คงเป็นธรรมดาที่ความยากจนส่งผลให้เด็กต้องขาดโอกาสทางการศึกษาเล่าเรียน หลายคนต้องออกมาช่วยครอบครัวทำงานหาเงิน จนทำให้คุณภาพชีวิตแบบที่เด็กพึงจะได้รับต้องเปลี่ยนเป็นภาระที่ไม่ได้ตั้งใจ


ที่ชุมชนเจดีย์คำ อ.เชียงคำ จ.พะเยา เด็กบางคนโชคร้ายกว่านั้น เพราะความที่พ่อแม่มีความรู้ในเรื่องป้องกันโรคติดต่อน้อย ทำให้เด็กบางคนจึงติดเอชไอวี (เอดส์) มาตั้งแต่กำเนิด กลายเป็นพวกด้อยโอกาส เกิดช่องว่างทางการศึกษา ไม่นับปัญหากับกลุ่มเด็กที่พอจะมีโอกาสขึ้นมาหน่อยซึ่งกลับใช้โอกาสนั้นอย่างไม่รู้คุณค่า ใช้เวลาหน้าเกมคอมพิวเตอร์มากกว่าตำราเรียน


ถึงความเป็นจริงจะชวนท้อแท้ ทว่าสิ่งที่น่าสนใจคือ ในเวลานี้คนในชุมชนเลือกที่สู้กับสิ่งที่เกิดขึ้น ทุกภาคส่วนชุมชนทั้งโรงเรียน-องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น-สาธารณสุขชุมชน ต่างหารือและยกวาระ “การมุ่งพัฒนาเยาวชน”ให้เป็นเป้าหมายหลักเป็นที่มาของโครงการ “สุขด้วยใจ ให้ด้วยรัก” ซึ่งเป็นการลดช่องว่างแก่เด็กด้อยโอกาส


“ธารทิพย์ ชิดสนิท” ผู้รับผิดชอบโครงการ “สุขที่ใจ ให้ด้วยรัก” เล่าว่า ชุมชนนำแนวคิดมาจากการอบรมกับโครงการสุขแท้ด้วยปัญญา ที่เครือข่ายพุทธิกา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้แนวทางการพัฒนาสุขภาวะทางปัญญา ซึ่งมุ่งสร้างทัศนคติที่ดี 4 ประการ ได้แก่ การคิดถึงผู้อื่นมากกว่าตนเอง การไม่พึ่งพิงความสุขทางวัตถุอย่างเดียว การเชื่อมั่นในความเพียรของตน ไม่หวังลาภลอย คอยโชค และรู้จักคิดอย่างมีเหตุผลและเป็นประโยชน์เกื้อกูลก่อนจะออกแบบกิจกรรมเพื่อทำในพื้นที่ โดยการชักจูงเด็กและเยาวชนในทุกระดับให้เห็นความสำคัญกับเรื่องใกล้ตัวก่อน เช่น สิทธิของตัวเอง เกษตรกรรมธรรมชาติที่สามารถปลูกและบริโภคได้จริง ตลอดจนจัดกิจกรรมสันทนาการพัฒนาด้านอารมณ์ กล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหว


“แต่เราทำคนเดียวไม่ได้ คนในชุมชนต้องร่วมกัน ตั้งแต่เริ่มทำโครงการ ก็ขอคำปรึกษาจากทาง อบต. อนามัย ผู้นำชุมชน กำนัน คือเราจะคุยกับผู้ใหญ่ทุกคนว่าเราอยากจะทำโครงการในลักษณะแบบนี้ ผู้ใหญ่เห็นยังไงบ้าง เขาก็ให้การสนับสนุน เลยเขียนโครงการของไปที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ก็ได้งบประมาณ จากชุดโครงการเด็กด้อยโอกาส มาดำเนินกิจกรรม ซึ่งหลังจากสิ้นสุดโครงการแล้ว จะนำโครงการเสนอสู่ท้องถิ่นต่อไป” ธารทิพย์ อธิบาย 


สอดรับกับบทบาทของส่วนท้องถิ่นที่ “ศิริโชค ชมชื่น” รองนายก อบต. เจดีย์คำ บอกว่า อบต.ได้ร่วมส่งเสริมโครงการดังกล่าวเป็นเวลาเกือบ 2 ปี ซึ่งจะใช้วันเสาร์ หรือวันหยุดของเด็กๆ นัดพบกันเพื่อทำกิจกรรม อย่างไรก็ตาม


ช่วงแรกยอมรับว่าผู้ปกครองไม่เข้าใจบ้างเพราะเมื่อเด็กมาทำกิจกรรม แรงงานในการหารายได้ย่อมลดลง อบต.จึงต้องโน้มน้าวผู้ปกครอง เชิญผู้ปกครองมาร่วมด้วย ทำให้คนในพื้นที่สนับสนุนกิจกรรมมากขึ้น กิจกรรมจึงผลิดอกได้รับการสนับสนุนให้ทำต่อๆไป


“เมื่อก่อนเด็กๆ ไปเที่ยวเตร่ในที่ต่างๆ มั่วสุมเล่นเกม โครงการนี้ดีมาก ทำให้ผู้ปกครองได้รับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นมา และตระหนักถึงปัญหาที่อาจจะเกิดในวันข้างหน้า เด็กก็มีโอกาสได้เรียนรู้ว่าสิ่งไหนดีไม่ดี และต่อในปีหน้า อบต. ก็มีงบประมาณที่จะส่งเสริม เพราะหลังการดำเนินโครงการแล้วที่ทราบมาคือเด็กๆ ตั้งใจเรียนหนังสือ ไปตามร้านเกมส์น้อยลง ส่วนเด็กที่ไม่ยอมมาร่วมโครงการเพราะเห็นว่าเป็นวันหยุดอยากเล่นเกมดูทีวีที่บ้านก็มีอยู่บ้างแต่เป็นส่วนน้อย บางคนก็หักเหไปทางอื่นซึ่งต้องหาทางแก้ปัญหากันต่อไป”


ส่วนในมุมของคนทำงานด้านสุขภาพอย่าง “อรอนงค์ บุญจูบุตร” ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเจดีย์คำ ก็สะท้อนแง่บวกให้ฟังว่า การผนึกกำลังในทุกส่วนของชุมชนนี้ ทำให้เด็กมีกิจกรรม มีความกระตือรือร้นที่จะทำในสิ่งที่เขาชอบ แทนการนั่งอยู่เฉยๆ หรือเอาเวลาว่างไปในร้านเกม และประเด็นเหล่านี้ชุมชนต้องพร้อมช่วยเหลือ ในส่วนของคนทำงานด้านสาธารณสุขก็ถือเป็นโอกาสดีในการเผยแพร่ความรู้ด้านสุขภาพกาย ใจ การดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐานให้กับเยาวชนไปพร้อมกัน


มากไปกว่าผลลัพธ์ทางตัวเลข กิจกรรมเช่นนี้จึงส่งผลทางด้านจิตใจ การแบ่งปันซึ่งกันและกัน การเชื่อมโยงความรู้ท้องถิ่นจากผู้สูงอายุกับเยาวชน จนทำให้ชุมชนเจดีย์คำตื่นตัวใช้วิกฤติที่ปัญหา เป็นโอกาสตั้งสติสำรวจตัวเอง โดยเฉพาะกับปัญหาเด็กและเยาวชนซึ่งถือเป็นอนาคตร่วมกัน ที่คนในชุมชนจะนิ่งเฉยไม่ได้อีกต่อไป