ความเห็นล่าสุด


ในขณะนี้  ประเทศไทยยังไม่ได้ให้ความคุ้มครองในเรื่องเครื่องหมายการค้าเสียงและกลิ่นครับ    ส่วนในอนาคตนั้น  หากการเจรจาเอฟทีเอระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกามีความคืบหน้าและรวมถึงการให้ความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในระดับที่สูงกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน  เมื่อถึงวันนั้น  ประเทศไทยก็ต้องให้ความคุ้มครองในเรื่องเครื่องหมายการค้าเสียงและกลิ่นนี้ และคนไทยก็มีโอกาสที่จะได้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าเหล่านี้เช่นกันครับ

ในมุมมองของกฎหมายเครื่องหมายการค้า  ได้มีการกำหนดใตเรื่องเครื่องหมายการค้าที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย เอาไว้ในมาตรา  8(9)

 

อีกทั้งตามคู่มือปฎิบัติงานการตรวจพิจารณาเครื่องหมาย  ซึ่งจัดทำโดย  สำนักเครื่องหมายการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา  กระทรวงพาณิชย์   มิุนายน  2548  ได้ให้ตัวอย่างเครื่องหมายการค้าที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย  ว่าหมายถึง  การนำรูปหรือคำที่มีลักษณะเป็นการต่อต้านระบอบการปกครองของประเทศมาขอจดทะเบียน

สวัสดีครับ 

มีประเด็นที่สงสัยเกี่ยวกับเรื่องFTA นี้ว่า  เมื่อประเทศไทยได้ทำข้อตกลงกับประเทศออสเตรเลียไปแล้ว  หรือเรียกได้ว่าได้มีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ในทางการค้าไปแล้ว    การจัดทำข้อตกลงการค้าเสรี ระหว่างอาเซียน  กับ  ออสเตรเลีย  ในครั้งนี้  จะเอื้อประโยชน์อย่างใดให้กับประเทศไทยอีก

มาตรา 13 ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย  พ.ศ. 2481  เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการทำสัญญาครับ   โดยเป็นบทบัญญัติที่ช่วยให้ทราบว่าจะนำกฎหมายใดบังคับกับสัญญานั้น  ในกรณีที่คู่สัญญาไม่ได้มีการตกลงกันเอาไว้แต่แรก

ส่วนมาตรา 13  วรรค 2   ในส่วนที่เกี่ยวกับ "กฎหมายที่ใช้บังคับต่อผลแห่งสัญญาหรือกฎหมายแห่งถิ่นที่จะพึงปฎิบัติตามสัญญา" นั้น  เป็นกรณีที่สืบเนื่องมาจากการสัญญาที่ได้ทำขึ้นโดยบุคคลที่อยู่ห่างกันโดยระยะทาง  ซึ่งโดยปกติจะถือให้ใช้กฎหมายของถิ่นที่คำบอกกล่างสนองไปถึงผู้เสนอ  แต่ถ้าหากไม่ทราบ   กฎหมายก็กำหนดให้ใช้กฎหมายที่ใช้บังคับต่อผลแห่งสัญญา  ยกตัวอย่างเช่น  สัญญาว่าจ้างให้ต่อเรือ  ถ้าพิจารณาจากเงื่อนไขตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 13 ทั้งวรรค 1 และ 2 แล้วไม่อาจทราบว่าจะใช้กฎหมายใดบังคับ  ในกรณีนี้  ต้องใช้กฎหมายที่อู่ต่อเรือตั้งอยู่  เพราะเป็นที่มีการบังคับใช้ให้ปฎิบัติตามสัญญา

ไม่ทราบว่าข้อเท็จจริงทั้งหมดเป็นอย่างไรครับ  และมีการให้คำแนะนำทางกฎหมายในเรื่องนี้อย่างไร ใช้กฎหมายขัดกันเพียงฉบับเดียวเพื่อแก้ปัญหาหรือไม่ครับ ปัญหาตามตัวอย่างที่ยกมาเกิดขึ้นมากจริง ๆ ในช่วงTsunami
ยินดีอย่างยิ่งครับคุณปารินุช  ที่ข้อมูลที่นำเสนอนั้นเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย

ปิดทางบริษัทฝรั่งสวมหัวไทย! พาณิชย์เพิ่งตื่นแก้ นิยามธุรกิจคน 'ต่างด้าว' [9 ต.ค. 49 - 04:41]หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

นายยรรยง พวงราช รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เปิดเผยว่า ขณะนี้ คณะกรรมการอยู่ระหว่างปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว โดยจะกำหนดนิยามของคำว่า “คนต่างด้าว” ให้ชัดเจนขึ้น โดยต้องพิจารณาการมีอำนาจบริหารจัดการ และการได้รับผลประโยชน์ ตอบแทนด้วย แม้จะมีสัดส่วนการถือหุ้นของคนต่างด้าวไม่เกิน 49% จากปัจจุบันที่พิจารณาแต่สัดส่วนการถือหุ้นที่หากเกิน 51% ก็จะถือว่าเป็นบริษัทต่างด้าว เพราะในบางบริษัท แม้คนต่างด้าวจะถือหุ้นไม่เกิน 49% แต่กลับมีอำนาจบริหารจัดการ และได้รับผลประโยชน์ตอบแทนมากกว่าผู้ถือหุ้นคนไทย แต่บริษัทเหล่านี้กลับถูกระบุว่าเป็นบริษัทไทย ซึ่งไม่ถูกต้อง ทั้งนี้ ได้เตรียมเสนอ รมว.พาณิชย์คนใหม่ เพื่อเสนอเข้า ครม.ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว

นอกจากนี้ อาจเพิ่มมาตรการทางบริหารเข้าไป เพื่อใช้ลงโทษต่างด้าวที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เช่น กรณีคนต่างด้าวไม่นำเงินทุนเข้ามา หรือไม่ถ่ายทอดเทคโนโลยีตามที่กำหนด เพราะหากใช้บทลงโทษทางอาญาอย่างเดียว กว่าจะลงโทษได้อาจใช้เวลานานเกินไป รวมทั้งจะปรับปรุงระยะเวลาการให้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจสำหรับบริษัทต่างด้าวที่เข้ามารับงานเฉพาะกิจ เช่น การรับสัมปทานจากรัฐ เพราะอาจนำเอาใบอนุญาตนั้นมาเวียนรับงานเรื่อยๆ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการชุดนี้ ยังจะนำข้อเสนอของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มาพิจารณาด้วย โดยข้อเสนอของ ส.อ.ท. มี 3 ลักษณะที่เห็นว่าเป็นช่องว่างคือ 1. การตั้งบริษัทถือหุ้นกันหลายทอด โดยคนต่างด้าวตั้งบริษัทที่ 1 ขึ้นในไทยโดยถือหุ้น 100% แล้วเข้าไปถือหุ้น 100% ในบริษัทที่ 2 แล้วให้บริษัทที่ 2 ถือหุ้น 100% ในบริษัทที่ 3 กรณีนี้ บริษัทที่ 3 จะไม่เป็นคนต่างด้าว ตามคำจำกัดความของกฎหมาย และประกอบธุรกิจควบคุมได้โดยเสรี

