โอวาทธรรมก่อนวันทอดกฐิน ณ วัดป่าภูคีธรรมาราม...


อย่างเรานี้นะ... โยมผู้ชายที่แต่งงานมีครอบครัว เราตั้งไว้ในใจเลย เรามาบวชเป็นพระไม่ได้เพราะว่าเราต้องดูแลพ่อแม่วงศ์ตระกูล เราเอาผู้หญิงมาเป็นภรรยา ให้เราสมาทานเลยว่า เราจะไม่ทะเลาะวิวาท เราจะตั้งมั่นในความดี เราจะเสียสละ เพราะเราแต่งงานก็เหมือนกับเราเอาอีกคนหนึ่งมาร่วมสุขทุกข์ไปจนหมดลมหายใจเพื่อสร้างความดีสร้างบารมี เราจะรักษาความดีเหมือนรักษาดวงตาของเรานี่แหละ


วันนี้เป็นวันรวมงานทอดกฐินของวัดป่าภูคีธรรมาราม อ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ ในวันพรุ่งนี้ก็จะเป็นวันทอดกฐินสามัคคี 

ทางฝ่ายพระสงฆ์และฝ่ายญาติโยมก็ได้ช่วยกันจัดเตรียมสถานที่ จัดที่อยู่ที่พักต้อนรับครูบาอาจารย์ญาติโยม จัดเตรียมระบบน้ำระบบไฟ ญาติโยมก็พากันมาตั้งโรงทาน เตรียมอาหาร เครื่องดื่ม ที่จะบริการผู้ที่มาร่วมถวายผ้ากฐิน ถวายพระเจ้าพระสงฆ์ที่มาร่วมในงาน...

านกฐินก็ถือว่าเป็นงานใหญ่นะ ที่พระพุทธเจ้าทรงเมตตาให้พระที่อยู่จำพรรษาในกาลฤดูฝน ๓ เดือน หลังจากออกพรรษาก็ทรงเมตตาอีกให้พระที่อยู่จำพรรษาได้มีโอกาสรับผ้ากฐิน และอัฐบริขาร ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ญาติโยมมหาชนคนส่วนใหญ่ผู้มีศรัทธาได้สร้างความดี ได้สร้างบารมีกัน ได้ถวายทาน ได้ตั้งโรงทานซึ่งเป็นเหตุปัจจัยให้ได้สร้างบุญสร้างกุศลความดี สร้างบารมีเข้าสู่มรรคผลพระนิพพาน

ชีวิตของคนเราทุกคนที่เกิดมาตามอายุขัยแล้วไม่เกิน ๑๐๐ ปีก็ต้องลาละสังขารจากโลกนี้ไป ถึงแม้จะบริโภคปัจจัยสี่มียศถาบรรดาศักดิ์มากมายก็ต้องจากไป เพราะว่าร่างกายมันมีอายุขัยเท่านี้ 

แต่ในด้านจิตใจ... ถ้าเรายังไม่เข้าถึงพระนิพพานก็ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่นะ เพราะใจของคนเรามันไม่ไดแก่ มันไม่ได้หนุ่ม มันได้เป็นหญิงเป็นชาย สิ่งที่มันแก่มันหนุ่ม ที่มันเป็นหญิงเป็นชายมันคือร่างกาย

คนเราก็เหมือนรถยนต์คันหนึ่งนี่แหละ ใช้ไปอำนวยความสะดวกไปทุกวัน สุดท้ายรถคันนั้นก็ต้องพังไป แต่เจ้าของรถก็ยังอยู่ ยังไม่ตาย

คนเรานี่นะ ที่มันมีการเวียนว่ายตายเกิดเพราะว่ามันยังทำตามความอยาก ทำตามความต้องการของตนเอง มันคิดว่าการที่ได้อะไรตามใจแล้วมันจะได้มันจะดับทุกข์ได้น่ะ จิตใจของคนเรามันส่งออกไปข้างนอกมันถึงเกิดปัญหา ปัญหาไม่มีก็มีปัญหา ปัญหาน้อยก็เป็นปัญหาใหญ่

พระพุทธเจ้าท่านเป็นผู้เห็นภัยในวัฏฏะสงสาร เพราะคนเราเกิดมาแล้วก็แก่ เดมาแล้วก็เจ็บ เกิดมาแล้วก็ตาย มีการเวียนว่ายตายเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีกอยู่นี่แหละ “ท่านจึงพาเราเมตตาเราพาเราสร้างความดีสร้างบารมี…”

มนุษย์เราแปลว่าผู้ประเสริฐ แปลว่าผู้มีจิตใจสูง แปลว่าผู้ที่ตั้งมั่นในคุณธรรมความดี คิดดี พูดดี ทำดี ร่างกายของเราเป็นมนุษย์แต่จิตใจของเรามันไม่แน่อาจจะเป็นคนก็ได้ “คนคือทำทั้งดีทั้งชั่วระคนกันไปหมด”

