจ้าพิภพจบสากล ให้ผ่องพ้นภัยสำราญผ่านบุรินทร์......มองไปในวังยังเห็นหอที่เก็บพระอัฐิของรัชกาลที่ ๒ ก็ตั้งสติถวายส่วนบุญส่วนกุศล ทั้งส่งส่วนกุศลไปให้รัชกาลที่ ๓ ให้พ้นภัยในการปกครองบ้านเมืองถึงอารามนามวัดประโคนปัก ไม่เห็นหลักลือเล่าว่าเสาหินเป็นสำคัญปันแดนในแผ่นดิน มิรู้สิ้นสุดชื่อที่ลือชา......ถึงวัดประโคนปักก็มองไปไม่เห็นเสาหินที่ลือกัน เป็นเสาที่สำคัญในแผ่นดินขอเดชะพระพุทธคุณช่วย แม้นมอดม้วยกลับชาติวาสนาอายุยืนหมื่นเท่าเสาศิลาอยู่คู่ฟ้าดินได้ดังใจปอง......ถึงจะไม่เห็นก็ขอเดชะพระพุทธคุณช่วย ขอให้อายุยืนหมื่นๆปีดังเสาศิลา อยู่คู่ฟ้าดินได้ตลอดไปไปพ้นวัดทัศนาริมท่าน้ำแพประจำจอดรายเขาขายของมีแพรผ้าสารพัดสีม่วงตองทั้งสิ่งของขาวเหลืองเครื่องสำเภา......องดูริมท่าน้ำ มีแพมาจอดขายของอยู่เรียงราย มีขายทั้งผ้าแพรสีม่วงและสีอื่นๆ ทั้งสิ่งของที่มาจากเมืองจีนถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง มีคันโพงผูกสายไว้ปลายเสาโอ้บาปกรรมน้ำนรกเจียวอกเรา ให้มัวเมาเหมือนหนึ่งบ้าเป็นน่าอาย......ถึงโรงเหล้าก็มีควันออกมาจากเตากลั่นมากมาย มีเครื่องตักน้ำผูกไว้ปลายเสา สุนทรภู่เคยดื่มน้ำเหล้าจนเมาเหมือนคนบ้าทำบุญบวชกรวดน้ำขอสำเร็จ พระสรรเพชญโพธิญาณประมาณหมายถึงสุราพารอดไม่วอดวาย ไม่ใกล้กรายแกล้งเมินก็เกินไป......จึงได้บวชเพื่อจะได้พ้นจากอบายมุข ขอให้ได้ตรัสรู้ดังพระพุทธเจ้า แต่เหล้าเคยทำให้รอดชีวิตดังนั้นจะเมินไปก็เกินไปไม่เมาเหล้าแล้วแต่เรายังเมารัก สุดจะหักห้ามจิตคิดไฉนถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป แต่เมาใจนี้ประจำทุกค่ำคืน......ถึงจะไม่เมาเหล้าแต่ยังเมารักอยู่ หักห้ามจิตใจไม่ให้รักไม่ได้ การเมาเหล้านั้นพอรุ่งขึ้นก็หายไป แต่การเมารักนี้จะเป็นทุกๆคืนถึงบางจากจากวัดพลัดพี่น้อง มามัวหมองม้วนหน้าไม่ฝ่าฝืนเพราะรักใคร่ใจจืดไม่ยืดยืน จำต้องขืนใจพรากมาจากเมือง......ถึงบางจากไม่อยากได้ยินคำว่าจาก เพราะสุนทรภู่จากหลายๆอย่างมา ต้องมีใจมัวหมองเพราะรักนั้นไม่ยืนยาว จึงต้องจากเมืองพรากมาถึงบางพลูคิดถึงคู่เมื่ออยู่ครองเคยใส่ซองส่งให้ล้วนใบเหลืองถึงบางพลัดเหมือนพี่พลัดมาขัดเคืองทั้งพลัดเมืองพลัดสมรมาร้อนรน......ถึงบางพลูคิดถึงนางจันเมื่อแต่งงานกัน เคยส่งหมากพลูโดยใส่ซองให้ทั้งหมดเป็นใบเหลืองซึ่งอร่อยมาก ถึงบางพลัดก็ไม่อยากได้ยินคำว่าพลัดเพราะได้พลัดจากนางจัน ทั้งยังพลัดจากเมืองและอื่นๆอย่างร้อนรนถึงบางโพโอ้พระศรีมหาโพธิ ร่มนิโรธรุกขมูลให้พูนผลขอเดชะอานุภาพพระทศพล ให้ผ่องพ้นภัยสำราญผ่านบุรินทร์......ถึงบางโพก็คิดถึงต้นโพธิ์ ให้ร่มเงา ให้ความร่มเย็นทั้งยังทำให้โคนต้นไม้งอกงามได้ ขอเดชะของพระพุทธเจ้า ให้พ้นภัยพาลตลอดไปถึงบ้านญวนล้วนแต่โรงแลสะพรั่งมีข้องขังกุ้งปลาไว้ค้าขายตรงหน้าโรงโพงพางเขาวางรายพวกหญิงชายพร้อมเพรียงมาเมียงมอง......