2. การควบคุมบริษัท โดยการกำหนดสิทธิ์ในการลงคะแนน หรือสิทธิของผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ์ให้แตกต่างกับสิทธิของผู้ถือหุ้นสามัญ ทำให้คนต่างด้าวไม่ จำเป็นต้องถือหุ้นข้างมากในบริษัท ก็สามารถควบคุมและบริหารงานบริษัทได้ เช่น คนต่างด้าวถือหุ้นสามัญ 49% กำหนด 1 หุ้น เท่ากับ 1 เสียง แต่คนไทยถือหุ้นบุริมสิทธิ์ 51% กำหนดให้ 10 หุ้น เท่ากับ 1 เสียง ทำให้มีสถานะเป็นบริษัทไทย และประกอบธุรกิจต่างๆได้โดยเสรี แต่กลับถูกควบคุมโดยคนต่างด้าว ทั้งที่ถือหุ้นน้อยกว่า 3. การควบคุมบริษัทผ่านกรรมการของบริษัท เพราะกฎหมายไม่กำหนดว่า บริษัทที่มีกรรมการผู้จัดการ หรือกรรมการส่วนใหญ่เป็นคนต่างด้าวจะเป็นบริษัทต่างด้าวด้วย ทำให้คนต่างด้าวควบคุมบริษัทที่ประกอบธุรกิจควบคุมได้

นอกจากนี้ ยังมีช่องว่างตามกฎหมายอื่น เช่น การถือหุ้นโดยคนต่างด้าวผ่านตราสาร NVDR ซึ่งเป็นช่องทางการลงทุนที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนดให้ต่างชาติถือหุ้นในบริษัทจดทะเบียนได้โดยไม่ติดข้อจำกัด.



function isBlank_Mail(myObj) { if(myObj.value=='') { return true; } return false; } function verifySubmit_Mail() { var mesg='กรุณากรอกข้อมูลให้ครบ และ ถูกต้องด้วยนะค่ะ.' var mesg_eamil='รูปแบบ E-mail ไม่ถูกต้องค่ะ.' with(document.myForm) { if(isBlank_Mail(fromemail)) { alert(mesg);fromemail.focus(); return false; } if(isBlank_Mail(toemail)) { alert(mesg);toemail.focus(); return false; } if (!isEmail(fromemail.value)) { alert(mesg_eamil);fromemail.focus(); return false; } if (!isEmail(toemail.value)) { alert(mesg_eamil);toemail.focus(); return false; } } //fnSave(); return true; //document.myForm.submit(); } function isEmail(str) { var supported = 0; if (window.RegExp) { var tempStr = "a"; var tempReg = new RegExp(tempStr); if (tempReg.test(tempStr)) supported = 1; } if (!supported) return (str.indexOf(".") > 2) && (str.indexOf("@") > 0); var r1 = new RegExp("(@.*@)|(\\.\\.)|(@\\.)|(^\\.)"); var r2 = new RegExp("^.+\\@(\\[?)[a-zA-Z0-9\\-\\.]+\\.([a-zA-Z]{2,3}|[0-9]{1,3})(\\]?)$"); return (!r1.test(str) && r2.test(str)); }

กราบเรียนอาจารย์ครับ

ปัจจุบันประเทศไทยและรวมทั้งประเทศอื่น ๆ ในโลก ได้พยายามเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศ  เพื่อให้เกิดมีเม็ดเงินหลั่งไหลเข้าสำหรับกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเ?ศ  จึงได้มีการทำสนธิสัญญาทางการค้าระหว่างประเทศมากมายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับคนในประเทศคู่สัญญา ดังเช่น  การเจรจาการค้าเสรี เป็นต้น

แต่ขณะเดียวกันประเทศไทยก็มีหน้าที่ต้องปกป้องผลประโยชน์อันเป็นสมบัติของชาติและปกป้องผลประโยชน์ของคนไทยด้วยจึงทำให้ต้องมีกฎหมายควบคุมการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวในบางสาขา  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  ธุรกิจในบัญชี 1  

เราคงไม่สามารถต้านกระแสของการลงทุนข้ามชาติที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างมากมายในขณะนี้  แต่ปััญหาที่ว่าเราจะหาจุดสมดุลระหว่างผลประโยชน์ทั้งสองด้านได้อย่างไรจึงจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด  ซึ่งผมเห็นว่า  หากประเทศไทยต้องมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวในกิจการบางอย่าง  เช่น ในด้านโทรคมนาคม  ก็น่าที่จะทำได้  เพียงแต่จะต้องกฎเกณฑ์ที่รัดกุมเพยงพอ และเพื่อให้ประเทศชาติได้รับผลประโยชน์สูงที่สุด

ผมมีประเด็นที่จะอยากนำเสนอในเรื่องนี้ คือ

การพุ่งเป้าในการพิจารณาเฉพาะสินค้าอาหารบางอย่างเท่านั้น  เป็นการเลือกปฎิบัติหรือไม่? เพราะเท่าที่ทราบอาหารที่เรารับประทานกันอยู่บ่อย ๆ  เช่น  ข้าวขาหมู   พิซซ่า  โรตียุคโบราณ ฯลฯ  ก็มีปริมาณไขมันสูงไม่ใช่น้อย

อีกทั้งการยินยอมเข้าแถวกันเป็นชั่วโมง  เพื่อซื้นขนมปังชนิดนี้   ก็เป็นการสมัครใจของผู้ซื้อ จึงจะไปเข้าหลักการที่ว่า  ความยินยอมไม่เป็นละเมิดหรือไม่?

เห็นด้วยอย่างยิ่่งครับ  โดยเฉพาะเอกชนที่มีลักษณะข้ามชาติอย่างเช่นบริษัทข้ามชาตที่มีขนาดใหญ่และมีเครือข่ายครอบคลุมทุกภูมิภาคของโลก  จนปัจจุบันนี้  บริษัทเหล่านั้นกลายเป็นบริษัทที่ไร้สัญชาติไปแล้ว  อีกทั้งบริษัทเหล่านั้นยังมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจหรือบางครั้งมีอิทธิพลทางการเมืองในรัฐเหล่านั้นด้วยซ้ำไป

ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่ได้กรุณาเข้ามาชี้แนะและเสนอแนะแนวทางในการค้นคว้าครับ

 

สำหรับบทบัญญัติกฎหมายเครื่องหมายการค้าที่ให้ความคุ้มครองเครื่องหมายการค้าเสียงและกลิ่น   จะอยู่ในกฎหมาย หมวด  15  usc หรือที่เรียกกันว่า Lanham Act of  1946  ข้อ 1127  ซึ่งเป็นบทนิยามของเครื่องหมายทีจะได้รับความคุ้มครอง โดยกำหนดไว้ดังนี้

 

The  term " trademark "  includes  any  word, name, symbol,or device,or  any combination thereof-

(1) used  by  a  person, or

(2) which a person has  a bona  fide   intention  to  use   in  commerce  and  applies  to  register  on  the  principle  register  established  by this  chapter,  to  identify  and  distinguish  his  or her  goods ,including  a unique  service,  from  the  services  of  orthers and  to  indicate   the  source  of  the  service, even  if  that source  is  unknow.

ซึ่งแปลความได้ว่า

  เครื่องหมายการค้า  หมายรวมถึง  คำใด ๆ,ชื่อ,สัญลักษณ์หรือรูปประดิษฐ์หรือสิ่งเหล่านี้รวมกัน  ใช้โดย

(1) บุคคล หรือ

(2) บุคคลซึ่งมีเจตนาที่สุจริต  มุ่งประสงค์จะใช้ในทางการค้าและจดทะเบียนในหลักตามบทบัญญัติของกฎหมายฉบับนี้  เพื่อที่จะใช้เป็นที่หมายในการสังเกตว่าเครื่องหมายที่ใช้กับสินค้าของตนแตกต่างไปจากเครื่องหมายการค้าที่ใช้กับสินค้าของบุคคลอื่น  และเพื่อบ่งชี้ว่าเครื่องหมายการค้าที่ใช้กับสินค้านั้นมีแหล่งกำเนิดมาจากแหล่งเดียวกัน

