เรื่องของการอยู่รอด  เรื่องปากเรื่องท้อง ที่ควรพร้องกับสติ

  สังคมเมืองเป็นสังคมที่เร่งรีบมีแบบแผนในการดำรงชีพที่ท้าทายคนจำนวนมากให้แข่งขันกับผู้อื่น หรือกับตนเองตลอดเวลาที่ตื่นนอนในแต่ละวัน เห็นทุกข์ของผู้อื่นได้บ่อยๆ ย้อนมองดูตนเองได้เรื่อยๆ แต่ก็ไม่ค่อยมีสติกับความตาย คือยังคงขาดสติกับการอยู่รอด เพราะกลัวความตายมากเกินไป

  คนจำนวนมากเสียชีวิตด้วยโรคทางเดินอาหารซึ่งเท่าที่ทราบ มะเร็งเกี่ยวกับทางเดินอาหารนับเป็นอันดับหนึ่งที่พบเห็นได้ในโรงพยาบาลที่ผมทำงานอยู่ และเหตุผลหนึ่งที่เป็นสาเหตุทางการแพทย์ก็คือกรรมเก่า หรือชนกกรรม หรือวิบากกรรม หรือพันธุกรรมอะไรทำนองนั้น โดยมากก็เชื่อตามๆกันมา ผมเองไม่ทราบว่าตนเองจะเจอกับสิ่งนี้หรือไม่ และไม่มีใครทราบ สิ่งที่ทราบคือพยายามอยู่กับปัจจุบัน

  เช้าวันหนึ่งหลังจากตื่นนอน ความคิดต่างๆเข้ามาในจิตสำนึกว่าเรา “ต้อง” ทำโน่น ทำนี่ ให้ดี ให้เสร็จ และก็ต้องดูแลสุขภาพตนเองและคนที่เรารักให้ได้ ตลอดจนผู้ป่วยระยะประคับประคองที่มีอยู่ในมือ และเนื่องจากช่วงเดือนที่ผ่านมาผมได้ข่าวการสูญเสียจากหอผู้ป่วยต่างๆจากญาติผู้ป่วยบ้าง จากพยาบาลประจำบ้างจำนวนไม่น้อย ขออนุโมทนากับการดูแลอย่างเต็มความสามารถที่มนุษย์ทำให้ต่อกัน แต่จิตลึกๆก็รู้สึกหดหู่ และพยายามบอกกับตนเองว่า “หากความสามารถหรือปัญญายังพัฒนาได้ เราอาจจะช่วยชีวิตคนรวมทั้งคนที่เรารักได้ให้ทุกข์น้อยกว่านี้ ตลอดจนตนเองด้วย” ความคิดเหล่านี้เป็นความคิดที่น่าชื่นชม ทันใดที่ขยับตัวจะลุกขึ้น การหายใจที่เป็นปกติก็ติดขัดด้วยความเจ็บ ปวดจากยอดอกทะลุไปกลางหลัง  พยายามหายใจเข้าก็ปวดเสียด ต้องขยับตัวช้าๆ จนสามารถนั่งขึ้นได้ สำรวจตนเองว่าเจ็บปวดที่ใดบ้าง อะไรคือท่าทางที่ดีที่สุด อะไรคือสาเหตุของอาการนี้ มีอาการอื่นที่สัมพันธ์กับอาการนี้ หรือไม่อย่างไร พบว่าการนั่งตัวตรงขึ้นเป็นท่าที่ดี การหายใจเป็นปกติช่วยให้ทราบว่าอการเหล่านี้ถูกกระตึ้นได้  รู้สึกขมในลำคอเล็กน้อยน่าจะเป็นกรดที่ย้อนขึ้นมา ประวัติการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้ออื่นไม่พบ และสาเหตุของอาการปวดนี้ที่น่าจะอธิบายก็คือ ผมมีอาการกรดไหลย้อน ซึ่งทำให้ผนังหลอดอาหารด้านในได้รับบาดเจ็บอยู่ตลอดเวลาจากกรดที่หลั่งมากขึ้นและท้นกลับขึ้นมาจากกระเพาะอาหารระหว่างที่นอนลง และนอนหลับ

  แพทย์ทุกคนเข้าใจเรื่องนี้ดีว่าต้องแนะนำผู้ป่วยอย่างไรเมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ เช่น “คุณมีอาการที่เรียกว่า GERD ย่อมาจาก Gastro Esophageal Reflux Disorder หรือ Disease จำเป็นต้องรักษาด้วยยาลดกรด ทานอาหารอิ่มแล้วอย่าเพิ่งนอนลงทันทีให้เดินหรือนั่งทำกิจกรรมอะไรก็ได้อย่างน้อยสักหนึ่งถึงสองชั่วโมง....”

  ผมเลือกที่จะนั่งวิปัสสนาวิเคราะห์สาเหตุที่แท้จริง และรักษาที่สาเหตุนั้นร่วมด้วยกับการแนะนำเบื้องของตนเองข้างต้นในการควบคุมอาการ เริ่มด้วยการดื่มน้ำอุ่นๆสักแก้วเพื่อเป็นการล้างกรดในช่องทางเดินอาหาร และเดินมานั่งวิปัสสนา ด้วยสติและการปล่อยวางทำให้สามารถรับทราบอาการทางกายและจิตของตนเองได้ละเอียดเพิ่มขึ้น ได้ข้อสรุปสาเหตุและแนะการปฏิบัติให้ตนเองเพิ่มเติมคือ

๑.  จิตที่จำเป็นต้องปล่อยวางกับงานกับคนไข้ กับคนรักและกับตนเองเพิ่มขึ้น เพราะความตั้งใจมากกับงานและชีวิตทำให้จิตไม่ได้พัก(แม้ว่างานจะเป็นบุญ) การหายใจไม่เป็นปกติ มีการหยุดชงักหรือเบาลง การไหลเวียนลงของระบบทางเดินอาหารจึงเปลี่ยนไปเพราะเหตุคือ “ลืมหายใจ” (แต่ทำงานอย่างไม่เป็นกุศล)

๒.  ความกลัวตายที่อยู่ลึกๆทำให้เราพยายามแสวงหาสุขภาพ จนลืมความพอดีแม้ว่าเป็นสิ่งดีๆเช่น การทานผักผลไม้เพิ่มขึ้นในช่วงมื้อเย็น แม้ว่าผักผลไม้จะดี แต่ถ้าได้ปริมาณเกินพอดีก็จัดเป็นเหตุเพราะทำให้กระเพาะขยายตัวมาก

๓.  การทานอาหารมื้อกลางวันปริมาณมาก และรสจัด เนื้อสัตว์มากในบางมื้อเพราะความโลภ นอกจากจะเป็นเหตุให้กระเพาะขยายตัวโดยตรงแล้ว อาหารรสจัดและเนื้อสัตว์ที่มากยังทำให้กรดหลั่งออกมาเพิ่มขึ้นเพราะกรดใช้ในการย่อยสลายโปรตีน

๔.  การฝึกสติเพิ่มขึ้นเพื่อเพิ่มการหายใจที่ให้เป็นปกติช่วยในการขับเคลื่อนกรดและน้ำย่อยไปในทิศทางที่เหมาะสม

๕.  กลัวตายไม่จำเป็นต้องโลภก็ได้ กินอาหารมื้อละพอดี คำก็พอดี เคี้ยวก็ละเอียดๆ

๖.  ทานอาหารมื้อเย็นลดลง (ควรมีปริมาณลดลงทุกมื้อเพื่อให้กระเพาะจำปริมาณปกติ ไม่เรียกร้องอาหารในมื้อต่อไปมากเกินพอดี)  

๗.  อาหารรสไม่จัด เนื้อสัตว์ลดลง พร้อมกับปลงความอร่อยให้มากขึ้นช่วงนี้ หากให้ดีก็ตลอดไป

ขอให้ทุกท่านจงมีแต่ความสุข ปลอดภัยจากเหตุของความเจ็บป่วย และความทุกข์อย่างแท้จริงด้วยเทอญ