ถึงบ้านญวนเห็นมีโรงเรือนมากมาย มีคนค้าขายของเช่นกุ้งหรือปลาโดยการขังไว้ในข้อง ข้างหน้าโรงวางที่สำหรับดักปลาวางเรียงไว้ มีทั้งผู้หญิงและผู้ชายมาจับจ่ายซื้อของจะเหลียวกลับลับเขตประเทศสถานทรมานหม่นไหม้ฤทัยหมองถึงเขมาอารามอร่ามทองพึ่งฉลองเลิกงานเมื่อวานซืน......จะมองกลับไปยังประเทศบ้านเกิดก็ทรมานเหมือนโดนไฟสุมในใจ จิตใจก็หม่นหมอง ล่องเรือมาจนถึงวัดเขมา ก็รู้ว่าพึ่งเลิกงานฉลองไปเมื่อวานซืนโอ้ปางหลังครั้งสมเด็จบรมโกศมาผูกโบสถ์ก็ได้มาบูชาชื่นชมพระพิมพ์ริมผนังยังยั่งยืน ทั้งแปดหมื่นสี่พันได้วันทา......คิดถึงเมื่อก่อนซึ่งรัชกาลที่ ๒ ได้มาตัดหวายลูกนิมิต ได้ชมพระพิมพ์ทั้ง ๘๔,๐๐๐ องค์ซึ่งเท่ากับจำนวนพระธรรมที่อยู่ในพระไตรปิฎกที่อยู่ริมผนังโอ้ครั้งนี้มิได้เห็นเล่นฉลอง เพราะตัวต้องตกประดาษวาสนาเป็นบุญน้อยพลอยนึกโมทนา พอนาวาติดชลเข้าวนเวียน......แต่ครั้งนี้ไม่ได้เห็นการเล่นฉลองเพราะสุนทรภู่ต้องหมดวาสนาและลำบาก เป็นเพราะบุญน้อยก็นึกเศร้า แต่แล้วเรือก็ติดน้ำวนดูน้ำวิ่งกลิ้งเชี่ยวเป็นเกลียวกลอกกลับกระฉอกฉาดฉัดฉวัดเฉวียนบ้างพลุ่งพลุ่งวุ้งวงเหมือนกงเกวียนดูเวียนเวียนคว้างคว้างเป็นหว่างวน......มองเห็นน้ำวิ่งเชี่ยวหมุนเป็นเกลียว พุ่งไปมาตัดกัน บางส่วนก็พุ่งวนเหมือนกงเกวียน ดูเวียนๆเป็นเหมือนพายุวนทั้งหัวท้ายกรายแจวกระชากจ้วงครรไลล่วงเลยทางมากลางหนโอ้เรือพ้นวนมาในสาชลใจยังวนหวังสวาทไม่คลาดคลา......ทั้งหัวท้ายเรือได้รีบแจวเรือดังนั้นเรือจึงหลุดน้ำวนออกมาได้ แต่ถึงเรือจะพ้นน้ำวนมาแล้วแต่ใจสุนทรภู่ก็ยังไม่พ้นจากวังวนของความรักตลาดแก้วแล้วไม่เห็นตลาดตั้งสองฟากฝั่งก็แต่ล้วนสวนพฤกษาโอ้รินรินกลิ่นดอกไม้ใกล้คงคาเหมือนกลิ่นผ้าแพรดำร่ำมะเกลือ......ถึงตลาดแก้วแต่ไม่เห็นมีตลาดตั้งขายของทั้งสองฝั่งเห็นแต่ต้นไม้พืชพันธุ์ต่างๆ ได้กลิ่นดอกไม้หอมไปเรื่อยๆตลอดทางและกลิ่นเหมือนผ้าแพรที่ย้อมด้วยมะเกลือเห็นโศกใหญ่ใกล้น้ำระกำแฝงทั้งรักแซงแซมสวาทประหลาดเหลือเหมือนโศกพี่ช้ำระกำเจือเพราะรักเรื้อแรมสวาทมาคลาดคลาย......เห็นต้นโศกใหญ่และต้นระกำเป็นแผงแต่แปลกที่มีต้นรักขึ้นแซมอยู่ด้วย เหมือนความโศกเศร้าระกำใจที่สุนทรภู่ต้องเป็นเพราะรักแม่จันถึงแขวงนนท์ชลมารคตลาดขวัญมีพ่วงแพแพรพรรณเขาค้าขายทั้งของสวนล้วนเรืออยู่เรียงรายพวกหญิงชายประชุมกันทุกวันคืน......ถึงจังหวัดนนทบุรีก็เห็นมีตลาดน้ำ มีแพอยู่ซึ่งขายเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม มีทั้งเรือจอดอยู่เพื่อขายผลไม้จากสวนแท้ มีทั้งผู้หญิงผู้ชายมาประชุมซื้อของกันอยู่ทุกวันทุกคืนมาถึงบางธรณีทวีโศกยามวิโยคยากใจให้สะอื้นโอ้สุธาหนาแน่นเป็นแผ่นพื้น ถึงสี่หมื่นสองแสนทั้งแดนไตร......