เมื่อพิจารณาจากบทนิยามของเครื่องหมายดังกล่าว  จะเห็นได้ว่าไม่มีการกำหนดเอาไว้อย่างชัดเจนว่าเสียงและกลิ่น  สามารถใช้เป็นเครื่องหมายการค้า  แต่เมื่อพิจารณาจากคำ  " สัญญลักษณ์และรูปประดิษฐ์"(Symbol หรือ Device ) ซึ่งกินความกว้าง  ทำให้เกิดปัญหาการตีความว่า  คำดังกล่าวจะครอบคลุมถึงเครื่องหมายการค้าเสียงและกลิ่นด้วยหรือไม่  แต่เมื่อพิจารณาจากรายงานของสภาสูงแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา  ที่มีความเห็นว่า  คำ System  และ  Device นี้ไม่ตัดสิทธิในการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสี  รูปร่างหรือรูปทรงของวัตถุ และเสียง  ซึ่งต่อมา  ศาลแห่งสูงแห่งประเทศสหรัฐฯได้ตีความคำดังกล่าวไว้ในคดี  Qualitex  Co. vs  Jarcobson  Products Co.  ไว้ว่า  สีสามารถใช้เป็นเครื่องหมายการค้าได้  โดยศาลได้ตีความในลักษณะขยายความของคำว่า สัญลักษณ์ (Symbol) ว่า  หมายถึง  เครื่องหมายหรือสัญญลักษณ์ใด ๆ ที่มีผลในทางการค้ากับผู้บริโภค

จากข้อเท็จจริงดังกล่าว  ทำให้มีการตีความคำว่า สัญญลักษณ์  ให้หมายรวมถึงเสียงและกลิ่นด้วย

ต่อมาสำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา   ได้ออกกฎเกณฑ์สำหรับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเสียงและกลิ่น  ดังนี้คือ

1 ผู้ขอจดทะเบียนต้องสามารถแสดงให้เห็นถึงลักษณะพิเศษ  ( Graphically)  เพื่อแสดงให้เห็นว่าเครื่องหมายที่นำมาขอจดทะเบียนนั้นมีลักษณะเป็นเครื่องหมายที่สามารถใช้เป็นที่หมายในการสังเกตจดจำ  และแยกความแตกต่างจากเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น

2 เครื่องหมายที่เป็นเสียงและกลิ่น นั้นต้องไม่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าตามที่ยื่นขอจดทะเบียน  กล่าวคือเสียงและกลิ่นนั้น  ต้องไม่ใช่เสียงและกลิ่นที่เกิดจากสภาพของสินค้าตามที่ยื่นขอจดทะเบียน  เช่นต้องไม่ใช่เสียงของเครื่องยนต์ ในกรณีที่ยื่นขอจดทะเบีบนกับสินค้าเครื่องยนต์ หรือ ต้องไม่ใช่กลิ่นหอมของน้ำหอม  เป็นต้น

ขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่ได้กรุณาติชมผลงาน  และขอขอบคุณน้องไหมที่ได้เข้ามาเยี่ยมเยียนและทักทายครับ

การที่มีบุคคลอื่นนำชือของหลวงพ่อคูณไปแสวงหาประโยชน์ในทางใดๆ ก็ตาม โดยที่ไม่ได้รับอนุญาต   เห็นได้ว่าเป็นการกระทำทีไม่สุจริตขัดต่อมาตรา 5 ตามประมาลกฎหมายแพ่งและพาณชย์  อีกทั้งยังเป็นสิ่งที่ขัดต่อมาตรา 18  อันเป็นการละเมิดตามมาตรา 420  อีกด้วย

แต่หากหลวงพ่อคูณ จะนำชื่อของตนมายื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า/บริการ  เพื่อใช้กับสินค้า    มีปัญหาที่น่าสนใจว่า คำขอจดทะบียนนั้นจะขัดต่อมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัิตเครื่องหมายการค้าหรือไม่    และสิ่งที่เป็นพุทธพาณิชย์นนี้มีการตีความไปไกลแค่ไหน 

 

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี