จุดยืนของ "นักปฏิบัติ..."


พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเราทุก ๆ คนมันปล่อยจิตใจไปมาก มันต้องมาฝึกตัวเองในภาคปฏิบัติ เครื่องบินมันบินเร็ว ถ้าไม่มีสนามใหญ่ ๆมันก็ลงจอดไม่ได้ ถ้าเราไม่เห็นภัยในวัฏฏะสงสาร ไม่ละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาปมันก็หยุดตัวเองไม่ได้ การบวชของเรามันก็เป็น “โมฆะบุรุษ”

อะไรที่สำคัญที่สุดที่เราพากันมาบวชทั้งพระไทย พระฝรั่ง พระจีน พระลาว สิ่งสำคัญที่สุดพวกเราที่พวกเราต้องการคือ “สิ้นกิเลส หมดอาสวะ...”


ทำอย่างไรอาสวะของเราถึงจะหมด...?

เราก็ต้องพากันมาประพฤติปฏิบัติ ปรับตัวเองเข้าหาธรรมะเข้าหาพระรัตนตรัย เอาพระพุทธเจ้าเป็นตัวอย่าง เอาพระอรหันต์เป็นตัวอย่าง มาเดินทางสายกลางตามพระพุทธเจ้า

ทุกวันนี้ส่วนใหญ่เราเอาสายกลางของตัวเอง ติดสุข ติดสบาย ติดขี้เกียจขี้คร้าน 

เราพากันมาปลงผมนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ มันเป็นเครื่องหมาย มันเป็นรูปแบบที่จะให้เราสร้างคุณงามความดี 

เราบวชหลายปีถ้าเราไม่ตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติมันก็ไม่มีประโยชน์อะไร กลับแต่จะมีโทษให้กับตัวเอง เพราะว่าการเลี้ยงชีพของเราเนื่องด้วยผู้อื่น เนื่องจากญาติโยมเขามีศรัทธา เลื่อมใสในคุณพระรัตนตรัย เขาให้อาหาร ที่อยู่อาศัย ดูแลความสะดวกสบายทุกอย่าง ถ้าเราไม่ตั้งใจเราต้องมีบาปมีกรรมแน่นอน 

ความเจริญที่จะเกิดแก่เราได้มันขึ้นอยู่ที่ความประพฤติของเรา ขึ้นอยู่ที่ปฏิปทาของเรา ใจของเราต้องมุ่งพระนิพพาน มุ่งสิ้นอาสวะ มีความตั้งใจ มีเจตนาที่จะรักษาศีล ทำข้อวัตรปฏิบัติ อันไหนไม่ดีไม่คิด ไม่พูด ไม่ทำ นี้เป็นโอวาทของพระพุทธเจ้าที่ท่านตรัสว่า “สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง” ชื่อว่าบาป ไม่คิด ไม่พูด ไม่ทำ ถ้าเราทำทั้งบุญทั้งบาปมันก็วกวน...

เน้นที่จิตใจที่ปฏิปทา... มดตัวน้อย ๆ ยุงตัวน้อย ๆ ไม่ละเมิดไม่เบียดเบียน ความคิดที่มันไม่ดีเรื่องเล็กเรื่องใหญ่เรื่องน้อยเราจะไม่คิด เพราะคนเรามันบาปตั้งแต่ความคิดความเห็นนี้แหละ ความคิดของเราความเห็นของเราคนอื่นเขาไม่รู้ไม่เห็น แต่เรารู้เราเห็นทั้งหมด

พระพุทธเจ้าท่านให้เราละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาป ต้องเห็นความสำคัญเรื่องความคิด บาปมันจะเกิดมาทางกายทางวาจามันต้องมาจากความคิด ถ้าเราไม่มีหิริ ความละอายเราก็คิดไปเรื่อย ถ้าเราไม่มีโอตตัปปะ ความเกรงกลัวเราก็คิดไปเรื่อย ความคิดเหล่านี้มันทำลายตัวเรา 

สัมมาสมาธิคือความตั้งมั่น พระพุทธเจ้าท่านให้เราทุก ๆ คนมีจิตใจแข็งแรง เข้มแข็ง จะได้ไม่ปล่อยให้ตัวเองเสียเวลาในการบวชหรือว่าในการปฏิบัติธรรม 

สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ มันเริ่มจากความคิดความเห็น

คนเราเมื่อมันคิดไม่ดีตรึกตรองไม่ดี มันจะกราบไหว้ตัวเองได้ไหม เพราะคนคิดไม่ดี ตรึกตรองไม่ดี เป็นคนเน่าใน เปียกแฉะ มันห้ามมรรคผลนิพพานให้กับตัวเอง 

การประพฤติธรรมปฏิบัติธรรมมันต้องให้ไหว้ตัวเองได้กราบตัวเองได้ พระพุทธเจ้าท่านจึงให้เราเริ่มเข้าถึงระบบความคิด 


พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเราทุก ๆ คนมันปล่อยจิตใจไปมาก มันต้องมาฝึกตัวเองในภาคปฏิบัติ เครื่องบินมันบินเร็ว ถ้าไม่มีสนามใหญ่ ๆมันก็ลงจอดไม่ได้ ถ้าเราไม่เห็นภัยในวัฏฏะสงสาร ไม่ละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาปมันก็หยุดตัวเองไม่ได้ การบวชของเรามันก็เป็น “โมฆะบุรุษ” เหมือนพระภิกษุนักเทศน์ที่เทศน์เก่งในครั้งพุทธกาล สอนเขาให้บรรลุธรรมหลายร้อยรูป แต่เมื่อพระโพธิละไปกราบพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านทักให้อายว่า “ภิกษุใบลานเปล่ามาแล้วเหรอ...”

พระพุทธเจ้าท่านให้เราพิจารณาตัวเอง เราเป็นพระภิกษุใบลานเปล่ารึเปล่า ถ้าเป็นพระภิกษุใบลานเปล่าเหมือนพระพุทธเจ้าว่าต้องพากันแก้ไข 


พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า พระเราเณรเราถ้าปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าแล้วอยู่ที่ไหนมันก็สบายอยู่ที่นั่นแหละ อยู่ที่ไหนก็สงบอยู่ที่นั่นแหละ เพราะความสงบความดับทุกข์มันอยู่ที่ใจของเรา 

ที่เรามีปัญหากันเยอะ ๆ มันไม่ได้อยู่ที่ไหนมันอยู่ที่ใจของตัวเอง เรากำลังมีความเห็นผิด พยายามพากันที่จะแก้ไขภายนอก พยายามที่จะเปลี่ยนแปลงธรรมชาติ ไม่อยากแก่ ไม่อยากตาย ไม่อยากพลัดพราก ไม่อยากจน อยากจะเอาแต่ความสุข ความคิดอย่างนี้เป็นความคิดที่เห็นผิดนะ เป็นความคิดที่จะไปแก้ไขภายนอก 

เราต้องปรับใจหาสิ่งภายนอก ว่าอากาศมันร้อนมันก็เรื่องของอากาศ เราไม่ควรไปทุกข์ทางใจ เรานั่งยุงมันเยอะก็เรื่องของยุงมันเยอะ เราไม่ต้องไปทุกข์ทางใจ คนโน้นเขาเป็นอย่างโน้น คนนี้เขาเป็นอย่างนี้ เราไม่ควรไปทุกข์กับเขาไปวุ่นวายกับเขา เสียงมากระทบเราเราอย่าไปว่ามันมารบกวนเรา แท้จริงเราไปหาเรื่องเขากวนเขา 

เราอยู่ที่ไหนให้เรามีความสุขมีความดับทุกข์ให้มันได้ ถ้าไม่อย่างนั้นเราจะวิ่งหาความสุขขึ้นเขาลงทะเลในประเทศต่างประเทศ การหาความสุขความดับทุกข์นี้คิดไม่ถูกมันก็ดับทุกข์ไม่ได้ คิดไม่ถูกมันก็เป็นบาปเป็นกรรม 

พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเราเกิดมากับโลกให้เรารู้จักโลก แต่เราพากันมาแบกโลก...

การภาวนา การพิจารณา พระพุทธเจ้าท่านให้เราพากันคิดอย่างนี้มันจึงจะเข้าหาศีลหาธรรม 

ฝึกจิตใจให้สงบอยู่กับเนื้อกับตัว อย่าให้ไปอยู่กับเรื่องข้างนอกเรื่องภายนอก เรื่องของเราก็ให้เป็นเรื่องของเรา เรื่องภายนอกก็ให้เป็นเรื่องภายนอก 

หน้าที่ของเรา... พระพุทธเจ้าท่านทรงเมตตาสั่งสอนเราให้พากันบิณฑบาตทุกวัน ขี้เกียจก็ไปบิณฑบาต ไม่ขี้เกียจก็ไปบิณฑบาต ท่านห้ามพระไม่ให้รับเงินรับทอง ไม่ให้มีทรัพย์สมบัติเพื่อไม่ให้ติดสุขติดสบาย บิณฑบาตโปรดญาติโยมทุกวัน ถ้าเราไม่ไปเขาก็ไม่มีโอกาสสร้างบารมีทำบุญตักบาตร เหนื่อยเราก็ต้องอดทน นอกจากเจ็บไข้ไม่สบาย การบิณฑบาตก็เป็นการเจริญสติ เป็นพระไม่บิณฑบาต ไม่เคร่งครัดในการบิณฑบาตก็ถือว่ามีความบกพร่อง เราจะทำตัวเป็นคนพิเศษไม่ได้ หน้าที่ของเรานี้ต้องบิณฑบาตทุกวัน อย่าเอาธุระเล็ก ๆ น้อยๆ มาอ้างไม่บิณฑบาต บางทีทำงานนิดหน่อยก็ไม่บิณฑบาต อุปัฏฐากครูบาอาจารย์ก็ไม่บิณฑบาต อย่างนั้นไม่ได้ ไม่ถูก ให้ถือว่าการบิณฑบาตเป็นเรื่องใหญ่ 


เรื่องบิณฑบาต เรื่องทำวัตรสวดมนต์  เขาต้องทำทุกวันเพราะอันนี้เป็นหน้าที่เป็นการงาน ถ้าเราไม่ทำแสดงว่าเราขี้เกียจ ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความขี้เกียจขี้คร้าน ธรรมเหล่านั้นไม่ใช่คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

การทำวัตรสวดมนต์แสดงถึงความรับผิดชอบในการทำคุณงามความดี การทำวัตรสวดมนต์เป็นกลุ่มก้อน เป็นเวลาเป็นภาคบังคับในแต่ละวัดนั้น ๆ มันต้องทำอย่างนี้ เพราะคนเราอินทรีย์บารมีมันต่างกัน ดอกบัวมันหลายเหล่า ถ้าไม่ได้ทำส่วนรวมส่วนตัวก็ไม่ทำ ทำไปก็แบบจำใจ ตัวอยู่ที่หนึ่งใจอยู่อีกที่หนึ่ง

การทำวัตรสวดมนต์ให้ใจอยู่กับเนื้อกับตัว ในมีสติอยู่กับเนื้อกับตัว เพราะการทำวัตรสวดมนต์เพื่อใจเป็นบุญกุศลเป็นสมาธิ 

เราควรจะขอบคุณวัดแต่ละวัดที่เขามีข้อปฏิบัติดี ๆ ที่จะได้ให้เราฝึกตน ถ้าไม่อย่างนั้นเราก็ไม่รู้ว่าจะปฏิบัติอย่างไร เพราะเราไม่มีข้อวัตรปฏิบัติ 

พระเราต้องคิดให้เป็นนะ อย่างใบไม้ที่มันร่วงลงเราต้องขอบคุณใบไม้ ได้พิจารณาความเสื่อม เรากวาดเราก็ได้เสียสละ ขอบคุณฝุ่นร่วงใส่กุฏิเราศาลาเรา เราจะได้เช็ดได้ถู เราจะได้ทำความดี 

เราเป็นคนขี้เกียจเห็นแก่ตัว ใบไม้ร่วงก็ไปโทษหมด ขี้ฝุ่นมันร่วงก็ไปโทษขี้ฝุ่น นี้เพราะเราคิดไม่เป็น