มาถึงหมู่บ้านบางธรณีก็โศกเศร้ามากขึ้นมาก เพราะตอนลำบากพาให้ใจสะอื้นมาก ทั้งที่แผ่นดินหนาขนาดสองแสนสี่หมื่นโยชน์เมื่อเคราะห์ร้ายกายเราก็เท่านี้ไม่มีที่พสุธาจะอาศัยล้วนหนามเหน็บเจ็บแสบคับแคบใจเหมือนนกไร้รังเร่อยู่เอกา......แต่เมื่อถึงคราวลำบากแม้แต่แผ่นดินก็ไม่มีที่อาศัย เหมือนโดนหนามเสียดแทงเจ็บแสบมาก เหมือนกับนกไม่มีรังที่จะอาศัยต้องเร่ร่อนไปเรื่อยๆถึงเกร็ดย่านบ้านมอญแต่ก่อนเก่าผู้หญิงเกล้ามวยงามตามภาษาเดี๋ยวนี้มอญถอนไรจุกเหมือนตุ๊กตาทั้งผัดหน้าจับเขม่าเหมือนชาวไทย......ถึงตำบลปากเกร็ดซึ่งเป็นบริเวณที่ชาวมอญอพยพมา ตามธรรมเนียมผู้หญิงมอญจะเกล้าผม แต่สมัยนี้ผู้หญิงมอญมาถอนไรผมเหมือนตุ๊กตา ทั้งยังใช้เครื่องสำอาง ใช้แป้งผัดหน้าซึ่งเหมือนกับชาวไทยโอ้สามัญผันแปรไม่แท้เที่ยง เหมือนอย่างเยี่ยงชายหญิงทิ้งวิสัยนี่หรือจิตคิดหมายมีหลายใจ ที่จิตใครจะเป็นหนึ่งอย่างพึงคิด......ทำให้เห็นได้ว่าสมัยนี้ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีความเที่ยงแท้ เหมือนดังที่ชาวมอญละทิ้งประเพณีวัฒนธรรมของตนเองแล้วจะนับประสาอะไรกับจิตใจของคน ซึ่งไม่มีใครมีใจเดียวแต่มีหลายใจถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์ มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิตแม้นพูดชั่วตัวตายทำลายมิตร จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจา......ถึงหมู่บ้านบางพูดสุนทรภู่ก็นึกถึงคำว่าพูด ดังว่า ถ้าใครพูดดีก็จะมีคนรัก แต่ถ้าพูดไม่ดีก็อาจจะเป็นภัยต่อตนเองได้อีกทั้งยังไม่มีใครคบ ไม่มีเพื่อนสนิทมิตรสหาย ทั้งการจะดูว่าใครดีไม่ดีดูได้จากการพูดถึงบ้านใหม่ใจจิตก็คิดอ่าน จะหาบ้านใหม่มาดเหมือนปรารถนาขอให้สมคะเนเถิดเทวา จะได้ผาสุกสวัสดิ์กำจัดภัย......ถึงหมู่บ้านบ้านใหม่สุนทรภู่ก็คิดอยากจะได้บ้านซักหลังตามที่ต้องการโดยขอกับเทวดาให้สมดังปรารถนา เพราะ การมีบ้านใหม่จะได้มีความสุขและมีที่อาศัยอย่างปลอดภัยถึงบางเดื่อโอ้มะเดื่อเหลือประหลาดบังเกิดชาติแมลงหวี่มีในไส้เหมือนคนพาลหวานนอกย่อมขมใน อุปไมยเหมือนมะเดื่อเหลือระอา......ถึงหมู่บ้านบางเดื่อก็คิดถึงลูกมะเดื่อที่ภายนอกนั้นดูสวยงามน่ารับประทานแต่ภายในกลับมีแมลงมีหนอนชอนไชอยู่ เหมือนกับคนพาลที่ปากพูดดีแต่ในใจคิดทำอันตรายถึงบางหลวงเชิงรากเหมือนจากรักสู้เสียศักดิ์สังวาสพระศาสนาเป็นล่วงพ้นรนราคราคาถึงนางฟ้าจะให้ไม่ใยดี......ถึงบางหลวงเหมือนจากนางจันมานานแล้วเราต้องสละจากยศถาบรรดาศักดิ์เพื่อมาบวชเพื่อจะได้พ้นจากกิเลสทั้งหลายทั้งปวง ถึงจะมีนางฟ้ามายั่วก็ไม่สนใจถึงสามโคกโศกถวิลถึงปิ่นเกล้า พระพุทธเจ้าหลวงบำรุงซึ่งกรุงศรีประทานนามสามโคกเป็นเมืองตรี ชื่อปทุมธานีเพราะมีบัว......ถึงสามโคกก็คิดถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยซึ่งพระองค์ปกครองเมืองกรุงเทพฯ พระองค์ได้พระราชทานนามเมืองจากสามโคกซึ่งเป็นหัวเมืองชั้นสามเป็นเมืองปทุมธานีเป็นเพราะมีบัวเยอะโอ้พระคุณสูญลับไม่กลับหลัง แต่ชื่อตั้งก็ยังอยู่เขารู้ทั่วแต่เรานี้ที่สุนทรประทานตัว ไม่รอดชั่วเช่นสามโคกยิ่งโศกใจ......ถึงพระองค์จะเสด็จสวรรคตไปแล้วแต่ชื่อปทุมธานีคงอยู่ตลอดไป แต่ทำไมชื่อของสุนทรภู่ชื่อขุนสุนทรโวหารที่ได้รับพระราชทานนามมาแต่กลับไม่มีชื่อในแผ่นดินหลังจากพระองค์สวรรคตเลย ซึ่งต่างกับปทุมธานีสิ้นแผ่นดินสิ้นนามตามเสด็จ ต้องเที่ยวเตร็ดเตร่หาที่อาศัยแม้นกำเนิดเกิดชาติใดใด ขอให้ได้เป็นข้าฝ่าธุลี......สุนทรภู่ต้องเร่ร่อนหาที่อาศัยเพราะขณะนี้ไม่มีบ้าน สุนทรภู่ขอให้เกิดทุกชาติได้เป็นข้ารับใช้พระองค์ตลอดไปสิ้นแผ่นดินขอให้สิ้นชีวิตบ้าง อย่ารู้ร้างบงกชบทศรีเหลืออาลัยใจตรมระทมทวี ทุกวันนี้ก็ซังตายทรงกายมา......พอพระองค์สวรรคตสุนทรภู่ก็ขออยากตายตามบ้างเพื่อจะได้รับใช้และพึ่งพระองค์ เดี๋ยวนี้ก็เศร้าโศกใจทุกข์ระทมอย่างทวีคูณมาก ต้องเร่ร่อนไปเรื่อยๆชีวิตไม่มีจุดมุ่งหมายถึงบ้านงิ้วเห็นแต่งิ้วละลิ่วสูงไม่มีฝูงสัตว์สิงกิ่งพฤกษาด้วยหนามดกรกดาษระดะตา นึกก็น่ากลัวหนามขามขามใจ......ถึงหมู่บ้านบ้านงิ้วก็เห็นมีแต่ต้นงิ้วซึ่งไม่มีนกหรือสัตว์อื่นๆอยู่บนกิ่งเลยเพราะต้นงิ้วมีหนามขึ้นอยู่มากมายนึกถึงก็น่ากลัวหนามงิ้วนรกสิบหกองคุลีแหลม ดังขวากแซมเสี้ยมแทรกแตกไสวใครทำชู้คู่ท่านครั้นบรรลัย ก็ต้องไปปีนต้นน่าขนพอง......เพราะถ้าโดนคงเจ็บมาก แต่งิ้วในนรกยาวถึง ๑๖ ข้อนิ้วแหลมเหมือนกับไม้ไผ่เหลาทำกับดัก ซึ่งใครมีชู้เมื่อตายไปแล้วก็ต้องไปปีนต้นงิ้วในนรกเราเกิดมาอายุเพียงนี้แล้ว ยังคลาดแคล้วครองตัวไม่มัวหมองทุกวันนี้วิปริตผิดทำนอง เจียนจะต้องปีนบ้างหรืออย่างไร......แต่สุนทรภู่เกิดมาอายุมากแล้วแต่ยังครองตัวอยู่ในศีลธรรมไม่มีชู้ แต่ทุกวันนี้ผู้คนวิปริตมีชู้กันมากคงต้องไปปีนต้นงิ้วในนรกกันบ้างโอ้คิดมาสารพัดจะตัดขาด ตัดสวาทตัดรักมิยักไหวถวิลหวังนั่งนึกอนาถใจ ถึงเกาะใหญ่ราชครามพอยามเย็น......ทั้งหมดที่คิดมานั้นสุนทรภู่สามารถตัดขาดได้แต่การตัดความรักนั้นยากยิ่งนัก นั่งนึกอนาถใจไปจนเย็นก็ถึงเกาะใหญ่ราชครามดูห่างย่านบ้านช่องทั้งสองฝั่งระวังทั้งสัตว์น้ำจะทำเข็ญเป็นที่อยู่ผู้ร้ายไม่วายเว้น เที่ยวซ้อนเร้นตีเรือเหลือระอา......มองไปเห็นบ้านเรือนต่างๆอยู่ห่างจากสองฝั่งมาก ในที่นี้ต้องระวังจระเข้จะทำร้าย ทั้งที่นี่ยังเป็นที่อยู่ของผู้ร้ายซึ่งมาคอยดักตีเรือ สุนทรภู่คิดแล้วน่าเบื่อยิ่งนักพระสุริยงลงลับพยับฝนดูมัวมนมืดมิดทุกทิศาถึงทางลัดตัดทางมากลางนา ทั้งแฝกคาแขมกกขึ้นรกเรี้ยว......เมื่อพระอาทิตย์ตกก็มีเมฆมืดครึ้มมาจนดูมืดมัวไปทุกทิศทุกทาง พายเรือถึงทางลัดซึ่งเป็นทางตัดกลางนาก็เห็นมีต้นแฝกต้นคาต้นแขมต้นกกขึ้นปะปนกันอยู่มากมายเป็นเงาง้ำน้ำเจิ่งดูเวิ้งว้าง ทั้งกว้างขวางขวัญหายไม่วายเหลียวเห็นดุ่มดุ่มหนุ่มสาวเสียงกราวเกรียวล้วนเรือเพรียวพร้อมหน้าพวกปลาเลย......เงาของต้นพวกนี้ทอดลงน้ำทำให้ดูเวิ้งว้างดูกว้างขวางเหลียวมองทีไรก็รู้สึกขวัญหายทุกที มองเห็นเงาของหญิงชายทั้งยังมีเสียงคุยกัน เรือของพวกเขาเพรียวเล็กและมีปลาอยู่บนเรืออีกด้วยเขาถ่อคลองว่องไวไปเป็นยืด เรือเราฝืดเฝือมานิจจาเอ๋ยต้องถ่อค้ำร่ำไปล้วนไม่เคย ประเดี๋ยวเสยสวบตรงเข้าพงรก......พวกเขาถ่อเรือคล่องแคล่วเดินทางไปอย่างรวดเร็ว แต่เรือของสุนทรภู่ไปช้ามากช่างน่าสงสารลูกศิษย์ที่ต้องถ่อเรืออย่างเหน็ดเหนื่อยทั้งๆที่ไม่เคยเส้นทาง บางทีเรือก็เสยเข้าพงหญ้ารกรุงรังกลับถอยหลังรั้งรอเฝ้าถ่อถอน เรือขย้อนโยกโยนกระโถนหกเงียบสงัดสัตว์ป่าคณานก น้ำค้างตกพร่างพรายพระพายพัด......จะถอยหลังก็ถอยยาก เรือก็โคลงจนกระโถนใส่หมากหก พอเงี่ยหูฟังก็ไม่ได้ยินเสียงสัตว์เลยสักตัว มีแต่น้ำค้างตกเพราะลมพัดไม่เห็นคลองต้องค้างอยู่กลางทุ่งพอหยุดยุงฉู่ชุมมารุมกัดเป็นกลุ่มกลุ่มกลุ้มกายเหมือนทรายซัดต้องนั่งปัดแปะไปมิได้นอน......มองไปไม่เห็นคลองเลยต้องค้างอยู่กลางทุ่ง แต่พอหยุดเรือยุงก็มารุมกัดเจ็บเหมือนโดนทรายซัด เลยไม่ได้นอนเพราะต้องนั่งปัดยุงแสนวิตกอกเอ๋ยมาอ้างว้าง ในทุ่งกว้างเห็นแต่แขมแซมสลอนจนดึกดาวพราวพร่างกลางอัมพร กระเรียนร่อนร้องก้องเมื่อสองยาม......สุนทรภู่รู้สึกอ้างว้างมาก มองไปในทุ่งกว้างเห็นมีแต่ต้นแขมขึ้นอยู่ปะปนกัน จนดึกก็มีดาวอยู่กลางท้องฟ้า มีนกกระเรียนบินร่อนและร้องก้องเมื่อตอนเที่ยงคืนทั้งกบเขียดเกรียดกรีดจังหรีดเรื่อย พระพายเฉื่อยเฉื่อยฉิววะหวิวหวามวังเวงคิดจิตคะนึงรำพึงความ ถึงเมื่อยามยังอุดมโสมนัส......มีเสียงกบเขียดร้องเรื่อยๆ มีลมพัดเฉื่อยๆ สุนทรภู่รู้สึกวังเวงก็คิดรำพึงเมื่อตอนมียศถาบรรดาศักดิ์ สำรวลกับเพื่อนรักสะพรักพร้อม อยู่แวดล้อมหลายคนปรนนิบัติโอ้ยามเข็ญเห็นอยู่แต่หนูพัด ช่วยนั่งปัดยุงให้ไม่ไกลกาย......ได้หัวเราะเฮฮากับเพื่อน มีคนคอยปรนนิบัติรับใช้ แต่ยามลำบากเห็นแต่หนูพัดลูกชายคอยช่วยนั่งปัดยุงให้จนเดือนเด่นเห็นเหล่ากระจับจอก ระดะดอกบัวเผื่อนเมื่อเดือนหงายเห็นร่องน้ำลำคลองทั้งสองฝ่าย ข้างหน้าท้ายถ่อมาในสาคร......จนพระจันทร์ขึ้นก็เห็นต้นกระจับจอก มีดอกบัวเผื่อนขึ้นมากเมื่อคืนเดือนหงาย มองเห็นคลองทั้งสองด้านหัวท้ายเรือก็รีบถ่อเรือลงคลองจนแจ่มแจ้งแสงตะวันเห็นพันธุ์ผัก ดูน่ารักบรรจงส่งเกสรเหล่าบัวเผื่อนแลสล้างริมทางจร ก้ามกุ้งซ้อนเสียดสาหร่ายใต้คงคา......จนพระอาทิตย์ขึ้นก็เห็นพันธุ์ผักดูน่ารักส่งเกสรแก่กัน มีบัวเผื่อนอยู่สองข้างทางที่เรือพายไป มีต้นก้ามกุ้งขึ้นอยู่กับสาหร่ายใต้น้ำสายติ่งแกมแซมสลับต้นตับเต่า เป็นเหล่าเหล่าแลรายทั้งซ้ายขวากระจับจอกดอกบัวบานผกา ดาษดาดูขาวดังดาวพราย......มีต้นสายติ่งขึ้นสลับกับต้นตับเต่าเป็นกลุ่มๆมองไปเหมือนกับดาวบนท้องฟ้าโอ้เช่นนี้สีกาได้มาเห็น จะลงเล่นกลางทุ่งเหมือนมุ่งหมายที่มีเรือน้อยน้อยจะลอยพาย เที่ยวถอนสายบัวผันสันตะวา......เหล่านี้ถ้าผู้หญิงได้มาเห็นก็คงจะลงเล่นกลางทุ่ง ที่มีเรือก็คงจะพายไปเก็บสายบัวถึงตัวเราเล่าถ้ามีโยมหญิง ไหนจะนิ่งดูดายอายบุปผาคงจะใช้ให้ศิษย์ที่ติดมา อุตส่าห์หาเอาไปฝากตามยากจน......ถ้าสุนทรภู่มีโยมผู้หญิงก็คงไม่นิ่งเฉยให้อายดอกไม้ คงจะใช้ให้ศิษย์ไปเก็บของฝากเท่าที่ทำได้ในตอนนี้นี่จนใจไม่มีเท่าขี้เล็บ ขี้เกียจเก็บเลยทางมากลางหนพอรอนรอนอ่อนแสงพระสุริยน ถึงตำบลกรุงเก่ายิ่งเศร้าใจ......แต่นี่จนใจไม่มีผู้หญิงสักคน ขี้เกียจเก็บจึงเลยมา พอมีแสงอ่อนๆของพระอาทิตย์ก็ถึงกรุงศรีอยุธยา สุนทรภู่รู้สึกเศร้าใจมาทางท่าหน้าจวนจอมผู้รั้ง คิดถึงครั้งก่อนมาน้ำตาไหลจะแวะหาถ้าท่านเหมือนเมื่อเป็นไวยก็จะได้รับนิมนต์ขึ้นบนจวน......เมื่อถึงหน้าจวนของเพื่อนของสุนทรภู่ สุนทรภู่ก็คิดถึงเมื่อก่อนจนน้ำตาไหล สุนทรภู่ตั้งใจจะแวะหาถ้ายังเหมือนเมื่อก่อนก็คงจะได้รับนิมนต์ขึ้นบนจวนแต่ยามยากหากว่าถ้าท่านแปลกอกมิแตกเสียหรือเราเขาจะสรวลเหมือนเข็ญใจใฝ่สูงไม่สมควรจะต้องม้วนหน้ากลับอัประมาณ......แต่ถ้าหากว่าท่านแปลกไปก็คงจะโดนหัวเราะเยาะจะต้องอายมาก รู้สึกไม่กล้าใฝ่สูงเป็นเพื่อนได้ จึงได้เดินทางต่อไปยังเจดีย์ภูเขาทองมาจอดท่าหน้าวัดพระเมรุข้าม ริมอารามเรือเรียงเคียงขนานบ้างขึ้นล่องร้องรำเล่นสำราญ ทั้งเพลงการเกี้ยวแก้กันแซ่เซ็ง......จอดเรือที่ข้างวัดพระเมรุซึ่งริมวัดมีเรือจอดเรียงอยู่ บางลำมีคนร้องเล่นเต้นสำราญ บางลำก็ร้องเพลงเกี้ยวกันบ้างฉลองผ้าป่าเสภาขับ ระนาดรับรัวคล้ายกับนายเส็งมีโคมรายแลอร่ามเหมือนสามเพ็งเมื่อคราวเคร่งก็มิใคร่จะได้ดู......บางลำฉลองผ้าป่าด้วยการขับเสภา ทั้งยังมีคนตีระนาดซึ่งตีเก่งเหมือนนายเส็ง (คนเก่งระนาดสมัยสุนทรภู่) มีโคมแขวนอยู่เรียงรายเหมือนอยู่สามเพ็ง เมื่อคราวเคร่งในพระศาสนาก็ไม่ได้ดูไอ้ลำหนึ่งครึ่งท่อนกลอนมันมาก ช่างยาวลากเลื้อยเจื้อยจนเหนื่อยหูไม่จบบทลดเลี้ยวเหมือนเงี้ยวงู จนลูกคู่ขอทุเลาว่าหาวนอน......มีเรือลำหนึ่งกลอนมันมาก ร้องกลอนยากลากเลื้อยฟังแล้วเหนื่อยหู กลอนลดเลี้ยวเหมือนทางงู จนลูกคู่บอกว่าง่วงนอนได้ฟังเล่นต่างต่างที่ข้างวัด ดึกสงัดเงียบหลับลงกับหมอนประมาณสามยามคล้ำในอัมพรอ้ายโจรจรจู่จ้วงเข้าล้วงเรือ......ได้ฟังการละเล่นต่างๆที่ข้างวัดพอดึกก็นอน ประมาณสามยามก็มีโจรขึ้นเรือนาวาเอียงเสียงกุกลุกขึ้นร้อง มันดำล่องน้ำไปช่างไวเหลือไม่เห็นหน้าสานุศิษย์ที่ชิดเชื้อ เหมือนเนื้อเบื้อบ้าเลอะดูเซอะซะ......พอมีเสียงกุกกักสุนทรภู่ก็ลุกขึ้นโวยวาย โจรก็รีบดำน้ำไปอย่างว่องไว มองไปไม่เห็นหน้าลูกศิษย์ก็รู้สึกทำอะไรไม่ถูกด้วยความกลัวแต่หนูพัดจัดแจงจุดเทียนส่องไม่เสียของขาวเหลืองเครื่องอัฏฐะด้วยเดชะตบะบุญกับคุณพระ ชัยชนะมารได้ดังใจปอง......แต่หนูพัดจุดเทียนส่องดูว่ามีอะไรหายไปบ้าง แต่ไม่มีเลยแม้แต่เครื่องอัฐบริขาร ทั้งนี้ด้วยเดชะตบะบุญและคุณพระที่คุ้มครอง ทำให้ชนะมารได้ครั้นรุ่งเช้าเป็นวันอุโบสถ เจริญรสธรรมาบูชาฉลอง ไปเจดีย์ที่ชื่อภูเขาทอง ดูสูงล่องลอยฟ้านภาลัย ......วันรุ่งขึ้นจะเป็นวันพระซึ่งจะได้บูชาพระธรรม ได้ไปเจดีย์ภูเขาทองซึ่งดูสูงเสียดฟ้าอยู่กลางทุ่งรุ่งโรจน์สันโดษเด่น เป็นที่เล่นนาวาคงคาใส ที่พื้นลานฐานบัทม์ถัดบันได คงคาลัยล้อมรอบเป็นขอบคัน ......อยู่กลางทุ่งดูโดดเด่นมีน้ำใสอยู่รอบๆที่ฐานพื้นที่เป็นรูปกลีบบัวถัดจากบันไดมีน้ำไหลล้อมรอบเป็นขอบมีเจดีย์วิหารเป็นลานวัด ในจังหวัดวงแขวงกำแพงกั้น ที่องค์ก่อย่อเหลี่ยมสลับกัน เป็นสามชั้นเชิงชานตระหง่านงาม ......มีเจดีย์มีวิหารที่ลานวัด มีกำแพงกั้นอยู่ องค์เจดีย์ย่อเหลี่ยมไม้ ๑๒ มุมอย่างสวยงาม มีเป็นสามชั้นอย่างงดงามบันไดมีสี่ด้านสำราญรื่น ต่างชมชื่นชวนกันขึ้นชั้นสาม ประทักษิณจินตนาพยายาม ได้เสร็จสามรอบคำนับอภิวันท์ ......บันไดมี ๔ ด้าน คณะของสุนทรภู่ชวนกันขึ้นไปชั้น ๓ ตั้งใจเดินวนขวา ๓ รอบจนครบก็กราบเจดีย์มีห้องถ้ำสำหรับจุดเทียนถวาย ด้วยพระพายพัดเวียนอยู่เหียนหัน เป็นลมทักษิณาวรรตน่าอัศจรรย์ แต่ทุกวันนี้ชราหนักหนานัก ......มีห้องที่เป็นถ้ำสำหรับจุดเทียนเพราะลมจะพัดแรงพาธูปเทียนดับ ตอนนั้นบังเกิดสิ่งอัศจรรย์มีลมพัดเวียนขวาราวกับจะเวียนเทียนด้วย ทุกวันนี้พระเจดีย์เก่าและทรุดโทรมมากทั้งองค์ฐานรานร้าวถึงเก้าแฉก เผยอแยกยอดทรุดก็หลุดหัก โอ้เจดีย์ที่สร้างยังร้างรัก เสียดายนักนึกน่าน้ำตากระเด็น ......ที่ฐานร้าวถึงเก้าแฉก ที่ยอดก็หัก องค์พระเจดีย์ก็ทรุด เป็นเพราะเจดีย์ไม่มีคนคอยดูแล นึกแล้วเสียดายจนน่าร้องไห้กระนี้หรือชื่อเสียงเกียรติยศ จะมิหมดล่วงหน้าทันตาเห็น เป็นผู้ดีมีมากแล้วยากเย็น คิดก็เป็นอนิจจังเสียทั้งนั้น......แล้วจะเทียบอะไรกับชื่อเสียงเกียรติยศของมนุษย์ ก็คงหมดไปในไม่นาน เหมือนกับเป็นผู้ดีแล้วลำบาก เป็นคนมั่งมีแล้วยากจน คิดแล้วทุกอย่างไม่เที่ยงแท้ขอเดชะพระเจดีย์คีรีมาศ บรรจุธาตุที่ตั้งนรังสรรค์ ข้าอุตส่าห์มาเคารพอภิวันท์ เป็นอนันต์อานิสงส์ดำรงกาย ......ขอเดชะแห่งเจดีย์ภูเขาทองซึ่งบรรจุพระบรมสาริกธาตุ สุนทรภู่ขอให้ที่ได้มากราบในครั้งนี้ให้เป็นบุญเพื่อเป็นอานิสงส์ให้พ้นภัยต่างๆจะเกิดชาติใดใดในมนุษย์ ให้บริสุทธ์สมจิตที่คิดหมาย ทั้งทุกข์โศกโรคภัยอย่าใกล้กราย แสนสบายบริบูรณ์ประยูรวงศ์ ......ถ้าจะเกิดชาติไหนๆก็ขอให้ตนบริสุทธิ์ทั้งกายและใจ ทั้งความทุกข์ความโศกอย่าได้มาใกล้ สบายไปตลอดกาลทั้งโลโภโทโสและโมหะ ให้ชนะใจได้อย่าใหลหลง ขอฟุ้งเฟื่องเรืองวิชาปัญญายง ทั้งให้ทรงศีลขันธ์ในสันดาน ......ทั้งความโลภ โกรธ หลง ขอให้ตนชนะได้ ขอให้มีสติปัญญาหลักแหลม ให้มีศีลธรรมอยู่ในใจอีกสองหญิงสิ่งร้ายและชายชั่ว อย่าเมามัวหมายรักสมัครสมาน ขอสมหวังตั้งประโยชน์โพธิญาณ ตราบนิพพานชาติหน้าให้ถาวร ......ทั้งผู้หญิงร้ายและผู้ชายชั่วก็ขอให้อย่าได้รู้จักคบหากัน ขอให้สมดังหวังแม้แต่ชาติหน้าก็ขอให้เป็นดังหวังพอกราบพระปะดอกปทุมชาติ พบพระธาตุสถิตในเกสร สมถวิลยินดีชุลีกร ประคองช้อนเชิญองค์ลงนาวา ......พอก้มลงกราบพระพุทธรูปเงยขึ้นมาก็เห็นดอกบัวและก็เห็นพระบรมสารีริกธาตุอยู่ในเกสรก็ดีใจมากและช้อนประคองลงเรือกับหนูพัดมัสการสำเร็จแล้ว ใส่ขวดแก้ววางไว้ใกล้เกศา มานอนกรุงรุ่งขึ้นจะบูชา ไม่ปะตาตันอกยิ่งตกใจ ......พอหนูพัดกราบไว้เสร็จแล้วก็ใส่พระบรมสารีริกธาตุไว้ในขวดแก้วแล้วก็วางไว้ใกล้ศีรษะเมื่อนอน ไปนอนที่กรุงศรีอยุธยาและรุ่งเช้าจะบูชาพระบรมสารีริกธาตุแต่พอตื่นมามองไม่เห็นพระบรมสารีริกธาตุก็ตกใจอย่างมากทั้งที่วางไว้ใกล้ศีรษะแสนเสียดายหมายจะชมบรมธาตุ ใจจะขาดคิดมาน้ำตาไหล โอ้บุญน้อยลอยลับครรไลไกล เสียน้ำใจเจียนจะดิ้นสิ้นชีวัน ......สุนทรภู่ว่าเป็นเพราะบุญตนน้อยทำให้พระธาตุลอยไปไกลสุดจะอยู่ดูอื่นในฝืนโศก กำเริบโรคร้อนฤทัยเฝ้าใฝ่ฝัน พอตรู่ตรู่สุริย์ฉายขึ้นพรายพรรณ ให้ล่องวันหนึ่งมาถึงธานี ......สุนทรภู่คิดว่าไม่สามารถอยู่ที่เจดีย์ภูเขาทองต่อได้เพราะจะยิ่งเศร้าโศกและร้อนใจยิ่งขึ้น พอเช้าตรู่พระอาทิตย์ขึ้นส่องฉาย ก็ล่องเรือถึงกรุงเทพฯโดยใช้เวลาเดินทาง ๑ วันประทับท่าหน้าอรุณอารามหลวง ค่อยสร่างทรวงทรงศีลพระชินสีห์ นิราศเรื่องเมืองเก่าของเรานี้ ไว้เป็นที่โสมนัสทัศนา ......ถึงหน้าวัดอรุณก็ค่อยสร่างจากความเศร้าเพราะได้กราบพระพุทธรูป นิราศภูเขาทองของสุนทรภู่เรื่องนี้ไว้เป็นที่อ่านเมื่อเศร้าจะได้มีความ
เพราะใดใดในโลกอนิจจัง รักแล้วชังพบแล้วจากพรากกันหนา
สุนธรภู่ครูกวีผู้ปรีชา ท่านก็ลาฝากผลงานการประพันธ์
ชนรุ่นหลังยังถือเป็นแบบบท เพื่อกำหนดสัมผัสมาจัดสรรค์
เพื่อสืบทอดอุดมการณ์งานประพันธ์ โปรดช่วยกันประสานไว้ให้ยืนยง
ขอบคุณนะคะที่แวะมาเยี่ยม
คุณเครื่องหมาย ? คำถามเดี่ยว
ดีมากกกกกกคร้าาาาา
มีเจดีวิหารเป็นลานวัด