ความเจริญทางเทคโนโลยีกับการพัฒนาสังคม
ดูเหมือนว่ามนุษย์จะมีความสบายมากยิ่งขึ้น การปฏิวัติเทคโนโลยีไซเบอร์เนติกค์ (Cybernatic Techno-logy) เป็นการปฏิวัติทางเทคโนโลยีที่ชัดเจน รวดเร็ว และรุนแรงเริ่มจากแนวคิดของศาสตราจารย์ โฮเวิร์ด ไอเคน (Howard Aiken)แห่งมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดในปี ค.ศ. 1937 ที่เสนอความเป็นไปได้ที่จะสร้างเครื่องคำนวณดิจิตอลอัตโนมัติขนาดใหญ่
ผลจากความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกำลังนำไปสูการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่อีกยุคหนึ่ง คือ การปฏิวัติทางเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) โดยเฉพาะในเรื่องของวิศวพันธุกรรมศาสตร์
โอกาสที่การปฏิวัติทางเทคโนโลยีจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ของมนุษย์ชาติจะมีมากกว่าเครื่องจักรไอน้ำและคอมพิวเตอร์ นักวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะด้านพันธุวิศวกรรมกำลังสร้างและทดลองพืชและสัตว์พันธ์ใหม่ที่จะตอบสนองความต้องการของมนุษย์และที่สำคัญมีความพยายามที่จะนำความรู้ทางเทคโนโลยีชีวภาพมาใช้ในการเพิ่มสมรรถภาพของมนุษย์ทั้งในด้านร่างกายจิตใจและอารมณ์ คำถามที่น่าสนใจคือ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ตามทิศทางของการพัฒนาที่กำลังเป็นไปแท้จริงแล้วมันช่วยให้มนุษย์เป็นคนดีเพิ่มขึ้น มีความสุขมากขึ้นจริงหรือไม่ และที่สำคัญมันช่วยให้สังคมมีสันติสุขเพิ่มมากขึ้นด้วยหรือไม่
จากความเหนื่อยยากและอันตรายในการดำรงชีวิต(ล่าสัตว์ เร่ร่อน เกษตรกรรม)สู่ความสะดวกสบาย (อุตสากรรมและสังคมไซเบอร์) แท้จริงแล้วมนุษย์มีความสุขเพิ่มขึ้นหรือไม่โลกมีสันติสุขเพิ่มขึ้นขนาดไหน ลองคิดพิจารณาให้ดีอีกครั้ง การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ครั้งต่อไปจึงน่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงผ่านความคิดจากจิตสำนึกเก่าสู่จิตสำนึกใหม่ (New Consciousness) จากทุกขภาวะในลักษณะที่รีบเร่ง เร้าร้อน แข่งขันเพื่อโคนล้มเอาชนะตามแนวคิดเศรษฐกิจเสรีทุนนิยม สู่สุขภาวะแบบองค์รวมที่สงบเย็นเป็นสุขมีความพอประมาณ พอเหมาะพอดี มีเหตุผล(ตามแนวปรัชญาพอเพียงของพ่อหลวงของชาวไทย) โดยมีคุณธรรม คุณงามความดีและปัญญา เป็นฐานของการพัฒนา
สะท้อนภาพการศึกษาของโลกปัจจุบัน
การศึกษากระแสหลักโดยรวมที่ดำเนินอยู่ถูกครอบงำด้วยแนวคิดเศรษฐกิจทุนเสรีนิยม จึงมีลักษณะที่สอดรับ
สนับสนุนแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจเสรีทุนนิยมที่เป็นลักษณะความฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อเพื่อหาความสามารถในการแข่งขันแย่งชิงเป็นใหญ่ พึ่งพิงเทคโนโลยีความคับแคบทางความคิด เสพย์ติดความเป็นเลิศเชิดหน้าใส่ผู้ด้อยผู้น้อยนิด คิดเล็กและมืดมัว เห็นแก่ตัวไม่กลัวผิด ไขว่คว้าล่าสุดชีวิต ไม่เคยคิดจะพอเพียง