ญาติโยมมีบ้านมีครอบครัว มีลูกมีหลาน มีการดำรงชีพ ดำรงวงศ์ตระกูล ยากที่จะไม่ทำบาป เพราะว่าความจำเป็นมันบีบคั้น ทำให้ต้องฆ่าสัตว์ ทำให้ต้องแย่งที่ทำมาหากินกัน ทั้งที่อยู่อาศัย ทั้งอาชีพ ทั้งการงาน 

เราดูคนในบ้านในเมือง ในป่าในภูเขาในทะเล ต่างก็ดิ้นรนทำมาหากิน จุดมุ่งหมายก็คืออาหาร คือปัจจัยทั้งสี่ 

ปัจจัยสี่มีอะไรบ้าง คือที่อยู่อาศัย ที่ทำมาหากิน ที่ใช้นุ่งห่มบริโภคใช้สอย ยารักษาโรคเวลาเจ็บไข้ไม่สบาย ทุกวันนี้ก็มียานพาหนะ มีโทรศัพท์ มีคอมพิวเตอร์ มีอะไรเยอะแยะเพื่อสะดวกในการดำรงชีพ เพื่อจะได้ดำรงร่างกายดำรงธาตุดำรงขันธ์จนกว่าจะถึงวันที่เราละจากโลกนี้ไป เราละสังขารไปลูกเรายังอยู่หลานเรายังอยู่ จะได้สืบทอดกันต่อไปเป็นเผ่าพันธุ์

พระพุทธเจ้าท่านมีเมตตาสอนเราว่าการเลี้ยงชีพของเราต้องเลี้ยงให้มันชอบ เลี้ยงให้มันถูกต้อง โดยไม่ให้เบียดเบียนคนอื่น เพราะว่าเพื่อนร่วมโลกเดียวกันกับเราไม่ว่าคนหรือสัตว์ สัตว์น้ำ สัตว์อยู่บนบก ล้วนแต่เป็นญาติเป็นพี่น้องกับเราทั้งนั้น คือเป็นผู้ที่เวียนว่ายตายเกิดเหมือนกับเรา แล้วแต่ใครจะรับผลกรรมอะไร ไปเกิดเป็นอะไร

การประกอบอาชีพของเราก็ต้องเว้นจากการเบียดเบียน เช่นอาชีพค้าขายสัตว์ ค้าขายมนุษย์ ค้าขายศาสตราอาวุธ ค้าขายเหล้า สุรา ยาเสพติดทุกชนิด เล่นการพนันทุกชนิด ไม่ว่าเล่นหรือเป็นเจ้ามือ 

พระพุทธเจ้าท่านสอนเราไม่ให้มีอาชีพที่ไม่ถูกต้อง คนส่วนใหญ่มีอาชีพไม่ถูกต้อง เพราะไม่ได้เอาธรรมเป็นใหญ่ ไม่ได้เอาธรรมะเป็นที่ตั้ง การดำรงชีพของเราถึงตั้งอยู่บนรากฐานของการเบียดเบียนคนที่ด้อยโอกาสกว่าเรา ถ้าเราไม่หยุดไม่เบรกตนเอง คนอื่นต้องเดือดร้อนแน่นอน

ในหลวงของเรา พระพุทธเจ้าของเรา ท่านจึงให้มีเศรษฐกิจพอเพียง “เพียงพอ” เพราะคนเรามันอยู่ที่ความรู้จักพอ รู้จักปรับจิตปรับใจเข้าหาธรรมะ ธรรมคือธรรมชาติ คนเราอยู่ในโลกอยู่ในประเทศความสุขใครมากน้อยกว่ากันก็อยู่ที่ความเป็นผู้รู้จักพอนะ 

อย่างวันนี้อากาศมันร้อน ถ้าเราไม่ปรับใจว่าความร้อนมันเป็นสภาวธรรม มันเป็นธรรมชาติ ถ้าเราไม่ยอมรับมัน จิตใจของเราก็ร้อนรน จิตใจของเราก็เป็นทุกข์ เราก็บาป ตกนรกทั้งเป็น เพราะอากาศร้อนเราอยากให้มันเย็น 

อย่างเรามีครอบครัว มีฐานะเท่านี้ ๆ เราก็มีความสุข ถ้าเราไม่พอใจเราก็ไปกู้หนี้ยืมสิน เราก็มีทุกข์ถ้าเราอยากรวยกว่านี้ เราก็มีความสุขกับการทำงาน ไม่ใช่ความอยากทำให้เรามีความสุข 

การเสียสละคือความสุข... มนุษย์เราติดสุข เห็นแก่ตัว ไม่อยากทำก็อยากได้ ทำน้อยก็อยากจะได้มาก ไม่รู้จักพอ ไม่ยอมรับความเป็นจริง เราอยากจะอยู่ดีกินดีสบายกว่านี้ พระพุทธเจ้าท่านให้เราขยันหมั่นเพียร เสียสละ รับผิดชอบ ไม่ตกในอบาย ไม่ขี้เกียจขี้คร้าน 

คนขี้เกียจขี้คร้าน ติดสุขติดสบายเรียกว่าคนบาป เมื่อเป็นคนบาปติดสุขติดสบายก็เป็นคนยากจน เรียนก็ไม่เก่งเพราะว่าขี้เกียจขี้คร้าน ไปทำอะไรมันไม่ได้ดิบได้ดีเพราะมันขี้เกียจขี้คร้าน “ความขี้เกียจขี้คร้านจึงถือว่าเป็นบาป...”

คนขี้เกียจขี้คร้าน มีใจคิดไม่เป็น มีสมองใช้สมองไม่เป็นถึงปล่อยให้ตนเองเป็นทุกข์ ขี้เกียจขี้คร้าน “ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความขี้เกียจขี้คร้าน ธรรมเหล่านั้นไม่ใช่คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า” พระพุทธเจ้าท่านเกียจคร้านไม่เป็น ขี้เกียจไม่เป็น 

ผู้ที่จะเจริญคือต้องไม่เกียจคร้าน ต้องมีความสุขกับการเสียสละ มีความสุขกับการทำงาน ถ้าเราทำไปด้วยการเสียสละ เราก็มีความสุข ถ้าเราทำไปด้วยความจำเป็น ทำเพราะถูกบังคับเราก็มีทุกข์ 

อย่างเราไปเรียนหนังสือเราก็มีความทุกข์ คุณครู คุณพ่อคุณแม่บังคับให้เรียน ทำไมถึงบังคับ...? เพราะเราจะได้เป็นคนดี เป็นคนเสียสละ เอาความรู้ไปทำการทำงาน ช่วยเหลือตนเอง ช่วยเหลือคนอื่นได้ 

ถ้าเรารวยเยอะ มีสตางค์เยอะ มียศถาบรรดาศักดิ์มาก มีภรรยาก็เยอะ มีผัวก็เยอะ มีอำนาจวาสนาอย่างนี้ ถ้าใจเราไม่สงบมันจะมีความสุขได้อย่างไร...? ความสงบความดับทุกข์มันถึงอยู่ที่ใจสงบ

คนเรามันไม่รู้จักทุกข์ ดิ้นรนหารูปหาเสียง หาลาภยศสรรเสริญนะ 

พระพุทธเจ้าท่านสอนเราให้เป็นผู้ที่เสียสละ ทำงานเพื่อเป็นผู้ให้ ยินดีในการให้ แล้วทุกอย่างจะดีเอง “เราสุขคนอื่นก็มีความสุข...” 

ปัญหาในโลกนี้มันไม่มีนะ ที่มีปัญหาเพราะใจเรามีปัญหา 

ทำไมมันมีปัญหา...? เพราะใจของเราแก้แต่ภายนอก ต้องแก้ภายในของเรา ยังมีมานะอัตตาตัวตน 

เราก็ไปโทษสิ่งภายนอก โทษนั่นโทษนี่สารพัดที่จะโทษ เพราะเราไม่โทษทั้งคำพูดทั้งการกระทำของเราน่ะ ปัญหาจึงอยู่ที่เรานะ ไม่ใช่ว่าอยู่ที่คนอื่น

การให้ทานนี้ถือว่าได้บุญมาก ให้สิ่งของการช่วยเหลือ การทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม แต่ก็ยังไม่ยิ่งเท่ากับการรักษาศีล คือการมาเดินตามทางสายกลาง 

ศีลนี้คือความบริสุทธิ์ผุดผ่อง ปราศจากความโลภ ความโกรธ ความหลง 

มนุษย์เรานี้แหละ ถ้าจิตใจเชื่อมั่นในศีล มีเจตนาที่จะรักษาศีล ๕ ได้นี้เขาเรียกว่าเป็นพระอริยเจ้าเป็นพระโสดาบัน 

ศีลนี้คือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ 

ถ้าเรารักษาศีลรักษาธรรมเพื่อละความเห็นแก่ตัว ละตัวละตน เขาเรียกว่าตกกระแสพระนิพพาน 

ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่รักษาศีลเพื่อปรารภโลก ยังไม่ถึงการปรารภธรรม 

การปรารภโลกอย่างไร...? คือเรายังรักษาศีลเพื่อจะได้มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ เพื่อภพภูมิตัวเองดีขึ้น เราไม่ได้เน้นเพื่อความดับไม่เหลือ ความไม่มีตัวไม่มีตน อย่างเรามานั่งส่วนรวม เราก็นั่งดี ตัวตร๊ง.. แต่ถ้าเราไปนั่งที่บ้าน นั่งที่กุฏิแล้วนั่งคอตก นั่งพิงฝา อย่างนี้เรียกว่า “ปรารภโลก” 

ปรารภธรรม... เราไม่ได้ตั้งใจเพื่อเข้าหาตัวธรรม ยังเข้าหาโลกอยู่ บางคนก็ทำเพื่อให้เขานับถือเพื่อรักษาฟอร์มของเรา แต่ที่จริงแล้วไม่ได้ทำเพื่อฝึกจิตฝึกใจ เราจึงแบกความเครียดเอาไว้ ยิ่งปฏิบัตินานโรคประสาทยิ่งมากเพราะไปสั่งสมความเครียด เป็นโรคกลัวการนั่งสมาธิ เพราะเราไม่ได้นั่งเพื่อต่อสู้กับกิเลส เราไม่ได้นั่งเพื่อชนะความอ่อนแอ 

การประพฤติปฏิบัติ... พระพุทธเจ้าท่านเน้นพระนิพพาน การรักษาศีลปฏิบัติธรรมทุกอย่างเพื่อมรรคผลพระนิพพาน ถ้าไม่ตั้งใจอย่างนี้ การเดินจงกรม การนั่งสมาธิมันก็จะเครียด เพราะเราไม่ได้ทำเพื่อที่จะปล่อยเพื่อที่จะวาง 

ให้ทุกคนปฏิบัติตามพระพุทธเจ้า เน้นมาที่จิตใจเป็นสำคัญ 

อย่างบ้านเรานี้นะมันสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ ถ้าคุณพ่อคุณแม่ดี ครอบครัวนั้นลูกหลานเขาก็ดี 

การพัฒนาจึงเริ่มจากการพัฒนาตนเอง เมื่อตนเองดีมันก็ส่งผลไปถึงครอบครัว พ่อแม่ดีลูกหลานมันต้องดี ลูกหลานก็ต้องให้ความเคารพนับถือคุณพ่อคุณแม่ที่เป็นคนดี ที่ลูกเราหลานเราไม่ดีแล้วเราไปโทษลูกโทษหลานอย่างนี้เราคิดไม่ถูกนะ เพราะต้นเหตุมันมาจากเราที่เป็นคุณพ่อคุณแม่ เราไม่มีศีล ๕ เราไม่ไหว้พระสวดมนต์ กินเหล้าเมายาเล่นการพนันลูกหลานเขาจะเคารพนับถือได้อย่างไร เพราะเรทติ้งของความเป็นคุณพ่อคุณแม่ของเรามันอยู่ที่ความเป็นผู้มีศีล ๕ นี่ศีล ๕ ของเรามันด่างพร้อย บางทีมันขาดไปตั้งหลายตัว 

อย่างเราจะเคารพใครสักคนหนึ่งมันก็หาคนเคารพยาก เพราะหาคนดีให้เคารพมันหาลำบาก 

บางคนก็คิดหนักนะว่าครอบครัวเราจะไปรอดไหม...? “มันต้องรอด...” เพราะถ้าเราเป็นคนดีมีศีลธรรม เป็นคนขยันมันต้องรอด บางคนแต่งงานก็คิดหนักว่าเราจะไปรอดไหม...? ถ้าเราทำดีมันต้องรอดแน่...

ครั้งพุทธกาลผู้หญิงหลายคนมีสามีเป็นนายพรานเขาก็เป็นพระโสดาบัน เพราะเขาเป็นคนมีศีลมีธรรม เพราะคนอื่นทำก็ช่างหัวเขา “ความดีมันดีออกมาจากใจ” ถ้าเราเป็นคนไม่ดีสามีก็คนไม่ดี “ไม่ดีกับไม่ดีมารวมกันมันก็แย่ลงไปอีก”

ญาติโยมอย่าไปคิดนะว่า ถ้าเป็นคนดีจะอยู่ในโลกนี้แล้วไม่พออยู่พอกิน...! นี้เป็นความคิดผิด มีความเห็นผิด 

ถ้าเราเป็นคนดีมีศีลมีธรรมคนเราทุกคนก็รัก เครดิตเราดี ขายของก็ดี คนอยากไปซื้อ ทุกคนอยากเป็นเพื่อนกับเราเพราะเขาได้คบกับเราแล้วมันเป็นมงคล อย่างเราขายของเบ็ดเตล็ด ของกินของใช้ เราคิดว่าจะขายของเพื่อดูแลคนอื่น ช่วยเหลือคนอื่น เพราะว่าชาวบ้านเขายากจน มีความทุกข์ทั้งทางกายทางใจ เราต้องดูแลเขา เราไม่ขายแพงอย่างนี้แหละ เราคิดอย่างนี้ทำอย่างนี้มันยิ่งเรา

ถ้าเราขายแพง เราอาจจะขายได้หนึ่งหมื่นบาท ถ้าเราขายถูกเราอาจจะขายได้วันละหนึ่งแสนบาท หรือหลายแสน ถ้าไปคิดดูยอดมันจริง ๆ กำไรมันได้มากกว่าขายแพงเสียอีกและก็ได้บุญได้กุศลอีกนะ

คนเรามันเห็นแก่ตัวมันเลยมองไม่เห็นความถูกต้อง ไม่เห็นความสว่าง เพราะจิตใจมันมืด ไม่มีปัญญา

อย่างเรานี้นะ... โยมผู้ชายที่แต่งงานมีครอบครัว เราตั้งไว้ในใจเลย เรามาบวชเป็นพระไม่ได้เพราะว่าเราต้องดูแลพ่อแม่วงศ์ตระกูล เราเอาผู้หญิงมาเป็นภรรยา ให้เราสมาทานเลยว่า เราจะไม่ทะเลาะวิวาท เราจะตั้งมั่นในความดี เราจะเสียสละ เพราะเราแต่งงานก็เหมือนกับเราเอาอีกคนหนึ่งมาร่วมสุขทุกข์ไปจนหมดลมหายใจเพื่อสร้างความดีสร้างบารมี เราจะรักษาความดีเหมือนรักษาดวงตาของเรานี่แหละ

ความดีนั้นเหมือนพระพุทธเจ้าที่สวยที่สุดในโลก เราจะไม่ทำลาย เพราะทำลายแล้วทำคืนได้ยาก “ผู้ที่จะมีครอบครัวจึงต้องคิดไว้อย่างนี้...”

พระพุทธเจ้าท่านให้เราคิดอย่างนี้ เราต้องเอาใจคนอื่น เราอย่าไปให้คนอื่นมาดูแลเอาใจเรา มันเห็นแก่ตัว มันใช้ไม่ได้ เป็นสามีแล้วให้ภรรยามาเอาใจตนเอง อย่างนี้เป็นคุณพ่อเห็นแก่ตัว หลงในความเป็นใหญ่ ข่มเหงภรรยา ลูกหลานมันต้องเอาใจ 

เราเป็นภรรยาก็เหมือนกันนะ เราต้องเอาใจสามี เอาใจลูก ให้สมควรกับความเป็นแม่

“แม่” แปลว่าผู้ประเสริฐ ผู้ให้ เป็นพระอรหันต์ประจำบ้าน แม่คือผู้ใจดี แม่นี้เปรียบเสมือนแผ่นดิน เปรียบเสมือนแม่น้ำ เขาถึงยกพระคุณของแม่เป็นที่ยิ่งใหญ่ อยู่ในกองทัพเขาถึงเรียกว่าแม่ทัพ 

คนเรานี้ไม่ว่าใครต่อใครนะ อายุ ๗๐ ปี ๘๐ ปี ๙๐ ปี เวลาเจ็บไข้ไม่สบายคนที่ร้องหาคือแม่ 

คนเรานี้ถ้ามีแม่ดีมันมีความสุขมาก คนเรานี้ถ้าครอบครัวแตกแยกกันจึงทำให้ลูกหลานเป็นปัญหาต่อบ้านเมืองต่อสังคม นี้เพราะมาจากคุณแม่ที่ไม่ได้มาตรฐาน 

ทุกคนให้เข้าใจไว้นะผู้หญิงทั้งหลาย... ว่าเรานี้คือผู้ที่สำคัญที่สุดของโลก ถ้าใครมีความบกพร่อง ต้องเอาใหม่อย่าไปโทษลูก อย่าไปโทษสามี ต้องมาเพิ่มความดี เพิ่มมาตรฐานให้กับตนเอง ครอบครัวจะดีอยู่ที่พ่อแม่ “จำไว้” เราบกพร่องอะไร...? 

ตั้งใจรักษาศีล ๕ อย่าไปพูดมาก “ปากทุกคนมันไม่มีสติชอบติดระเบิด” อย่าเป็นคุณแม่ปากระเบิด ลูกเรา ถ้าเราว่าเขาดีเขาก็ดี ถ้าเราว่าเขาไม่ดีเขาก็ไม่ดี เขาก็เป็นอย่างเราพูดหมด ต้องใช้คำพูดให้เป็น

เด็กอายุ ๕-๑๐ ขวบ พระพุทธเจ้าท่านให้เราให้กำลังใจ รู้จักพูดชมลูกว่าเป็นคนดี เป็นคนขยัน รู้จักคบเพื่อน มันดีมาก ต้องรู้จักพูดอย่างนี้

ไม่ว่าเป็นหญิงเป็นชายต้องเปลี่ยนแปลงตนเองไปในทางที่ดี ครอบครัวของเขาถึงจะมีความสุข สงบ ร่มเย็น

เอาความดีมาไว้ที่กายของเรา ที่วาจา ที่ใจของเรา เป็นผู้ที่สร้างวัตรปฏิบัติให้กับตัวเราให้กับครอบครัวของเรา เพราะว่าเราเป็นพ่อบ้านเป็นแม่บ้าน

เมืองชัยภูมิเป็นเมืองแห่งความดีเป็นเมืองแห่งชัยชนะที่อุดมสมบูรณ์ด้วยคุณธรรมความดี เป็นที่อยู่ของคนดี

วันนี้เรามาร่วมรวมกันเพื่อเตรียมงานกฐินสามัคคี พรุ่งนี้เราก็จะได้ร่วมกันทอดกฐินสามัคคีเพื่อต่อยอดสืบทอดพระพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าประธานพรและทรงมีพระเมตตา

ครอบครัวนี้สำคัญอยู่ที่คุณพ่อคุณแม่ ถ้าเป็นวัดเรานี้สำคัญอยู่ที่เจ้าอาวาส สำคัญอยู่ที่ประธานสงฆ์ วัดเราจะเจริญหรือจะเสื่อมนี้อยู่ที่เจ้าอาวาสประธานสงฆ์ ถ้าเจ้าอาวาสประธานสงฆ์เคร่งครัดในพระธรรมวินัย วัดก็เจริญ ขลัง ศักดิ์สิทธิ์  

วัดทั้งหลายต้องมาเน้นที่เจ้าอาวาส เน้นที่ประธานสงฆ์ ถ้าเจ้าอาวาสเคร่งครัดในพระวินัยทุกข้อ กิจวัตรก็เคร่งครัดสม่ำเสมอไม่ขาดตกบกพร่อง ผู้ที่เป็นลูกวัด หรือแม่ชี ญาติโยมเขาก็เคารพนับถือ 

วัดเรานี้สำคัญที่เจ้าอาวาสนะ ศาสนาจะเสื่อมหรือจะเจริญตอบไปเลยว่ามันอยู่ที่เจ้าอาวาส

เจ้าอาวาสทุกรูปต้องเคร่งครัดในพระวินัย อย่าเป็นเจ้าอาวาสโง่ ๆ ไม่ฉลาด ฟรีสไตล์ เจ้าอาวาสต้องรู้ผิด ถูก ดี ชั่ว ต้องเอาธรรมเป็นใหญ่ เอาวินัยเป็นใหญ่ พาพระเณรญาติโยมทำความดี อย่าไปโทษคนนั้นเป็นอย่างนั้น คนนี้เป็นอย่างนี้ ทะเลาะกันคนนั้น ทะเลาะกันคนนี้ อย่าไปโทษ...! 

ต้องโทษเจ้าอาวาสนี้แหละ... เพราะเจ้าอาวาสนี้ขาดตกบกพร่องในข้อวัตรและพระธรรมวินัย ถ้าเจ้าอาวาสดีทุกอย่างก็จะค่อย ๆ ดีไปเรื่อย ๆ ในทางที่ดี ถ้าความดีของเจ้าอาวาสไม่มี พระ เณร ญาติโยมเขาก็ไม่เกรงใจนะ 

เจ้าอาวาสทุกรูปไม่ใช่ของเล่นนะ...อย่าพากันอ่อนแอ อะไรก็สบาย ๆ มันไม่สบายจริงนะ  เดี๋ยวคางเหลือแน่นะ ได้เป็นเจ้าอาวาสแล้วอย่าไปหลงตัวตน ต้องนอนดึกตื่นแต่เช้า พูดเป็นตัวอย่าง ทำเป็นตัวอย่าง เป็นที่พึ่งของพระได้ เป็นที่พึ่งของเณรได้ เป็นที่พึ่งของโยมได้

เจ้าอาวาสทุกองค์ต้องพิจารณาว่าเราเป็นที่พึ่งของเพื่อนสหธรรมิก เป็นที่พึ่งของญาติโยมได้หรือยัง เพราะรัตนตรัยหรือแก้ว ๓ ประการ คือ พระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ ให้พิจารณาดูว่าจิตใจของเราเป็นพระอริยเจ้าหรือยัง พระพุทธเจ้าท่านถามเราอย่างนั้น “คืนวันล่วงไป ๆ เจ้าอาวาสทั้งหลายท่านทำอะไรกันอยู่...?”

อย่าไปวางแผนที่จะเอาสิ่งของทั้งหลายทั้งปวงจากญาติโยมเขา จะสอนให้เขาทำบุญเจ้าอาวาสต้องเสียสละก่อน บางทีโยมเขาก็เอือมระอาเหมือนกันนะ วัดแต่ละวัดมีเจ้าอาวาสไม่ได้มาตรฐาน แค่นำพิธี สวดผี แต่ยังไม่ได้มาตรฐาน คิดแต่จะไปธุดงค์ที่โน่นที่นี่ นั่นล่ะใจของเจ้าอาวาสมันเป็นดงใหญ่ ต้องบากบั่นฝ่าฟันเรื่องฟรีสไตล์เรื่องตกอยู่ในอำนาจของการกินการนอนอยู่นี้ ต้องเพิ่มความขยันหมั่นเพียร เพิ่มความดีความงามให้สมควรกับความเป็นพระเถระ เป็นพระมหาเถระ

แต่ละวัดดูมันเศร้าหมองเสื่อมโทรม เพราะว่าเจ้าอาวาสไม่ได้บากบั่นไม่ได้พากันเป็นที่พึ่งของพระของโยม เถียงพระพุทธเจ้า ปฏิปทาไม่ดี ปฏิปทาไม่ได้มาตรฐาน ปฏิปทานี้มันต้องสม่ำเสมอนะ ถ้าไม่อย่างนั้นมันเปรียบเสมือนกับทำอาหารปรุงรสนี่แหละ เอาผักชีโรยหน้าดูดี...

พระพุทธเจ้า องค์พ่อแม่ครูอาจารย์ท่านอาราธนานิมนต์ครูบาอาจารย์ครูบาอาจารย์ที่เป็นประธานสงฆ์เป็นเจ้าอาวาสให้ตื่นตัวตื่นใจ พากันประพฤติปฏิบัติธรรม ให้สงสารตัวเอง สงสารพระเณรญาติโยมเขาก็พาเขารักษาศีลรักษาธรรม สร้างข้อวัตรปฏิบัติ เดี๋ยวทุกอย่างก็จะค่อยดีไปเรื่อย 

ใครจะเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่ไหนก็ให้พากันสร้างความดีความเจริญในที่นั้น ๆ “ความดีความเจริญก็หมายถึง พัฒนาตนเองเข้าถึงความเป็นพระอริยเจ้า”

วัดเรามันเจริญดี กุลบุตรลูกหลานมาบวชตั้งอกตั้งใจปฏิบัติ เจ้าอาวาสบอกดีสอนดี กราบไหว้ได้ถึงอกถึงใจร้อยเปอร์เซ็นต์ อย่างนี้มันก็ไม่เหนื่อย เพราะเจ้าอาวาสทำดีเป็นตัวอย่าง เสียสละเป็นตัวอย่าง มีประโยชน์มาก สำคัญมากนะ 

ถ้าไม่อย่างนั้นเราสร้างวัด ๆ หนึ่ง เสียเงินเสียสตางค์มากพอสมควรมันจะไม่เกิดประโยชน์ เพราะเราพากันสร้างแต่วัตถุ พากันอยู่พากันกินพากันใช้ไปวัน ๆ “ศาสนาเสื่อมมันเสื่อมาจากเจ้าอาวาสนี้แหละ...!”

ต้องเป็นหลัก... ลูกหลานที่เขามาบวช ๗ วัน ๑๐ วัน ๑ พรรษาก็สึกไป ญาติโยมเขาก็รักษาศีล ๕ ศีล ๘ วันพระวันหยุดเขาก็มาปฏิบัติธรรม เรามีบ้านและก็มีวัดอย่างนี้อยู่ร่วมกันไป สร้างบารมีร่วมกันไป

เจ้าอาวาสที่มาวันนี้ให้เอาไปปรับปรุงตนเอง พระหนุ่มเณรน้อย หรือผู้ที่กำลังจะบวช ถ้าบวชไม่สึกก็ต้องเป็นครูบาอาจารย์เป็นเจ้าอาวาสก็ต้องตั้งใจนะ

กฐินสามัคคี... งานกฐินนี้เกิดจากความเมตตาของพระพุทธเจ้า ท่านบำเพ็ญบารมีหลายภพหลายชาติจนกระทั่งตรัสรู้อนุตระสัมมาสัมโพธิญาณจนกระทั่งประกาศศาสนาจนได้มีพุทธบริษัท มีพระภิกษุ ภิกษุณี อุบาสกอุบาสิกา ท่านทรงเมตตาวางหลับธรรมหลักวินัยเพื่อให้ทุกท่านตั้งมั่นในความดี 

ถ้าปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าเราทุกคนต้องได้เป็นพระอริยเจ้าแน่นอน ไม่ว่าเราจะเป็นผู้หญิงผู้ชายตามสมมุติ จึงได้มีวัดวาอารามให้พระอยู่จำพรรษาในฤดูฝน เมื่อออกพรรษารับกฐิน พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงเมตตาเปิดโอกาสให้พระรับผ้ากฐิน มหาชนได้ถวายผ้ากฐิน 

การทำบุญกฐิน... วัดเราเป็นกฐินสามัคคี เน้นให้ทุกคนได้ถวายผ้ากัน พระพุทธเจ้าไม่ให้เรามุ่งเงินทอง มุ่งเฉพาะสำหรับผ้าและอัฐบริขาร พระเราโยมเราอย่าไปคิดเลยเถิดเรื่อยปัจจัยมันจะไม่ถูกต้องตามหลักที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน

ให้เจ้าอาวาสทุกเจ้าอาวาสคิดว่า ถ้าวัดเราปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เดี๋ยวมหาชนเขาเคารพนับถือเลื่อมใส ประชาชนเขาจะนำปัจจัยสี่มาถวายเราเอง 

พระพุทธเจ้าท่านวางหลักข้อวัตรปฏิบัติที่ดีงาม “ศีล สมาธิ ปัญญา” จะเป็นเหมือนมีธนาคารใหญ่อยู่ในตัว ความดีถึงพร้อมแล้วอะไรมันก็ไหลมาเทมา ไม่อยากได้ก็ได้ 

ขอให้ความดีของเจ้าอาวาสถึงพร้อม ความดีของพระของเณรถึงพร้อม อย่าไปมุ่งแต่กุฏิใหญ่ ศาลาหลังใหญ่ ห้องน้ำหลายห้องใหญ่ ๆ มีรถหลาย ๆ คัน ฯลฯ อย่าไปคิดอย่างนั้น 

ให้เรามาเน้นความดีที่มันถูกต้อง เราอย่าไปอิจฉาเขาวัดว่าเขาใหญ่โต มีเงินมีทอง มีญาติโยมเยอะ อย่าไปอิจฉาเขาอย่างนั้นมันไม่ใช่ทางดำเนินของพระอริยเจ้า

พระพุทธเจ้าของเราท่านสอนเราว่า สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นเป็นเพียงขยะมูลฝอยเท่านั้น ให้เรามุ่งมรรคผลพระนิพพาน ทำจิตใจให้มันสงบร่มเย็น 

การทอดกฐินมันจะได้เงินทองมากเท่าไหร่ก็ช่างหัวมัน ถ้ามันได้น้อยก็ให้พอใจ ถ้ามันได้มากก็ให้พอใจ ถ้ามันไม่ได้ก็ให้พอใจนะ ใครจะว่าเราอย่างไรเราก็ไม่ได้เป็นอย่างไร เราปฏิบัติเพื่อปล่อยเพื่อวาง ไม่เอา ไม่มี ไม่เป็นอะไรทั้งนั้น

ญาติโยมที่มาจากทางไกล มาพักที่วัดป่าภูคีธรรมารามก็ถือว่ามาเปลี่ยนบรรยาย เปลี่ยนที่นอนที่พัก ถือว่าทุกท่านทุกคนที่มา “เรามาสร้างบารมี....”

ดูพระพุทธเจ้าท่านประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน ก็อยู่ที่เสนาสนะป่านะ ทรงสั่งสอนพระสาวก สั่งสอนประชาชน ท่านก็ถือเอาความสุขความดับทุกข์ที่จิตใจเป็นที่ตั้ง รองเท้าก็ไม่ได้ใส่ ร่มก็ไม่มี ตั้งแต่ออกบวชจนถึงเสด็จดับขันธปรินิพพานท่านไม่มีความสะดวกสบายเหมือนพวกเรา 

ญาติโยมทั้งหลายก็ถือว่าเรามาสร้างบารมี เรามีโอกาสมาทำอย่างนี้เป็นสิ่งที่ดีมาก ถือว่าเรามาให้กำลังใจกัน ให้กำลังใจกับประชาชนที่อยู่ตามชนบท ถึงแม้จะอยู่ในทุ่งในป่าริมภูเขา แต่หัวใจก็เต็มเปี่ยมในความดี เรียกว่า “หัวใจเต็มร้อยนะ...”

เราระลึกถึงพระพุทธเจ้า ครูบาอาจารย์ท่านลำบากกว่าเราเยอะ ท่านสมบุกสมบันมาก อันนี้พวกเรายังมียานพาหนะ ระยะทาง ๑๐๐ กิโลเมตร หลายร้อยกิโลเมตร รถวิ่งแป๊บเดียวก็ถึงแล้ว 

พระพุทธเจ้าท่านเดินทางไปโปรดเวนัยสัตว์ ท่านไม่มียวดยานพาหนะ ท่านทรงดำเนินด้วยพระบาทเปล่า อันนี้ถ้าจะว่าไปพวกเรามันยังเอาเปรียบพระพุทธเจ้า ครูบาอาจารย์ท่านก็ลำบากนะกว่าจะได้เป็นพระอริยเจ้า

ขออนุโมทนากับญาติโยมที่พากันมาจัดสถานที่ ทำอาหาร น้ำปานะ บำเพ็ญมหาทาน เพื่อที่จะต้อนรับทุกคนที่จะมาทำความดี ถือว่าทำดีแล้ว ถูกต้องแล้วนะ พระพุทธเจ้าท่านอนุโมทนา ครูบาอาจารย์ท่านอนุโมทนากับพวกเรา พรุ่งนี้ก็ให้พากันตื่นแต่เช้า บำเพ็ญบารมีกันต่อนะ...


พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 

ที่องค์พ่อแม่ครูอาจารย์เมตตาให้นำมาบรรยาย

ค่ำวันพุธที่ ๒๑ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๕

วัดป่าภูคีธรรมาราม ต.บ้านหัน อ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ


หมายเลขบันทึก: 521760เขียนเมื่อ 8 มีนาคม 2013 14:00 น. ()แก้ไขเมื่อ 8 มีนาคม 2013 14:00 น. ()สัญญาอนุญาต: ไม่สงวนสิทธิ์ใดๆ


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี