อยากให้ทุกคนได้อ่านนะคะ  แม้บทความนี้จะยาวเกินไปแต่ขอรับรองว่าเมื่อคุณได้อ่านเรื่องราวเหล่านี้แล้วคุณจะไม่ผิดหวังเลยเพราะมันเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซาบซึ้งกินใจอย่างเหลือคณนา               และจากที่ดิฉันได้อ่านมา 

ฉันรับรู้ได้เลยว่าเรื่องราวเหล่านี้ควรได้รับการเผยแพร่อย่างมากที่สุด

เรื่องราวนี้ที่ได้เคยอ่านเจอมาทำให้ดิฉันรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างมากที่ได้เกิดมาเป็นลูกของแม่  ทำสิ่งดีดีเพื่อแม่  อ่านแล้วรู้สึกดีมากๆค่ะ  และอยากให้ทุกคนรักและดูแม่ให้มากๆนะคะ

เลยนำมาเรียบเรียงให้ทุกคนได้อ่าน  ตามนี้เลยค่ะ

ตอนที่  1  แม่ไม่เคยคิดเงิน

       เจ้าเด็กชายตัวน้อยของเราเดินเข้าไปหาแม่ และส่งกระดาษให้ หลังจากแม่เช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนแล้วเธอก็ก้มลงอ่าน

                ค่าตัดหญ้า                                                  5.00บาท

                ค่าทําความสะอาด                                      1.00บาท

                ค่าซื้อของให้แม่                                          2.50บาท

                ค่าดูแลน้อง                                                 2.50บาท

                ค่าเอาขยะไปทิ้ง                                          1.00บาท
  
                ค่าได้คะแนนดี                                             5.00บาท

                ค่ากวาดสนาม                                             2.00บาท

                รวมค้างชําระ                                              19.00บาท

        เธอจึงหยิบปากกาขึ้นมา พลิกไปด้านหลังแล้วเขียนว่า 

                เก้าเดือนที่แม่อุ้มท้อง                                 ไม่คิดเงิน

                เวลาแม่พยาบาลและดูแลลูก                      ไม่คิดเงิน
        
                ค่าที่ลูกทําให้แม่เสียน้ำตา                           ไม่คิดเงิน

                ของเล่น อาหาร เสื้อผ้า พาเที่ยว                 ไม่คิดเงิน

                แม้แต่เช็ดน้ำมูกให้                                  ไม่คิดเงินหรอกจ๊ะลูก
         
                รวมทั้งหมดค่าความรักของแม่                ไม่คิดเงินเหมือนกัน

                 เมื่อลูกชายอ่านสิ่งที่แม่เขียนแล้ว น้ำตาหยดโตก็ไหลออกมา เขาสบตาแม่ และพูดว่า "แม่ครับ ผมรักแม่จริงๆนะครับ" แล้วเขาก็เอาปากกา เขียนหนังสือตัวโตๆว่า

                ++  จ่ายหมดแล้ว แม่จ่ายหมดแล้ว แต่ลูกยังทอนให้ไม่หมด ++

 

ตอนที่ 2  ทําอะไรเพื่อแม่บ้าง

เมื่อคุณกำเนิดมาในโลกนี้ เธออุ้มคุณไว้ในอ้อมอก
คุณขอบคุณเธอโดยการร้องไห้
เมื่อคุณอายุ 1 ขวบ เธอป้อนข้าวและอาบน้ำให้คุณ
คุณขอบคุณเธอโดยการงอแงทั้งคืน
เมื่อคุณอายุ 2 ขวบ เธอสอนคุณเดิน
คุณขอบคุณเธอด้วยการวิ่งหนีเมื่อเธอเรียกหา
เมื่อคุณอายุ 3 ขวบ เธอทำอาหารทุกอย่างให้คุณด้วยความรัก
คุณขอบคุณเธอด้วยการโยนจานลงพื้น
เมื่อคุณอายุ 4 ขวบ เธอให้ดินสอสีคุณ
คุณขอบคุณเธอด้วยการระบายสีบนโต๊ะอาหาร
เมื่อคุณอายุ 5 ขวบ เธอแต่งชุดเก่งให้คุณเพื่อไปเที่ยว
คุณขอบคุณเธอด้วยการทำชุดเก่งนั้นเปื้อนโคลนเลอะเทอะไปทั่ว
เมื่อคุณอายุ 6 ขวบ เธอจูงมือคุณไปโรงเรียน
คุณขอบคุณเธอด้วยการอาละวาดไม่ยอมไป
เมื่อคุณอายุ 7 ขวบ เธอใช้เงินเก็บทั้งหมดเป็นค่าเทอมโรงเรียนป.หนึ่งชื่อดังให้คุณ
คุณขอบคุณเธอด้วยการแอบหลับในชั่วโมง
เมื่อคุณอายุได้ 8 ขวบ เธอซื้ออุปกรณ์เครื่องเขียนใหม่ให้คุณครบเซ็ท
คุณขอบคุณเธอด้วยการทำมันพังภายในสามวัน
เมื่อคุณอายุได้ 9 ขวบ เธอสอนเปียโนให้คุณ
คุณขอบคุณเธอด้วยการไม่เคยแม้แต่จะซ้อม
เมื่อคุณอายุ 10 ขวบ เธอขับรถไปส่งคุณทั้งวัน ตั้งแต่สนามบอล,โรงยิม, ยัน งานเลี้ยงวันเกิดของเพื่อนแต่ละคน
คุณขอบคุณเธอด้วยการกระโดดออกนอกรถ โดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง
เมื่อคุณอายุ 11 ขวบ เธอพาคุณและเพื่อนคุณไปดูหนัง
คุณขอบคุณเธอด้วยการขอนั่งที่นั่งคนละแถว
เมื่อคุณอายุ 12 ขวบ เธอเตือนคุณอย่าดูทีวี
คุณขอบคุณเธอด้วยการรอเธอออกไปก่อน แล้วดูต่อ
เมื่อคุณอายุ 13 เธอแนะให้คุณตัดผมให้มันดูดี
คุณขอบคุณเธอด้วยการบอกว่าเธอไม่มีรสนิยมเอาเสียเลย
เมื่อคุณอายุ 14 เธอจ่ายค่าซัมเมอร์แคมป์หนึ่งเดือนให้คุณ
คุณขอบคุณเธอด้วยการไม่ได้เขียนจดหมายมาหาเลยสักฉบับ
เมื่อคุณอายุ 15 เธอกลับบ้านหลังเลิกงาน อยากได้กอดสักครั้ง
คุณขอบคุณเธอด้วยการล็อกห้องนอนขังตัวเองในห้อง
เมื่อคุณอายุ 16 เธอสอนคุณขับรถ
คุณขอบคุณเธอด้วยการเอารถไปขับทุกเวลาที่คุณจะเอาไปได้
เมื่อคุณอายุ 17 เธอกำลังรอโทรศัพท์สายสำคัญ
คุณขอบคุณเธอด้วยการใช้สายตลอดคืน
เมื่อคุณอายุ 18 เธอร้องไห้ในวันที่คุณเรียนจบมัธยม
คุณขอบคุณเธอด้วยการฉลองยันเช้า
เมื่อคุณอายุ 19 เธอจ่ายค่ากวดวิชา ขับรถไปรับไปส่ง
คุณขอบคุณเธอด้วยการบอกลาข้างนอกเพื่อที่จะไม่ได้อายเพื่อน
เมื่อคุณอายุ 20 เธอถามคุณว่ามีแฟนหรือยัง
คุณขอบคุณเธอด้วยการพูดว่า ไม่ใช่เรื่องของเธอสักหน่อย
เมื่อคุณอายุ 21 เธอแนะนำอาชีพให้คุณสำหรับอนาคต
คุณขอบคุณเธอด้วยการบอกว่า คุณไม่อยากเป็นอย่างเธอ
เมื่อคุณอายุ 22 เธอกอดคุณวันรับปริญญา
คุณขอบคุณเธอด้วยการบอกว่าอยากได้รางวัลไปเที่ยวยุโรปสักครั้ง
เมื่อคุณอายุ 23 เธอให้เฟอร์นิเจอร์ตกแต่งในอพาร์ตเมนท์แห่งแรกของคุณ
คุณขอบคุณเธอด้วยการบอกเพื่อนๆ ว่า มันช่างน่าเกลียดเสียนี่กระไร
เมื่อคุณอายุ 24 เธอพบคู่หมั้นคู่หมายของคุณ และถามคุณเกี่ยวกับแผนการในอนาคต
คุณขอบคุณเธอด้วยการจ้องมองเขม็งพร้อมพูดว่า
"แม่.....ได้โปรดเถอะอย่ายุ่งกับเรื่องนี้"
เมื่อคุณอายุ 25 เธอช่วยคุณจ่ายค่าใช้จ่ายงานแต่งงานและสินสอด
ร้องไห้และบอกคุณว่าเธอรักคุณแค่ไหน
คุณขอบคุณเธอด้วยการย้ายไปอีกฟากหนึ่งของประเทศ
เมื่อคุณอายุ 30 เธอโทรมาหาพร้อมกับแนะนำเรื่องการเลี้ยงเด็ก
คุณขอบคุณเธอด้วยการบอกว่า สมัยนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว
เมื่อคุณอายุ 40 เธอโทรมาเตือนความจำคุณเกี่ยวกับวันคล้ายวันเกิดญาติ
คุณขอบคุณเธอด้วยการบอกว่า ตอนนี้ไม่ว่างเลย
เมื่อคุณอายุ 50 เธอเริ่มชราและไม่ค่อยสบาย ต้องการให้ดูแล
คุณขอบคุณเธอด้วยการบอกว่ามันเป็นภาระแค่ไหนที่จะต้องเลี้ยงดูเธอ
และแล้ว วันหนึ่ง เธอจากไปอย่างเงียบสงบ และทุกอย่างที่คุณไม่เคยกระทำ
จะเหมือนฟ้าผ่าในใจคุณ "เรียกแม่ไปเถอะลูก เรียกตลอดทั้งคืนนะ"
โปรดใช้เวลาสักนิด แสดงออกถีงความลึกซึ้งแด่คนที่เราเรียกว่าแม่
แม้จะไม่กล้าพูดออกมาก็ตามถีง                                                                                                                  ไม่มีอะไรแทนทีเธอได้ แม้ว่าบางคราวเธออาจจะไม่ได้เป็นคนที่เข้าใจคุณมากที่สุด                                         หรืออาจไม่เห็น
ด้วยกับความคิดของคุณ แต่เธอก็คือแม่ของคุณ
และเชื่อได้ว่าเธอจะทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อคุณ รับฟังทุกปัญหา ทุกความกังวล

