จากเหตุการณ์และข่างสารที่ปรากฎในหน้าหนังสือพิมพ์ที่เกี่ยวกับบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด และบริษัทกุหลาบแก้ว จำกัด ทำให้การตื่นตัวและเกิดกระแสความอยากรู้ของสังคมเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวในประเทศไทยว่า นิติบุคคลหรือบริษัทที่มีต่างด้าวถือหุ้น 49% นั้น เป็นนิติบุคคลหรือบริษัทไทยหรือบริษัทต่างด้าวกันแน่
ผู้เขียนจึงอยากที่จะนำเสนอแง่มุมทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรืองราวดังกล่าวว่ามีการกำหนดไว้เช่นไร โดยเริ่มจากความตกลงว่าด้วยการค้าบริการ(GATS) พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ 2542 ประกาศคณะปฎิวัติ ฉบับที่ 281 พ.ศ 2515 แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 พ.ศ2535 และเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
1. ความตกลงว่าด้วยการค้าบริการ (GATS)
ความตกลงฉบับนี้ได้กำหนดความเป็นนิติบุคคลต่างด้าวไว้ในมาตรา 28 (m) และ( n) ไว้ว่า
(m) " juridical person of another Member" means a juridical person which is either :
(i) constituted or ortherwise organized under the law of that orther Member, and is engaged in sustantive business operartions in the territory of that Member or any orther Member; or
(ii) in the case of the supply of a service through commercial presence, ownered or controlled by:
1. natural person of that Member; or
2. juridical person of that orther Member identified under subparagraph ( i) ;
(n) a jurdical person is :
(i) " ownered " by person of a member if more than 50 percent of the equity interest in it is beneficaially ownered by person of that Member;
(ii) " controlled " by person of a Member if such person have the power to name a majority of its directors of ortherwise to legally direct its actions;
(iii) "affilliated" with another person when it controls, or its controlled by that orther person; or when it and the orther prson are both controlled by the same person
จากบทบัญญัติดังกล่าว ทำให้เห็นว่าได้มีการกำหนดความเป็นนิติบุคคลต่างด้าวไว้ว่าหมายถึงนิติบุคคลซึ่งมีบุคคลสัญชาติอื่นเป็นเจ้าของด้วยการถือหุ้นเกินกึ่งหนึงหรือมีอำนาจในการควบคุมกิจการด้วย ซึ่งมีความเข้มงวดมากกว่ากฎหมายในประเทศไทยดังที่จะได้นำเสนอในหัวข้อต่อไป
2. พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ 2542
กฎหมายฉบับนี้ตราขึ้นเพื่อใช้ควบคุมและส่งเสริมให้คนต่างด้าวได้เข้ามาลงทุนประกอบกิจการในประเทศไทย โดยเป็นกฎหมายที่ตราขึ้นใช้แทนที่ประกาศคณะปฎิวัติ ฉบับที่ 281 ทั้งนี้เพื่อให้มาตราการในการควบคุมการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวมีความยืดหยุ่นมากกว่าเดิม
พระราชบัญญัติฉบับนี้ ได้กำหนดนิยามของคนต่างด้าวไว้ในมาตรา 4 ที่ว่า
(1)บุคคลธรรมดาซึ่งไม่มีสัญชาติไทย
(2) นิติบุคคลซึ่งไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทย
(3) นิติบุคคลซึ่งจดทะเบียนในประเทศไทย และมีลักษณะดังต่อไปนี้
(ก) นิติบุคคลซึ่งมีหุ้นอันเป็นทุน ตั้งแต่กึ่งหนึ่งของนิติบุคคลนั้นถือโดยบุคคลตาม (1) หรือ(2) หรือนิติบุคคลซึ่งมีบุคคลตาม (1)หรือ (2) ลงทุนมีมูลค่าตั้งแต่กึ่งหนึ่งของทุนทั้งหมดในนิติบุคคลนั้น
(ข) ห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนสามัญที่จดทะเบียน ซึ่งหุ้นส่วนผู้จัดการหรือผู้จัดการเป็นบุคคลตาม (1)
(4) นิติบุคคลซึ่งจดทะเบียนในประเทศไทย ซึ่งมีหุ้นอ้นเป็นทุนตั้งแต่กึ่งหนึ่งของนิติบุคคลนั้นถือโดยบุคคลตาม (1) (2) หรือ (3) หรือนิติบุคคลซึ่งมีบุคคลตาม (1) (2) หรือ (3) ลงทุนมีมูลค่าตั้งแต่กึ่งหนึ่งของทุนทั้งหมดในนิติบุคคลนั้น
ความหมายของคนต่างด้าวในกฎหมายฉบับนี้ คล้ายคลึงกับประกาศคณะปฎิวัติ ฉบับที่ 281 พ.ศ 2515แก้ไขฉบับที่ 2 พ.ศ 2535 กล่าวคือ มีการพิจารณาความเป็นต่างด้าวจากสัดส่วนของการถือหุ้นที่ใช้ในการลงทุนเท่านั้น (พิจารณาเพียงชั้นเดียว) ไม่ได้พิจารณาทุนของต่างด้าวที่นำมาลงทุนทั้งหมด และไม่ได้มีการพิจารณาในเรืองอำนาจบริหารจัดการในบริษัท อย่างที่มีการกำหนดไว้ความว่าด้วยการค้าบริการ(GATS) อาจกล่าวได้ว่า กฎหมายฉบับนี้มีความเข้มงวดน้อยกว่า
แต่กฎหมายฉบับนี้มีบทลงโทษในกรณีที่มีบุคคลสัญชาติไทยเข้าไปถือหุ้นแทนในลักษณะ nominee อ้นเป็นไปตามหลักในมาตรา 36 และ 37
3.ประกาศคณะปฎิวัติ ฉบับที่ 281 พ.ศ 2515 แก้ไข(ฉบับที่ 2) พ.ศ 2535
กฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดนิยามของคนต่างด้าวไว้ว่า "บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลซึ่งมีหุ้นอันเป็นทุนจดทะเบียนตั้งแต่กึ่งหนึ่งของนิติบุคคลนั้นถือโดยคนต่างด้าวหรือนิติบุคคลซึ่งมีคนต่างด้าวลงหุ้นมีมูลค่าตั้งแต่กึ่งหนึ่งของทุนทั้งหมดในนิติบุคคลนั้น"
จากบทบัญญัติดังกล่าว ส่งผลให้การพิจารณาความหมายของคนต่างด้าว ให้พิจารณาจากการถือหุ้นและทุนในนิติบุคคลนั้นเพียงชั้นเดียว โดยไม่พิจารณาถึงทุนทั้งหมดของคนต่างด้าวในนิติบุคคลอื่น ๆ ที่เข้ามาถือหุ้นในนิติบุคคลนั้น
เหตุที่มีการแก้ไขบทนิยามของคนต่างด้าวให้เป็นเช่นนั้น ก็เนื่องมาจากผลกระทบของการตึความความเป็นคนต่างด้าวในปว. 281 เดิม(ฉบับปี 2515) ของคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ 332/2535 ที่เห็นว่าคำว่า ต่างด้าวในปว 281 (เดิม) ที่กำหนดว่า ต่างด้าว หมายถึง บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ซึ่งไม่มีสัญชาติไทยและให้รวมตลอดถึง
(1) นิติบุคคลซึ่งทุนตั้งแต่กึ่งหนึ่งของนิติบุคคลนั้นเป็นของคนต่างด้าว
(2) นิติบุคคลซึ่งมีคนต่างด้าวถือหุ้น เป็นหุ้นส่วนหรือผู้เป็นสมาชิก ไม่ว่าคนต่างด้าวนั้นจะลงทุนเท่าใดหรือไม่
คำว่า ทุน ของคนต่างด้าวตามข้อ 3 ดังกล่าวนั้น คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่า ต้องพิจารณาตามความเป็นจริง โดยพิจารณาไปถึงสัดส่วนของคนต่างด้าวในนิติบุคคลอื่นที่เข้ามาร่วมลงทุนในบริษัทด้วย แล้วจึงนำมาคิดรวมในอัตราที่เป็นสัดส่วนกัน เพราะทุนของคนต่างด้าวทีเข้ามาลงทุนนั้น ย่อมต้องถือว่านำมาร่วมลงทุนในบริษัทแม่และเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทแม่นั้นเอง การพิจารณาความหมายของบทบัญญัติในเรื่องนี้ โดยเฉพาะพิจารณาแค่ทุนของคนต่างด้าวที่นำมาลงในบริษัทแม่โดยตรงเท่านั้น ย่อมเป็นหนทางให้มีการหลีกเลี่ยงกฎหมาย มีการอำพรางสถานะที่แท้จริงของนิติบุคคล
จากการตีความดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศเป็นอันมาก เพราะมีนิติบุคคลไทยที่มีหัวใจเป็นต่างด้าวอยู่เป็นจำนวนมาก และเพื่อไม่ให้การลงทุนจากต่างประเทศต้องเสียไป อันเนื่องมาจากความแข็งกระด้างของกฎหมายดังกล่าว ทำให้มีการแก้ไขบทนิยามของคนต่างด้าวของ ปว . 281 เดิม และใช้นิยาม ต่างด้าว ตามปว. 281 ฉบับแก้ไขปี พ.ศ 2535
จะเห็นได้ว่า ในปัจจุบันนี้ประเทศไทยโดยพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ 2542 ได้ยอมรับว่า นิติบุคคลไทย หมายถึง นิติบุคคลที่มีสัดส่วนการถือหุ้นโดยคนต่างด้าวเพียงชั้นเดียว โดยไม่พิจารณาถึงทุนของคนต่างด้าวในนิติบุคคลต่าง ๆ ที่เข้ามาร่วมลงทุนในนิติบุคคลแรก ทำให้เราพิจารณาความเป็นต่างด้าวว่าถือหุ้นในบริษัทเกิน 49% เป็นหลัก
แม้กฎหมายฉบับ ไม่ได้เข้มงวดในเรื่องการถือหุ้นทางอ้อมของคนต่างด้าว และเนื่องจากธุรกิจขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เงินลงทุนเป็นจำนวนมากมักจะเป็นกิจการที่ต้องห้ามตามกฎหมาย ที่คนต่างด้าวต้องการมีอำนาจทุกอย่างในบริษัทอย่างเบ็ดเสร็จ จึงส่งผลให้เกิดปัญหาการมี nominee ขึ้นมา
เมื่อประเทศไทยไม่สามารถหลีกเลี่ยงการลงทุนจากต่างชาติ(ในทางตรงกันข้าม มีการพยายามอย่างมากที่ชักชวนให้คนต่างด้าวเข้ามาลงทุนในไทย) ผู้เขียนจึงมีความเห็นว่า เพื่อแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ จึงควรทำให้กฎหมายที่มีอยู่ให้มีลักษณะยือหยุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธุรกิจที่อยู่ในบัญชี 1 และ 2 ซึ่งเป็นธุรกิจที่ห้ามมิให้คนต่างด้าวทำ ก็ควรมีการปรับปรุงประเภทธุรกิจเป็นระยะ ๆ ในเวลาที่เหมาะสม เช่น หากช่วงใด ประเทศไทยมีความต้องการให้ภาคธุรกิจด้านใดมีการลงทุน ก็น่าที่จะเปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนได้ แต่ทั้งนี้ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไปและกฎเกณฑ์พิเศษสำหรับการลงทุนในธุรกิจแต่ละประเภทนั้น ๆ ( อันเป็นการควบคุมในเชิงนโยบายและ เพื่อไม่ให้กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ) ทั้งนี้ เพื่อสร้างบรรยากาศในการลงทุนของประเทศและเป็นการลดปัญหาการทำตัวเป็นnominee
ปิดทางบริษัทฝรั่งสวมหัวไทย! พาณิชย์เพิ่งตื่นแก้ นิยามธุรกิจคน 'ต่างด้าว' [9 ต.ค. 49 - 04:41]หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="780" class="text"> <tbody>นายยรรยง พวงราช รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เปิดเผยว่า ขณะนี้ คณะกรรมการอยู่ระหว่างปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว โดยจะกำหนดนิยามของคำว่า “คนต่างด้าว” ให้ชัดเจนขึ้น โดยต้องพิจารณาการมีอำนาจบริหารจัดการ และการได้รับผลประโยชน์ ตอบแทนด้วย แม้จะมีสัดส่วนการถือหุ้นของคนต่างด้าวไม่เกิน 49% จากปัจจุบันที่พิจารณาแต่สัดส่วนการถือหุ้นที่หากเกิน 51% ก็จะถือว่าเป็นบริษัทต่างด้าว เพราะในบางบริษัท แม้คนต่างด้าวจะถือหุ้นไม่เกิน 49% แต่กลับมีอำนาจบริหารจัดการ และได้รับผลประโยชน์ตอบแทนมากกว่าผู้ถือหุ้นคนไทย แต่บริษัทเหล่านี้กลับถูกระบุว่าเป็นบริษัทไทย ซึ่งไม่ถูกต้อง ทั้งนี้ ได้เตรียมเสนอ รมว.พาณิชย์คนใหม่ เพื่อเสนอเข้า ครม.ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว
นอกจากนี้ อาจเพิ่มมาตรการทางบริหารเข้าไป เพื่อใช้ลงโทษต่างด้าวที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เช่น กรณีคนต่างด้าวไม่นำเงินทุนเข้ามา หรือไม่ถ่ายทอดเทคโนโลยีตามที่กำหนด เพราะหากใช้บทลงโทษทางอาญาอย่างเดียว กว่าจะลงโทษได้อาจใช้เวลานานเกินไป รวมทั้งจะปรับปรุงระยะเวลาการให้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจสำหรับบริษัทต่างด้าวที่เข้ามารับงานเฉพาะกิจ เช่น การรับสัมปทานจากรัฐ เพราะอาจนำเอาใบอนุญาตนั้นมาเวียนรับงานเรื่อยๆ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการชุดนี้ ยังจะนำข้อเสนอของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มาพิจารณาด้วย โดยข้อเสนอของ ส.อ.ท. มี 3 ลักษณะที่เห็นว่าเป็นช่องว่างคือ 1. การตั้งบริษัทถือหุ้นกันหลายทอด โดยคนต่างด้าวตั้งบริษัทที่ 1 ขึ้นในไทยโดยถือหุ้น 100% แล้วเข้าไปถือหุ้น 100% ในบริษัทที่ 2 แล้วให้บริษัทที่ 2 ถือหุ้น 100% ในบริษัทที่ 3 กรณีนี้ บริษัทที่ 3 จะไม่เป็นคนต่างด้าว ตามคำจำกัดความของกฎหมาย และประกอบธุรกิจควบคุมได้โดยเสรี
2. การควบคุมบริษัท โดยการกำหนดสิทธิ์ในการลงคะแนน หรือสิทธิของผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ์ให้แตกต่างกับสิทธิของผู้ถือหุ้นสามัญ ทำให้คนต่างด้าวไม่ จำเป็นต้องถือหุ้นข้างมากในบริษัท ก็สามารถควบคุมและบริหารงานบริษัทได้ เช่น คนต่างด้าวถือหุ้นสามัญ 49% กำหนด 1 หุ้น เท่ากับ 1 เสียง แต่คนไทยถือหุ้นบุริมสิทธิ์ 51% กำหนดให้ 10 หุ้น เท่ากับ 1 เสียง ทำให้มีสถานะเป็นบริษัทไทย และประกอบธุรกิจต่างๆได้โดยเสรี แต่กลับถูกควบคุมโดยคนต่างด้าว ทั้งที่ถือหุ้นน้อยกว่า 3. การควบคุมบริษัทผ่านกรรมการของบริษัท เพราะกฎหมายไม่กำหนดว่า บริษัทที่มีกรรมการผู้จัดการ หรือกรรมการส่วนใหญ่เป็นคนต่างด้าวจะเป็นบริษัทต่างด้าวด้วย ทำให้คนต่างด้าวควบคุมบริษัทที่ประกอบธุรกิจควบคุมได้
นอกจากนี้ ยังมีช่องว่างตามกฎหมายอื่น เช่น การถือหุ้นโดยคนต่างด้าวผ่านตราสาร NVDR ซึ่งเป็นช่องทางการลงทุนที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนดให้ต่างชาติถือหุ้นในบริษัทจดทะเบียนได้โดยไม่ติดข้อจำกัด.
</tbody> </table> <table border="0" cellspacing="0" cellpadding="7" width="780"> <tbody> </tbody> </table> function isBlank_Mail(myObj) { if(myObj.value==’’) { return true; } return false; } function verifySubmit_Mail() { var mesg=’กรุณากรอกข้อมูลให้ครบ และ ถูกต้องด้วยนะค่ะ.’ var mesg_eamil=’รูปแบบ E-mail ไม่ถูกต้องค่ะ.’ with(document.myForm) { if(isBlank_Mail(fromemail)) { alert(mesg);fromemail.focus(); return false; } if(isBlank_Mail(toemail)) { alert(mesg);toemail.focus(); return false; } if (!isEmail(fromemail.value)) { alert(mesg_eamil);fromemail.focus(); return false; } if (!isEmail(toemail.value)) { alert(mesg_eamil);toemail.focus(); return false; } } //fnSave(); return true; //document.myForm.submit(); } function isEmail(str) { var supported = 0; if (window.RegExp) { var tempStr = “a”; var tempReg = new RegExp(tempStr); if (tempReg.test(tempStr)) supported = 1; } if (!supported) return (str.indexOf(“.”) > 2) && (str.indexOf(“@”) > 0); var r1 = new RegExp(“(@.*@)|(\.\.)|(@\.)|(^\.)”); var r2 = new RegExp(“^.+\@(\[?)[a-zA-Z0-9\-\.]+\.([a-zA-Z]{2,3}|[0-9]{1,3})(\]?)$”); return (!r1.test(str) && r2.test(str)); } <table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr>
</tr></tbody></table>