หนังสือ Generations, Inc. ของคุณ Larry และ Meagan Johnson  เขาเล่าว่ามีการสำรวจพบว่า
พ่อแม่ 1 ใน 10 ของเด็กมหาวิทยาลัยโทรหาทุกวัน หรือวันเว้นวัน
พ่อแม่ 4 ใน 10 ของเด็กมหาวิทยาลัยเคยคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษา
พ่อแม่ 1 ใน 3 เคยร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องผลการเรียนของลูกกับอาจารย์ที่ปรึกษา

สำหรับฝั่งเด็กนักศึกษา ประมาณ 25% บอกว่าพ่อแม่ควบคุมมากเกินไป แต่ขณะเดียวกับ ประมาณ 2 ใน 3 เคยปรึกษาพ่อแม่ในเรื่องการเรียนและอาชีพการงาน

ผู้เขียนยังบอกด้วยว่าเด็กมหาวิทยาลัยสมัยนี้ ใกล้ชิดกับพ่อแม่มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้มีเรื่องปวดหัว และปัญหาด้านความสัมพันธ์มากขึ้นเช่นกัน 

ในหนังสือเล่มเดียวกันนี้ยังได้แนะแนวทางห้าประการในการช่วยลูกแบบไม่บีบบังคับ ดังนี้ครับ

  • พ่อแม่ควรเรียนรู้ที่จะส่งข้อความ (texting, SMS, chat) เพื่อคุยกับลูก แทนที่จะโทรศัพท์ เรื่องนี้ค่อนข้างมีเหตุผลเลยครับ เพราะนอกจากพ่อแม่จะต้องรู้ตารางเรียนของลูก ก็ยังต้องเคารพความเป็นส่วนตัวของลูกเช่นกัน ถ้าอยากจะโทรคุย ก็ควรจะส่งข้อความไปก่อน
  • ไม่ขู่เข็ญบังคับ แต่แนะนำ ประสบการณ์ของพ่อแม่นั้น มีคุณค่า เรื่องนี้ไม่ต้องสงสัยครับ แต่พ่อแม่ไม่ควรจะบังคับให้ลูกทำในสิ่งที่พ่อแม่ "คิดว่า" ดี เพราะสิ่งที่คิดว่าดีสำหรับคนแต่ละยุคสมัยมันไม่เหมือนกัน พ่อแม่ควรฝึกทักษะการ "ถามกลับ" คือการถามให้คิดต่อ ไม่ใช่ว่าคำตอบของตัวเป็นคำตอบสุดท้ายเสมอไป การตัดสินใจนั้นขึ้นอยู่กับตัวลูกซึ่งจะใช้ข้อมูลทั้งหลายที่เราให้ไปใช้ในการตัดสินใจ
  • ปล่อยให้ลูกพลาดบ้าง ไม่ได้หมายความว่ารอให้ลูกสอบตก รีไทร์ เสียก่อนนะครับ แต่หมายถึงความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ที่พ่อแม่บางคนไม่ยอมปล่อยวางและเข้าไปช่วยเหลืออยู่ตลอด เช่นการปลุกลูกไปมหาวิทยาลัย การเตือนให้ลูกจ่ายเงินค่าลงทะเบียน (ผมว่ารวมถึงเรื่องการบริหารการเงินด้วยนะ) ความผิดพลาดเหล่านี้ถ้าไม่เกิดขึ้นเลย ลูกก็อาจคาดหวังให้พ่อแม่คอยเตือนตลอด โตขึ้นไปก็ต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบได้
  • อย่ายุ่งกับการบ้านลูก พ่อแม่หลายคนช่วยลูกทำการบ้านในชั้นประถมเรื่อยมาถึงมัธยม และยังอยากจะช่วยต่อไปในระดับมหาวิทยาลัย แต่อย่าลืมว่าทักษะการเขียนนั้นเป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญ ถ้าลูกให้อ่านงานก็ควรจะแนะนำ แต่ไม่ควรจะแก้งานให้ลูกทันที 
  • เรื่องสุดท้ายคือเป็นผู้ปกครองที่ใส่ใจ เพราะประสบการณ์ในมหาวิทยาลัยนั้นเป็นเรื่องที่ใหม่และตื่นเต้นสำหรับเด็กทั้งหลาย อิสระที่มีมากขึ้น ชีวิตที่มีสิ่งยั่วยวนมากขึ้น โอกาสที่พวกเขาจะหลงทางนั้นมีได้มาก พ่อแม่ก็ยังมีส่วนสำคัญในการกำหนดแนวทาง ในกรอบของเหตุและผล


(ภาพจาก @Doug88888 flickr)

ผมอ่านบทความนี้แล้วรู้สึกสะท้อนใจหลายอย่าง ประการแรกคือมันแสดงออกว่าฝรั่งเขาให้ความสำคัญกับการศึกษาของลูกมากกว่าบ้านเรา โดยเฉพาะคำเตือนสามข้อหลัง ทั้งการควบคุม การทำการบ้าน และการให้คำแนะนำต่างๆ ซึ่งหมายความว่าพ่อแม่ฝรั่งนั้น "เยอะ" และน่าจะก่อความรำคาญให้กับเด็กอยู่ไม่น้อย แต่ก็นั่นแหละครับ ผมเชื่อว่าคำแนะนำเหล่านี้เหมาะสำหรับฝรั่งชั้นกลางขึ้นไปเท่านั้น เพราะคนชั้นล่างหาเช้ากินค่ำไม่มีเวลามายุ่งกับลูกได้ขนาดนี้

ผมพยายามจะหาข้อมูลเกี่ยวกับงานวิจัยที่กล่าวถึงการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการศึกษาระดับอุดมศึกษาของลูกอยู่นานแต่ก็ไม่พบ จะมีบ้างก็เป็นงานในระดับการศึกษาพื้นฐาน ลองดูผลการศึกษาก็ดูจะน่าเป็นห่วงครับ เพราะการมีส่วนร่วมของชุมชน ด้านวิชาการนั้นถือว่าต่ำมากหากเทียบกับงานด้านอื่นเช่นงานบริหาร ด้านบุคคล หรืองบประมาณ (หม่อนกันนา 2553) อย่าว่าแต่ด้านวิชาการเลยครับ แม้แต่เรื่องที่สังคมคาดหวังว่าผู้ปกครองต้องชี้นำอย่างเรื่องยาเสพติด ก็ปรากฎว่าผู้ปกครองและชุมชนสอบตกเช่นกัน (อรรถโกวิทธาตรี 2550

แบบนี้พอจะคาดเดาได้ว่าไม่ต้องรอให้ถึงมหาวิทยาลัย พ่อแม่บ้านเราก็พร้อมจะปล่อยมือให้ลูกเดินไปโรงเรียน พร้อมที่จะผลักภาระ (และกล่าวโทษ) โรงเรียนได้แล้ว หลายคนอาจเถียงว่าพ่อแม่สมัยนี้ดูแลลูกดีจะตาย คาดหวังก็สูง ส่งลูกไปเรียนพิเศษ เรียนดนตรี กีฬาอะไรต่างๆ มากมาย แต่ถ้าจะพูดกันตรงๆ แล้วการทำแบบนั้นไม่ได้หมายถึงการ "มีส่วนร่วม" ในการศึกษาหรือการเรียนรู้ของลูกแม้แต่น้อยนะครับ เพราะทำได้ก็แค่เป็นคนขับรถพาลูกจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง ลูกทำอะไรบ้างในโรงเรียนพิเศษแต่ละแห่งนั้นรู้หรือไม่ (จริงๆ น่าจะมีคนทำวิจัยนะครับ ถามพ่อแม่ที่ไปรับส่งลูกตามโรงเรียนพิเศษว่ารู้ไหมว่าลูกคุณทำอะไร) เพื่อนสนิทของผมที่เป็นครูสอนดนตรีพิเศษ บอกว่าตลอดระยะเวลาร่วมศตวรรษที่ประกอบอาชีพนี้ มีพ่อของเด็กคนเดียวครับเรียนดนตรีไปพร้อมกับลูก (คือลูกเรียนอย่าง พ่อเรียนอีกอย่าง)

อีกเรื่องที่บทความนี้สะท้อนให้เห็นคือ การเรียกร้องให้พ่อแม่ (และครู) เข้าใจความต้องการ และสิ่งแวดล้อมของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเทคโนโลยี เรื่องความคาดหวัง (ที่พ่อแม่จะเป็นผู้รับฟัง แนะแนว แต่ไม่บังคับ) ทั้งในวิชาการและวิชาชีวิต ไปโยนความคาดหวังทั้งหมดให้โรงเรียนก็ดูจะไม่ถูกนัก 

ว่าไหมครับ?


อ้างอิง

บทความ 5 Ways to Parent a Successful College Kid http://blogs.kqed.org/mindshift/2010/10/5-ways-to-parent-a-successful-college-kid/

หนังสือ Generations, Inc. http://www.amazon.com/Generations-Inc-Boomers-Linksters-Managing-Friction/dp/0814415733

พีรศักดิ์  หม่อนกันทา 2553 การมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศึกษาของโรงเรียนบ้านแหลมโพธิ์สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ http://grad.bsru.ac.th/files/Ed%205327.pdf

วรวิทย์ อรรถโกวิทธาตรี ๒๕๔๐ การมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง โรงเรียน และชุมชนต่อการป้องกันการเสพยาบ้าของนักเรียนชั้นประถม http://research.culture.go.th/index.php?option=com_flexicontent&view=item&cid=15:bk&id=7:2012-08-23-03-50-36&Itemid=105