อย่างเราตื่นตี ๓ ตี ๔ ดีมาก เราจะได้ฝึกตัวเอง ถ้าไม่อย่างนั้นเราจะขี้เกียจแย่เลย 

ใจเรานี้จะมีเครื่องอยู่ต้องมีการมีงานให้เขา อย่างงานภายนอก กิจวัตรต่าง ๆ ก็เป็นเครื่องอยู่ แต่เครื่องอยู่ภายนอกนี้ก็ฝึกง่าย ง่ายกว่าเครื่องอยู่ภายใน เครื่องอยู่ภายในก็คืออยู่กับตัวเองอยู่กับความสงบ ส่วนใหญ่เราอยู่กับตัวเองไม่เป็น อยู่กับตัวเองได้ ๕ นาทีก็ว่านานแสนนานแล้ว

พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าให้เราฝึกอยู่กับตัวเองให้มาก ๆ ปล่อยใจให้เป็นธรรมชาติ พยายามอยู่กับเนื้อกับตัว อย่าไปกดมันอย่าไปข่มมัน พยายามอยู่กับการเดินไปเดินมา เดินจงกรมก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก พยายามอยู่กับการเดินกลับไปกลับมา ให้ใจอยู่กับเนื้อกับตัว มีความสุขอยู่กับการเดิน ไม่ต้องไปปรุงแต่งอะไร เดินให้นาน ๆ ได้ทั้งออกกำลังกายได้ทั้งสติสัมปชัญญะ 


นั่งสมาธิก็นั่งให้สบาย มีสติหายใจเข้าสบายออกสบาย เราอย่าไปอยากให้มันสงบ มันไม่ถูกถ้าคิดอย่างนั้น

เรามีหน้าที่รู้ลมเข้าสบายออกสบาย ลมสั้นก็รู้ลมยาวก็รู้ เอาตัวเองมาฝึกมาปฏิบัติ เป็นภาคปฏิบัติ

คนเรานั่งทั้งคืนทั้งวันมันก็สบาย ถ้าเราไม่อยากให้มันเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ นี้มันนั่งมันก็อยากให้มันสงบ อยากให้ไม่ปวดแข้งปวดขา ระเบิดตัวเอง สารพัดอยาก ให้เราปล่อยวาง เพราะธรรมชาติแท้จริงอยู่ที่การไม่ปรุงแต่ง

ฝึกไปเรื่อยปฏิบัติไปเรื่อย ถ้าเราปฏิบัติถูกต้องมันก็ไม่ใช่ของยาก 

การมาบวชของเรา การมาประพฤติปฏิบัติของเรามันก็เจริญก้าวหน้า เราก็จะได้ช่วยเหลือตัวเองได้ ช่วยเหลือพี่น้องวงศ์ตระกูลได้ 

กรรมคือการกระทำก็จำแนกตัวของตัวเอง เพราะธรรมะเพราะความดีไม่เลือกชั้นวรรณะ จีนไทยฝรั่ง การทำถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การประพฤติปฏิบัติการมาบวชของเรา พระพุทธเจ้าท่านให้เรามีจุดยืนอย่างนี้นะ พ่อแม่ญาติพี่น้องก็ยินดีในการบวชของเรา เขารออยู่ว่าอีกไม่นานเกินเราจะเป็นผู้ที่มีประโยชน์ต่อประเทศชาติบ้านเมือง

วันนี้องค์พ่อแม่ครูอาจารย์เมตตานำธรรมะมาให้ทุกท่านทุกคนน้อมจิตใจเข้าหาการประพฤติปฏิบัติ ว่าเราต้องประพฤติปฏิบัติอย่างนี้มันจึงจะถูกต้องและเกิดประโยชน์ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์จะได้มารวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันที่จิตใจของเรา เราจะได้กราบไหว้บูชาตัวเองได้


พระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ที่องค์พ่อแม่ครูอาจารย์เมตตาให้นำมาบรรยาย

เช้าวันอังคารที่ ๑๓ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๕

ณ วัดป่าปทีปาราม ต.บ้านแก่ง อ.ตรอน จ.อุตรดิตถ์



หมายเลขบันทึก: 519431เขียนเมื่อ 13 กุมภาพันธ์ 2013 06:19 น. ()แก้ไขเมื่อ 13 กุมภาพันธ์ 2013 06:19 น. ()สัญญาอนุญาต: ไม่สงวนสิทธิ์ใดๆ


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี