ในช่วงห้วงเดือนมกราคม ค่าเงินบาทยังคงแข็งตัวอยู่ที่ 29.78 และเงินเฟ้อยังคงสูงอยู่ถึง 3.39% ส่งผลให้สินค้าในหมวดต่างๆมีราคาสูงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในหมวดสินค้าอุปโภคบริโภค จะค่อนข้างเห็นชัดสัมผัสรู้ได้อย่างชัดเจน จากราคาพืชพันธุ์ธัญญาหารในตลาดสดทั่วประเทศที่เป็นคลังอาหารเลี้ยงปากท้องผู้คนทั้งประเทศ โดยเฉพาะช่วงใกล้เทศกาลตรุษจีนด้วยแล้วเราจะได้ยินหมูเห็ดเป็ดไก่และผลหมากรากไม้มีราคาสูงขึ้นเป็นประจำทุกปี แต่อย่างไรก็ตามรัฐบาลยังคงทำได้เพียงให้กำลังใจโดยให้ความเชื่อมั่นต่อประชาชนว่าในช่วงเทศกาลตรุษจีนราคาสินค้าที่เกี่ยวข้องทุกตัวจะลดลงและมีราคาไม่แพงเกินไป
นอกจากเงินเฟ้อและค่าเงินบาทที่แข็งจะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคพี่น้องชาวไทยยังสะท้อนให้เห็นถึงภาพความเดือดร้อนของเกษตรกรไทยด้วยเช่นกัน
เมื่อค่าเงินทำให้สินค้าที่ส่งออกนั้นมีราคาสูงหรือแพงขึ้นกว่าเดิมอีกทั้งเงินเฟ้อที่ทำให้ข้าวของแพงและต้นทุนปัจจัยการผลิตภาคการเกษตรก็จะสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว
ถ้าเกษตรกรยังคงทำอาชีพเกษตรในแบบเดิมๆ
ไม่มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงสร้างความแตกต่างเพิ่มมูลค่าหาความแตกต่างให้เป็นรูปแบบที่ปลอดภัยไร้สารพิษ
(ซึ่งจะตรงกับความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันค่อนข้างมาก)
ต้นทุนก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น กำไรก็น้อยลง
การแข่งขันในระดับอาเซียนโอกาสที่จะสู้กับประเทศเพื่อนบ้านอีก 10 ประเทศก็มีน้อยลง
การทำการเกษตรแบบปลอดภัยไร้สารพิษนั้นจะช่วยทำให้ต้นทุนของเกษตรกรลดน้อยลง
เนื่องด้วยกระบวนการผลิตส่วนใหญ่จะอ้างอิงพิงปัจจัยและวัตถุดิบที่มีอยู่แล้วจากธรรมชาติในท้องถิ่น
เช่นการใช้จุลินทรีย์ขี้ควาย, จุลินทรีย์ขุยไผ่, จุลินทรีย์หน่อกล้วยช่วยปรับปรุงบำรุงดิน
กินศัตรูเชื้อราโรคพืชช่วยลดปัญหาที่เกี่ยวกับโรคต่างๆในพืชได้ค่อนข้างมาก
ใช้มูลสัตว์หรืออินทรีย์วัตถุทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมีเพื่อลดต้นทุนจากราคาที่เรียกได้ว่าเพิ่มขึ้นตลอดเวลาตามราคาสินค้าเกษตรและเงินเดือนจึงทำให้เกษตรไม่ได้รับประโยชน์ที่แท้จริง
การใช้ฮอร์โมนไข่ช่วยบำรุงและเปิดตาดอกช่วยลดการใช้สารเคมีในกลุ่มที่บังคับให้ออกดอกอย่างสารแพคโคบิวทราโซนและโพแทสเซียมคลอเรท, การใช้เปลือกมังคุดล้างใบทำลายสปอร์เชื้อรา, การใช้กระเทียมพริกไทกำจัดเพลี้ยเป็นต้น
เกษตรกรท่านใดสนใจการทำเกษตรปลอดสารพิษ
ต้นทุนต่ำติดต่อสอบถามมายังชมรมเกษตรปลอดสารพิษโทร 0-2986-1680-2
มนตรี บุญจรัส
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com