หลายครั้งเรามักจะคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเรามันมาจากไหนทำไมถึงเกิดขึ้นได้ บางคนประสบอุบัติเหตุหรือเกิดเรื่องที่ไม่คาดฝัน ก็มักจะทักเอาไปเป็นเรื่องปีชงบ้างอะไรบ้างหรือมีเวรมีเคราะห์อะไรถึงเกิดขึ้นกับเราและพยายามที่จะหาทางให้หมดสิ้นเวรสิ้นเคราะห์ไป ก็หันไปหาที่พึ่งต่าง ๆเรื่องนี้มีคำตอบใน "พุทธวจน" พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า " โลกย่อมเป็นไปตามกรรม หมู่สัตว์ ย่อมเป็นไปตามกรรม สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นเครื่องรึงรัด เหมือนลิ่มสลักขันยึดรถที่กำลังแล่นไปอยู่ "  หนังสือพุทธวจน ภพภูมิ หน้า 199 ฉะนั้นเราอย่าไปทุกข์ร้อนในสิ่งที่เกิดขึ้นไม่มีใครสามารถบันดาลให้เราเป็นไปอย่างนั้นอย่างนี้ได้ขอให้เราอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับลมหายใจในวินาทีนี้ เป็นดีที่สุด (พูดนะง่าย แต่ทำโคตระยาก ผมเองณ.เวลานี้ก็พยายามอยู่ครับ)

ผมคิดว่าแต่ละคนก็มีจุดเปลี่ยนของชีวิต แล้วแต่จะพานพบมากบ้างน้อยบ้างสำหรับผมเองอย่างที่เล่าไว้ว่ามี จุดเปลี่ยนของชีวิต 2 ครั้งที่ใหญ่ ๆแต่จริง ๆ มีมากกว่านั้น ซึ่งแฝงอยู่ในจุดเปลี่ยนครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

2. จุดเปลี่ยนที่สอง : เมื่อผมรู้ตัวว่าเป็นมะเร็ง ผมมีเหตุให้เข้าโรงพยาบาลเป็นการด่วนเมื่อวันที่ 6 กพ. 56 อันเนื่องมาจากช่วงปลายเดือนมกราคม '56 มีอาการปวดหลัง คล้ายกล้ามเนื้ออักเสบ (อันที่จริงอาการปวดแบบนี้ผมเคยเป็นเมื่อประมาณกลางปี 54) การรักษาก็ใช้ประสบการณ์จากปี 54 หาซื้อยาทั้งจากร้านขายยาทั่วไป และจากการลองค้นหาในอินเทอร์เนต ดูลักษณะอาการที่คล้ายคลึงกับตัวเอง แล้วก็บอกกับร้านขายยา รวมทั้งมีเพื่อนร่วมงานผู้ใจดี (ครอบครัวเหลาจินดาวัฒน์) เป็นผู้แจ้งให้รู้ตัวยาที่เคยใช้บรรเทาอาการปวดหลังแล้วได้ผล แต่ยาทั้งหมดที่หามากิน ก็ไม่ทำให้อาการปวดของผมลดลง ประจวบเหมาะยาที่กินหมดพอดี ตัดสินใจว่าหากไปหาหมอที่โรงพยาบาลครั้งนี้แล้วได้ยามากิน อาการปวดไม่หายก็จะปล่อยให้มันผ่านไป....เช่นเดียวกับปี 54

เหตุปัจจัยที่เกิดขึ้นเมื่อกลางปี 54 ที่ผมมีอาการปวดหลังนั้น จู่ ๆ อาการปวดเกิดขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยมักจะมีอาการเป็นประจำในช่วงกลางคืนประมาณตี 2-3 คือปวดแปร๊บ ๆ เหมือนคล้ายโดนเข็มเล็ก ๆ แทงด้านหลังตรงสะบักหลังขวามือ (ไม่รู้นี้ที่เรียกกันว่าแทงข้างหลังรึเปล่า) เป็นแบบนี้ทุกคืนไม่สามารถนอน ได้ต้องลุกขึ้นมานั่งเป็นกุ้งขดตัวสักครู่ใหญ่ ๆ หรือไม่ก็ต้องพึ่งยาพาราฯพอให้อาการปวดทุเลาลง เพื่อให้นอนได้อีก แต่ก็นอนหงายไม่ได้ต้องนอนตะแคงอย่างเดียว ช่วงนั้นก็พึ่งยาพาราฯเป็นหลัก รวมทั้งไปหาหมอที่โรงพยาบาล โดยถูกส่งตัวไปพบกับ หมอเส้นประสาท เมื่อพบหมอก็เล่าอาการต่าง ๆ ให้ฟัง หมอก็จับกล้ามเนื้อด้านหลังนิดหน่อย ตรวจเสร็จปรากฏว่าได้ยาพาราฯ กับยาคลายกล้ามเนื้อมารักษา (ในใจคิด...รู้งี้ซื้อพาราฯกินเองก็ได้) การปวดหลังครั้งนั้นผมไม่ได้พึ่งหมอรักษาโรคปัจจุบันเพียงอย่างเดียว เนื่องจากเป็นเรื่องของกล้ามเนื้อ ก็ไปหา หมอนวด.................จับเส้น ตาบอดที่อยู่ใกล้บ้านด้วย หมอก็จับเส้นไปมาพร้อมบอกว่าเส้นจมต้องดึงให้มันขึ้นมา (อันนี้เป็นภาษาหมอเค้าพูดแบบนั้น) ไปหาก็หลายครั้งอาการก็ทุเลาลง แต่ก็ยังมีอาการปวดรบกวน ก็ใช้วิธีเอาฉลากยาที่ได้จากโรงพยาบาลที่เป็นยาคลายกล้ามเนื้อไปที่ร้านขายยาเพื่อซื้อยามากิน แต่ผลข้างเคียงของยาประเภทนี้คือ มีฤทธิ์กัดกระเพาะต้องกินหลังอาหารทันที หลัง ๆ ก็เลิกกินยาไป ปล่อยให้มันปวดไปแล้วมันก็หายไปเอง

เพื่อนร่วมงานหลายคนที่ผมเล่าอาการให้ฟังก็บอกว่าอาการแบบนี้ผมต้อง โดนของใครปล่อยของใส่ แน่ ๆ รู้สึกหน้าคล้ำ ๆ ไปนะ เล่นมุขไหนไม่รู้ แต่ที่คุยเล่นกันนั้นหารู้ไม่ว่าสิ่งนี้แหละเป็นอาการบ่งบอกเบื้องต้นให้รู้ว่าโรคร้ายกำลังมาเยือนทำให้ผมเป็นอยู่ณ..ปัจจุบัน

(ตามต่อตอนที่ 3 นะครับ