นอกจากปัญหา ESD ที่ทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เสียหายได้แล้ว ไฟฟ้าสถิตยังมีความสำคัญในกระบวนการสะอาด หรือชิ้นงานที่ต้องการความสะอาดสูง อาทิเช่น การฉีดขึ้นรูปพลาสติกที่นำมาทำจอแสดงผล ซึ่งการฉีดขึ้นรูปพลาสติกอาจทำให้เกิดไฟฟ้าสถิตที่ชิ้นงานในปริมาณที่สูงมาก ทำให้ฝุ่นละอองถูกดูดมาที่ชิ้นงานมากและยังทำความสะอาดออกได้ยาก นอกจากนี้ไฟฟ้าสถิตยังมีผลโดยตรงกับงานที่ต้องระวังไม่ให้เกิดประกายไฟ เช่น การทำงานกับสารเคมีที่ไวไฟและการทำงานกับวัตถุระเบิด 

จากที่กล่าวมาข้างต้น เราจึงมีความจำเป็นต้องมีการควบคุมและป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นจากไฟฟ้าสถิตซึ่งมีอยู่หลายวิธี อาทิเช่น 

1) การออกแบบอุปกรณ์หรือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ให้มีความทนทานต่อไฟฟ้าสถิตมากขึ้น โดยฝ่ายออกแบบผลิตภัณฑ์ 

2) การหลีกเลี่ยงและลดการเกิดไฟฟ้าสถิตโดยการเลือกใช้วัสดุที่เกิดไฟฟ้าสถิตน้อย (Low Static Charge or

Antistatic) 

3) การถ่ายเทประจุที่เกิดขึ้นลงสู่กราวด์ (Dissipation) เพื่อลดประจุสะสมโดยผ่านทางพื้นผิวควบคุมไฟฟ้าสถิต (Static Control surfaces) และระบบสายดิน (Grounding) 

4) การป้องกันการรบกวนของสนามไฟฟ้า (Shielding) โดยการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม และ 

5) การแลกเปลี่ยนประจุให้วัสดุนั้นมีสภาพเป็นกลางทางไฟฟ้า (Neutralization) โดยใช้พัดลมสลายประจุไฟฟ้าสถิต หรือ Ionizer