การศึกษาที่เป็นอยู่เน้นเพียงให้เห็นความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงแต่ไม่เข้าใจและไม่รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงจึงมีวิชาการบริหารการเปลี่ยนแปลง(Change Management) ในลักษณะของวิธีและขั้นตอนอย่างมีระบบในการบริหารหรือควบคุมการเปลี่ยนแปลง หาวิธีลดหรือป้องกันผลกระทบในทางลบด้วยวิชาการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) การศึกษาในปัจจุบันถูกลดคุณค่าเหลือเพียงการเรียนวิชา และเพิ่มมูลค่าและสร้างมูลค่าตามระดับวิชาหรือปริญญาที่สูงขึ้น หาใช่การศึกษาที่มุ่งคุณค่าของมนุษย์หรือมุ่งพัฒนาสังคมมนุษย์ให้มีความสงบสุข และเกิดสันติภาพที่แท้จริงไม่
เมื่อมาสโลว์กล่าวว่า มนุษย์แสวงหาสังคม แสดงว่า เมื่อมนุษย์ได้สังคมมาแล้ว ความหวงแหนจะเกิดขึ้น(อัตตา) เมื่อสังคมพยากรณ์ที่ตนถือครองมีท่าทีว่าจะต้องสูญเสียไปเพราะความจริงเปิดเผย มนุษย์ที่ไร้เหตุผล ตรรกกะ และวิจารณญาณ ก็จะกลัวและจะปกป้องสังคมพยากรณ์ อย่างที่สุด(สุดโต่ง) สามารถทำลายปรัชญาตนที่ถือครอง ที่ว่าให้อยู่กับความจริงอยู่กับปัจจุบัน นำธรรมะชนะอธรรม ให้เปิดกว้างอย่าปิดกั้น และอีกมากมายที่มหาบุรุษท่านนั้นๆติดตามได้สอนสั่งไว้. การกระทำเขาถูกพี่น้องมนุษย์พบเห็น จนเขาตกไปเป็นผู้ใต้ปกครองโดยธรรมของผู้หนึ่งได้ ทำให้เขาไม่ถูกทอดทิ้งจากผู้คอยมอบความจริงให้ทุกๆวัน หรืออาจจะไม่ทุกวัน ผู้นั้นก็รับเป็นผู้เหนือปกครองไปแล้ว และยังให้ความจริงที่สรรค์สร้างกตัญญูธรรมเสมอๆได้
มนุษย์สามารถเป็นที่ปรึกษาหารือต่อกัน ให้คำปรึกษาหารือ รับคำปรึกษาหารือ เราทุกคนไม่มีใครถูกตัดสิทธิ์ที่จะขอพร จงหมั่นขอพรให้พวกเขาสามารถก้าวผ่านการถูกปกครอง และ กลับไปดำรงศักดิ์ศรีเป็นที่ให้คำปรึกษาหารือต่อผู้อื่นได้ อย่างสมศักดิ์ศรีที่เขาเคยเป็นอีกครั้ง ช่วยกันขอพรให้กับเขา แม้นเขาไม่รู้ตัว ทุกท่านก็ขอพรให้เขาได้
อริสโตเติลกล่าวว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคม พระพุทธศาสนาก็สนับสนุนแนวคิดนี้ และก็ไม่มีอะไรที่จะต้องไปปกป้อง ถ้าเรานำเสนอความจริง สังคมจะปกป้องเราเอง พระพุทธศาสนาสอนให้อยู่กับความจริง รักในความจริง และปกป้องความจริง เพราะพุทธศาสนาถือว่าความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย และความจริงก็เป็นสิ่งสากล ไม่ใช่สมบัติของใคร ไม่ใช่ของคุณ ไม่ใช่ของผม และไม่จำเป็นต้องขอพรใด ๆ ครับ เพียงแต่ต้องอาศัยสติปัญญาที่ถูกต้อง พระพุทธศาสนาสอนให้รักษาความสมดุลระหว่างศรัทธาและปัญญา ถ้ามีแต่ศรัทธา ก็จะกลายเป็นคนดีที่โง่เฃลา ถ้ามีแต่ปัญญาก็จะกลายเป็นคนฉลาดแต่ใจดำ เพราะฉะนั้นปัญญาและศรัทธาต้องไปด้วยกัน โดยมีสติเป็นเครื่องกำกับ ถ้าเรามีแนวทางที่ถูกต้อง จะขอพรหรือไม่ขอพร ก็สามารถเข้าถึงปัญญาที่แท้จริงได้ครับ