ถามตัวคุณเองดูเถิด คุณมีเวลาที่จะฟังความเศร้าความกังวลใจของเธอจากการทำงาน
หรือ จากในครัวไหมม

คุณเคยคิดถึงความเหนื่อยยากของเธอไหม รักเธอให้มากแม้ว่าจะคิดเห็นแตกต่าง
เพราะเมื่อเธอจากไปจะเหลือเพียงความทรงจำและความเสียใจเท่านั้น
อย่าเพิกเฉยกับคนที่ใกล้หัวใจคุณที่สุด รักเธอให้มากกว่าที่คุณรักตัวเอง

 

ตอนที่  3  สําคัญที่ใจ

                  หลังจากคุณแม่คนใหม่เอ่ยขึ้นว่า "ขอฉันดูหน้าลูกหน่อยนะคะ" เธอก็ได้ห่อผ้าน้อยๆมาอยู่ในอ้อมกอด แต่เมื่อแย้มผ้าออกเพื่อมองไปหน้าเล็กๆ ของทายาท เธอถึงกับกรีดร้องจนพยาบาลต้องรีบอุ้มเด็กออกไปจากอ้อมกอดอย่างรวดเร็ว และสาเหตุคือที่คุณแม่ร้องลั่นก็เพราะ...เด็กที่เกิดมาไม่มีใบหู

           อย่างไรก็ตามกาลเวลาที่ผันผ่านได้พิสูจน์ว่าเด็กน้อยไม่มีปัญหาด้านการได้ยิน แม้จะไม่มีใบหูให้เห็นภายนอก แต่ถึงอย่างนั้น...ชีวิตของเด็กน้อยก็ยังปวดร้าว หลายครั้งที่เขากลับจากโรงเรียนมาซบอกแม่ทั้งน้ำตา และผู้เป็นมารดาก็รู้ว่าหัวใจลูกปวดร้าวเพียงใด

           เด็กน้อยเคยโพล่งออกมาอย่างเศร้าๆว่า "พวกเด็กโตๆล้อผมว่าไอ้ตัวประหลาด" เด็กชายน้อยเติบโตขึ้นเป็นชายหนุ่มหล่อเหลา เขาเป็นที่รักของเพื่อนๆ มีพรสวรรค์ในด้านอักษรศาสตร์ วรรณคดีและดนตรี เขาอาจได้เป็นหัวหน้าชั้น เป็นประทานกลุ่ม แต่เพราะเจ้าสิ่งนั้นที่ขาดไป...

           วันหนึ่ง แม่ของเขาบอกด้วยความเห็นใจ "ลูกต้องพบปะผู้คนบ้างนะ" แต่กี่คําปลอบใจก็ดูจะไร้ความหมาย ในที่สุดพ่อของเด็กชายก็ตัดสินใจปึกษาแพทย์ประจําครอบครัวซึ่งแพทย์ช่วยให้พวกเขามีความหวังด้วยการบอกว่า "ผมสามารถผ่าตัดปลูกถ่ายใบหูให้เขาได้ถ้ามีผู้บริจาค หรือ...มีใครเสียสละใบหูเพื่อเขา"

           หลังจากนั้น 2 ปี ผู้เป็นพ่อจึงบอกว่า "เตรียมตัวไปโรงพยาบาลกันนะ พ่อกับแม่หาผู้บริจาคใบหูที่ลูกต้องการได้แล้ว แต่มีข้อแม้ว่าต้องเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ"

           หลังการผ่าตัด เสมือนการเกิดใหม่ของชายคนหนึ่ง ซึ่งกลับกลายมาเป็นผู้เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ เป็นอัจฉริยะของโรงเรียน ของมหาวิทยาลัย และเป็นที่กล่าวขานต่อๆไปอีกหลายๆรุ่น

           ต่อมา เขาได้แต่งงาน วันหนึ่งเขาตัดสินใจถามพ่อว่า "พ่อครับ ใครเป็นคนมอบใบหูให้ผมใคร ใครเป็นคนมอบสิ่งดีๆในชีวิตผมตั้งมากมาย ผมอยากตอบแทนเขาบ้างครับ"

           พ่อตอบ "อย่าเพิ่งคิดเรื่องตอบแทนเลย ลืมแล้วเหรอว่าเราตกลงกันว่า เรื่องนี้ต้องเป็นความลับ" เรื่องผู้บริจาคจึงเป็นความลับต่อไปอีกหลายปี จนวันหนึ่ง ซึ่งเป็นที่มืดมิดที่สุดในชีวิตผู้เป็นลูก

           เขายืนเศร้าเสียใจอยู่ข้างพ่อ ตรงหน้าศพของแม่ และเมื่อพ่อลูบผมนําตาลแดงของภรรยาให้เสยขึ้น ความจริงจึงเผยว่า...ผู้เป็นมารดาปราศจากใบหู! ใบหูของแม่ถูกตัดไปแล้ว...

          พ่อกระซิบบอกลูกชาย "แม่บอกพ่อว่า ดีใจที่ได้ทําอย่างนี้ แม่ของลูกไม่เคยตัดผมอีกเลยนับจากนั้น แต่ก็ไม่มีใครมองว่าเธอไม่สวย...จริงมั๊ย จงจําไว้นะ สิ่งมีค่าที่แท้จริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับภาพที่เห็นแต่อยู่ตรงสิ่งที่เราสัมผัสได้แม้จะมองไม่เห็นต่างหาก"

           ความรักที่แท้ ไม่ได้หมายความถึงการทําอะไรเพื่อให้ใครต้องรับรู้ หากแต่...คือการกระทําจากหัวใจโดยไม่คาดหวังอะไร หรือ...ไม่จําเป็นต้องมีใครรับรู้ต่างหาก คําพูดพร่ำเพรื่อจึงไม่ใช่สิ่งจําเป็นในเรื่องของความรัก


     ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

               
                                สายตาและความคิดอ่านของท่าน...

                                 ความรักยังมีอยู่ในโลกใบนี้เสมอ

                         สิ่งต่างๆยังคงกำเนิดมาจากความรักทั้งสิ้น   

                                           แม้โลกที่เป็นอยู่นี้

                                    จะไม่สวยงามอย่างที่คิด

                            แต่โลกก็อยู่ได้ด้วยคนที่มีน้ำใจเมตตา

                                 ทําให้โลกใบนี้ยังเป็นโลกอยู่เสมอ...

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ตอนที่ 4  ครั้งแรกและครั้งสุดท้าย.... 

           ฉันโมโห โมโหมาก โมโหที่สุดในโลกแล้วมั้งเนี่ย...เปล่าหรอก...เอ้อใช่...ฉันโมโหมาก แต่คงไม่เท่าตอนครูสอนเลขโมโหเรื่องฉันทำสมุดการบ้านเปียกน้ำ...ช่างเหอะ เอาละ ถ้าอยากฟังเรื่องฉันโมโหก็อ่านต่อไปเหอะ  แต่ถ้าไม่อยากอ่านก็ปิดเรื่องนี้ทิ้งไปเลย...ก็นั่นแหละ คุณคงไม่เปิดเรื่องนี้เข้ามาหรอกถ้าไม่อยากอ่าน

          ฉันเพิ่งกลับมาจากกรุงเทพ ที่จริงกลับมาตั้งนานแล้วล่ะ ตั้งแต่ตี 5 นู่น พอมาถึงบ้านทุกคนก็ เฮละโลเข้ามารุมฉันใหญ่ พลางถามว่า "ที่กรุงเทพ หนาวมั๊ย ร้อนมั๊ย เรียนสนุกมั๊ย" และอะไรต่อมิอะไรอีกแยะ แต่ขี้เกียจพล่ามมากๆ เลยขอข้ามไปเลย เอาเป็นว่า ....ตอน 7โมงเช้าแม่ก็มาหาฉัน ก็นี่แหละที่ฉันโมโหก็เริ่มจากตรงนี้...

          แม่ไม่ได้ยิงคำถามใส่ฉันเหมือนพี่ 7 คนและน้องสาว แต่แม่บอกว่า....

           "นี่เอม! ผมลูกกระเชิงยังกับไม่ได้สระมาหลายวันแนะ แล้วนี่อะไร ไฮไลต์ผมเรอะ แม่บอกลูกแล้วว่าอย่าใช้จ่ายอะไรสิ้นเปลือง แล้วก็..." "ค่ะ!" ฉันแทรกขึ้นมาแม่ทำหน้าบึ้ง เราตีหน้ายักษ์ใส่กัน ฉันสะบัดหน้าแล้วเดินขึ้นบ้านไป แม่กอดอก ฉันกอดหมอน แล้วกรี๊ดใส่มันแรงๆเพื่อระบายอารมณ์

           3 นาทีต่อมา มีเสียงคนตะโกน "เอม! แม่เตรียมอาหารเสร็จแล้ว มีน้ำพริกปลาทูที่ลูกชอบด้วยนะ" ฉันเนี่ยนะชอบน้ำพริกปลาทู? จำไม่ได้ว่าชอบด้วนซ้ำไป!

           มีเสียงตะโกนอีก "นี่เอม ถ้าไม่ลงจากห้องแม่จะขึ้นไปลากลงมาแล้วนะ"

           ฉันเมินหน้าออกจากประตู 'นั่นไม่ใช่คำทักทายที่สมกับเป็นแม่ลูกเลยนะ' ฉันคิด 'ความจริงเราอาจไม่ใช่แม่ลูกกันก็ได้'
            แต่อาจจะจริงนะ เพราะน้องสาวของฉันไม่ใช่ลูกแม่หรอก ตอนฉันไปเรียนกรุงเทพ ป้าของฉันก็หัวใจล้มเหลวจนตายไป แล้วสามีของป้าก็เอาลูกมาฝากไว้ 5 เดือนยังไม่มาเอาคืนแม่เลยยึดไปเลย แล้วน้องก็โดนแม่ยึดไปจากฉันแล้วก็พวกพี่อีกที

            ในเมื่อฉันไม่ยอมลงไปกินข้าว แม่ก็เลยต้องขึ้นมาลาก ตอนนี้แม่เปิดประตูเข้ามาแล้วด้วย "เอมดื้อนักใช่มั๊ย ดีล่ะ ถ้าไม่กินข้าวเช้า ก็รอไปถึงเย็นละกัน" แม่ตวาด "อ้อ แล้วหูอย่าเจาะให้มันหลายรูนัก หูพรุนกันพอดี เป็นเด็กเป็นเล็กอย่าทำตัวโตเกินวั..." ปัง!!! ฉันปิดประตูห้องดังลั่น ' ฉันเกลียดแม่' ฉันคิด

             "หนูอายุ 12 ครึ่งแล้วนะแม่ โธ่ ถ้าแม่อยากอวดรู้นักก็ไปประกาศที่ศาลากลางหมู่บ้านเลยสิ!" ฉันตะโกนไล่หลังแม่ไป แล้วหวังอย่างลมๆแล้งๆว่าแม่จะไม่ได้ยิน โอเค นี่ก็เล่ามาถึงตอนนี้แล้ว ตอนที่ฉันกำลังหน้ามุ่ยอยู่นี่แหละ...และต่อเมื่อมีสติพอก็เดินลงไปข้งล่าง เพื่อจะไปเดินเล่นให้หายโกรธ กำลังจะถึงประตูอยู่แล้วเชียว แม่ก็มาขัดพอดี

             "ไปไหน"

             "เดินเล่น"ฉันตอบห้วนๆ

            "ไม่บอกลากันเลยใช่มั๊ย คนกรุงเทพเขาทำกันอย่างนี้หรือ รึว่..."

              "ค่ะ เขาเป็นอย่างนี้หมดแหละค่ะ" ฉันตอบห้วนกว่าเดิมแล้วเปิดประตูออกไป  เดินๆๆๆๆๆๆๆ ไปถึงร้านกาแฟแล้วสั่งชาเย็นแก้วนึง แล้วนั่งลงที่โต๊ะ หยิบมือถือแล้วเล่นเกม พอดีนึกได้ว่าแบตมือถือมีค่ามากกว่าอะไรๆในโลกนี้ เลยเลิก พอดีมีคนโทรมา จากที่บ้านนะ เลยปล่อยให้ร้องเพลงไป 8-10 รอบ แล้วค่อยรับขึ้นมา

              "แม่...! แม่หัวใจล้มเหลว"  มีคนพูดแค่เนี๊ย ฉันตกใจมากและรีบวิ่งกลับบ้าน ชายงชาเย็นอะไรไม่สนหรอก ฉันใช้เวลา 5 นาทีในการ วิ่ง วิ่ง วิ่ง แต่พอไปถึงก็รู้ว่ามันได้สายไปเสียแล้ว น้ำตาหยดโตๆค่อยบๆใหลออกมา ฉันนั่งลงและพูดว่า
              "หนูขอโทษ หนูรักแม่นะค่ะ"และกราบแม่เป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย....

* เวลาไม่มีเงิน คนแรกที่คิดถึงคือพ่อและแม่ แต่พอมีเงิน คนแรกที่คิดถึงคือแฟนและเพื่อน
* อยากได้รถ คนแรกที่คิดถึงคือพ่อและแม่ แต่พอมีรถ คนแรกที่จะไปรับคือแฟนและเพื่อน
* ร้านอาหารหรูๆ บรรยากาศคลาสสิก มีไว้สำหรับแฟน และเพื่อน อาหารบนโต๊ะที่บ้านมีสำหรับพ่อและแม่
* โรงหนัง ห้างสรรพสินค้า มีไว้สำหรับแฟนและเพื่อน ทีวีและสวนหน้าบ้านมีไว้สำหรับพ่อและแม่
* พ่อและแม่คิดบัญชีค่าใช้จ่ายก่อนนอนเพื่อความอยู่รอด ลูกนอนคุยโทรศัพท์ เล่นเน็ตก่อนนอน เพื่อให้หลับฝันดี
* เวลาเรามีความสุข มักจะมองหาแฟนและเพื่อน เวลามีความทุกข์ เราจะมองหาพ่อและแม่
* เวลาประสพความสำเร็จ เรามักจะมองหาแฟนและเพื่อนเพื่อนัดมาฉลอง แต่คนที่ดีใจที่สุดคือพ่อและแม่
* แต่พ่อและแม่กลับเป็นคนที่ถูกลูกมองข้ามไป พ่อและแม่ ทำงานหาเงินให้ลูกได้เรียนสูงๆ แต่ลูกมักเอาเงินไปเที่ยวเล่น
* เวลาแต่งงาน คนที่หาสินสอดคือพ่อและแม่ แต่คนที่มีความสุขคือลูก
* พ่อและแม่ตำหนิตักเตือนบางครั้ง เต็มไปด้วยความหวังดี แต่ลูกกลับคิดว่าสิ่งที่พ่อและแม่พูดนั้นไร้สาระ
* พ่อและแม่ฟ่าฟันปัญหาเป็นร้อยประการเพื่อลูก แต่พอลูกมีปัญหามักคิดได้แต่ท้อถอย หดหู่และอยากตาย


...........คำว่าพ่อหรือแม่ อาจเป็นคำแรกที่เราพูดได้ตั้งแต่เกิด..........


............แล้วคุณเตรียมอะไรไว้ให้พ่อและแม่ของคุณหรือยัง?..........



***เขาบอกว่า ถ้าอ่านแล้วนำมาบอกกล่าวก็เท่ากับว่าได้ชี้นำให้ผู้อื่นที่อยู่ใกล้ตัวคุณได้เห็นค่าของความรัก****

 

                 

                   ลูก(หนูแดง)คนนี้ขอขอบพระคุณ...คุณแม่มากๆนะคะ

 

ขอบคุณที่แม่ยอมเจ็ยในวันที่หนูแดงคลอดออกมา

ขอบคุณที่แม่ซื้อเสื้อผ้าสวยๆให้ใส่  และทำแผลให้ทุกครั้งที่บาดเจ็บ

ขอบคุณที่แม่จำได้เสมอว่าหนูแดงชอบทานอะไร  และไม่ลืมจะทำให้บ่อยๆ

ขอบคุณที่แม่สอนให้หนูรักการอ่าน และคลั่งไคล้การเขียนหนังสือ

ขอบคุณที่แม่ตัดใจไม่ซื้อของที่อยากได้  เพื่อจะเก็บไว้ให้หนูแดงไปโรงเรียน

ขอบคุณที่แม่อภัยอภัยให้ในวันที่หนูแดงทำผิด  และทำให้แม่ต้องเจ็บปวด

ถ้าแม่เคยร้องไห้เพราะหนูแดง...หนูแดงจะจะเรียกน้ำตาคืนกลับมาให้แม่ไม่ได้

แต่ขอให้แม่มั่นใจ...ว่านับจากนี้และตลอดไป...แม่จะไม่มีวันเสียใจเพราะหนูแดงอีก

ขอให้รอยยิ้มเป็นของแม่   ขอให้ความสุขมาหาแม่   และขอให้แม่มีสุขภาพที่แข็งแรง

แม้เราจะไม่ได้อยู่ใกล้กันทุกวันเพื่อกอดกันแน่นๆ

แต่ขอให้แม่รู้ว่าหนูแดงสำนึกอยู่เสมอว่า...หนูแดงมีทุกวันนี้ได้ก็เพราะแม่...เพราะแม่

คือผู้ให้กำเนิดคำว่า"ลูก"ค่ะ

 

                                                                                                       รักแม่...แค่หมดใจ