หลังการประกาศยึดอำนาจการปกครอง ของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ไม่เพียงเป็นการ "ล้างไพ่" จัดขบวนทางการเมืองใหม่เท่านั้น แต่สิ่งที่ คปค. กำลังดำเนินควบคู่กันคือ การผลักดันกระบวนการตรวจสอบโครงการต่างๆ ที่อยู่ในความเคลือบแคลงของสังคม ซึ่งเชื่อว่าจะมีความเข้มข้นมากขึ้น

           โดยเฉพาะการตรวจสอบการถือหุ้นในบริษัท กุหลาบแก้ว จำกัด ซึ่งก่อนหน้าปฏิรูปการปกครองมีสิ่งบอกเหตุว่าผลตรวจสอบจะต้องยืดเยื้อออกไป กลับมีทีท่าจะรวบรัดทันใจกองเชียร์ และคาดว่าจะมีผลสรุปในเร็ววันนี้

          การตรวจสอบการถือครองหุ้นในบริษัท กุหลาบแก้ว จำกัด มีสาเหตุจากมีผู้ร้องเรียนว่า บริษัท กุหลาบแก้ว ไม่ใช่บริษัทสัญชาติไทย เนื่องจากผู้ถือหุ้นที่เป็นคนไทย ถือหุ้นแทนคนต่างด้าว แม้กระทรวงพาณิชย์ในขณะนั้นจะไม่อยากตรวจสอบ แต่ก็คงทำอะไรไม่ได้ เพราะหากไม่ตรวจสอบ ก็เท่ากับเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ผิดกฎหมายอาญา จึงจำเป็นต้องสั่งให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าซึ่งมีหน้าที่ดูแลการจดทะเบียนบริษัทเป็นผู้ตรวจสอบ 

          ผลสอบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นอย่างไร คงทราบกันดีแล้ว 

           การตรวจสอบการถือหุ้นในครั้งนี้ เป็นการตรวจสอบตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ออกมาแทนประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 281 ในสมัยจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดไปบ้าง แต่ยังคงเจตนารมณ์ไว้เหมือนเดิม คือ ต้องการคุ้มครองคนไทย ไม่ให้คนต่างชาติมาประกอบอาชีพแข่งกับคนไทย กฎหมายจึงห้ามคนต่างด้าวประกอบธุรกิจตามที่กำหนดไว้ ซึ่งมี 3 ระดับ คือ

      1.เป็นการห้ามขาด ในธุรกิจที่เกี่ยวกับทรัพยากรพื้นฐานของประเทศ เช่น การทำนาทำไร่ การทำป่าไม้ สมุนไพร การค้าที่ดิน และยังรวมถึงกิจการหนังสือพิมพ์ กิจการสถานีวิทยุ โทรทัศน์ การห้ามทำธุรกิจตามบัญชีนี้ เป็นการห้ามขาด โดยกฎหมายฉบับนี้ไม่ยอมให้มีการขออนุญาต

            2.เป็นการห้ามที่เปิดช่องให้ขออนุญาตได้ โดยต้องได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี เช่น ธุรกิจที่กระทบถึงความปลอดภัยหรือความมั่นคงของประเทศ ธุรกิจที่มีผลกระทบต่อศิลปวัฒนธรรม จารีตประเพณี และหัตถกรรมพื้นบ้าน เป็นต้น

           3.เป็นการห้ามระดับที่ไม่เคร่งครัดมาก เนื่องจากเป็นธุรกิจที่คนไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะแข่งขันกับคนต่างด้าว ตามที่กำหนดไว้ในบัญชีที่ 3 ท้ายพระราชบัญญัติ เช่น กิจการทางด้านกฎหมาย บัญชี สถาปัตยกรรม วิศวกรรม การค้าปลีกที่มีทุนขั้นต่ำน้อยกว่า 100 ล้านบาท (จึงไม่รวมถึงดิสเคาน์สโตร์ใหญ่ที่เป็นปัญหาอยู่)

          อย่างไรก็ตาม หากเป็นกิจการที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาล หรือเป็นไปตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศ แม้จะเป็นกิจการตามบัญชี 1 ก็สามารถทำได้

           สำหรับประเด็นสำคัญของการตรวจสอบบริษัท กุหลาบแก้ว คือ สถานะของบริษัท ว่า เป็นบริษัทไทยที่มีผู้ถือหุ้นเป็นคนไทยถึงร้อยละ 51 หรือไม่

         ประเด็นที่มีการร้องเรียนกันคือ แม้ตามเอกสารจดทะเบียนจะแสดงว่า มีคนไทยถือหุ้นร้อยละ 51 แต่คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าว ที่เรียกกันว่า "นอมินี" หากเป็นการถือหุ้นแทนคนต่างด้าวจริง บริษัท กุหลาบแก้ว จะถือว่าเป็นบริษัทต่างด้าวตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

             โดยหลักเกณฑ์การพิจารณา "คนต่างด้าว" กำหนดไว้ในมาตรา 4 ดังนี้

1.บุคคลธรรมดาทั่วไป ที่ไม่มีสัญชาติไทย

2.นิติบุคคล ไม่ว่าจะเป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วน หรือเป็นมูลนิธิ สมาคมใดๆ ที่ไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทย

3.นิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย แต่มีผู้ถือหุ้นที่ไม่ใช่คนไทย ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ถือหุ้นมีมูลค่าตั้งแต่กึ่งหนึ่งของทุน หมายถึงว่า ถ้าต่างชาติถือหุ้นตั้งแต่ 50% ขึ้นไป ก็ถือว่าเป็นนิติบุคคลต่างด้าว จึงเป็นที่มาของการเลี่ยงกฎหมายโดยจัดสัดส่วนการถือหุ้นต่างชาติกับคนไทย ให้เป็น 49 : 51 เพื่อจะได้สามารถประกอบกิจการใดๆ ก็ได้ เหมือนเป็นคนไทย

4.นิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย และมีผู้ถือหุ้นที่เป็นนิติบุคคลจดทะเบียนในประเทศไทยแต่มีลักษณะตามข้อ 3 คือมีคนต่างด้าวถือหุ้นตั้งแต่กึ่งหนึ่งขึ้นไป

             หากบริษัท กุหลาบแก้ว เป็นไปตามผลสอบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่เห็นว่า เป็นนิติบุคคลต่างด้าว จะมีผลทำให้บริษัท ซีดาร์โฮลดิ้ง เป็นนิติบุคคลต่างด้าวไปด้วย ตามข้อ 4  เพราะเท่ากับซีดาร์ มีสัดส่วนการถือหุ้นของคนต่างด้าวมากกว่า 50% และเมื่อซีดาร์โฮลดิ้ง ไปถือหุ้นในบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ก็ต้องนับหุ้นเป็นส่วนของต่างด้าว ก็จะทำให้ชินคอร์ป เป็นนิติบุคคลต่างด้าวไปอีก

       ตรงนี้แหละที่เป็นปัญหา เพราะแม้ชินคอร์ปจะไม่ใช่เจ้าของสัมปทานคลื่นโทรศัพท์มือถือ ไม่ใช่ผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ แต่เมื่อชินคอร์ปไปถือหุ้นในเอไอเอสหรือไอทีวี จะทำให้สัดส่วนการถือหุ้นของคนต่างด้าวมากกว่า 50% ผลก็คือ กิจการของ เอไอเอส ก็ดี ของ ไอทีวี หรือเอไอเอส เป็นธุรกิจที่ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว

           หากชินคอร์ปเป็นนิติบุคคลต่างด้าว แล้ว ผลคืออะไร.....

         ประการแรก ทั้งเอไอเอส และไอทีวี ซึ่งกลายเป็นนิติบุคคลต่างด้าว ย่อมไม่มีสิทธิประกอบกิจการที่ทำอยู่ รัฐต้องยึดสัมปทานคืน

          ประการที่สอง ผู้ที่ถือหุ้นแทนคนต่างด้าวที่ต้นทางคือ ที่บริษัท กุหลาบแก้ว จะมีความผิดตามมาตรา 36 ที่ให้ความช่วยเหลือ หรือสนับสนุน หรือร่วมประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว โดยที่คนต่างด้าวไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจ จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งแสนถึงหนึ่งล้านบาท และเป็นความผิดทั้งคนไทยที่ไปถือหุ้นแทน และคนต่างด้าวที่ยอมให้คนไทยถือหุ้นแทน

             สำหรับการได้มาของ ผลการตรวจสอบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่สรุปว่า คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าว บริษัท กุหลาบแก้ว จึงเป็นนิติบุคคลต่างด้าว คือมีการตรวจพบว่า แหล่งเงินที่มาลงทุนเป็นเงินของคนต่างด้าว รวมทั้งอำนาจการบริหารโดยเฉพาะอย่างยิ่ง อำนาจการสั่งจ่ายเงิน เป็นของคนต่างด้าวทั้งหมด

            นอกจากนี้ ผู้ถือหุ้นคนไทยกลับมีสิทธิออกเสียงน้อยกว่าคนต่างด้าว รับเงินปันผลน้อยกว่าคนต่างด้าว ซึ่งเป็นการผิดวิสัยของผู้ลงทุนโดยทั่วไป

           ถ้าได้อ่านผลการตรวจสอบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแล้ว คงไม่มีใครเชื่อว่าคนไทยเป็นผู้ถือหุ้นที่แท้จริงในบริษัท กุหลาบแก้ว

         อย่างไรก็ตาม การจัดโครงสร้างเพื่อเลี่ยงกฎหมายของบริษัท กุหลาบแก้ว เป็นเพียงวิธีการหนึ่งที่นิยมทำกัน

         แต่มิได้หมายความว่ามีเพียงวิธีการเดียวเท่านั้น!!

        ฉะนั้น การร้องให้ตรวจสอบอีก 16 บริษัท ที่มีความเป็นไปได้ที่จะมีการถือหุ้นแทนคนต่างด้าว อาจจะพบความแยบยลในการหลบเลี่ยงที่ไม่เหมือนกับของบริษัท กุหลาบแก้วก็ได้ 

    หากมีการตรวจสอบการถือหุ้นอย่างจริงจัง เช่นเดียวกับบริษัท กุหลาบแก้ว ก็น่าจะพบบริษัทไทยเทียมอีกเป็นจำนวนมาก ผลที่จะตามก็คือ อาจเกิดความปั่นป่วนในการลงทุนจากต่างประเทศ และมีเสียงขู่ออกมาบ้างแล้ว ว่าจะกระทบการลงทุน

          ปัญหานี้อาจเป็นทางสองแพร่งที่ต้องตัดสินใจ 

         เพราะหากยอมรับความจริงว่า มีการหลีกเลี่ยง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่าง เช่นเดียวกับบริษัท กุหลาบแก้ว รัฐบาลก็จะต้องดำเนินการบังคับให้เป็นไปตามกฎหมาย แม้จะกระทบกับการลงทุนก็ตาม เพราะหากไม่ปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว ก็เท่ากับละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

         แต่หากรัฐบาลเห็นว่า ต้องการการลงทุนจากต่างประเทศมากกว่าการคุ้มครองคนไทย หรือเห็นว่า คนไทยเรามีศักยภาพที่จะแข่งขันกับคนทั่วโลกได้ รัฐบาลก็ต้องยกเลิกกฎเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวดังกล่าว ไม่ใช่ปล่อยให้มีการหลีกเลี่ยงกฎหมายกันจนเป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนทำกัน 

           กรณีการตรวจสอบบริษัท กุหลาบแก้ว อาจเกิดจากวัตถุประสงค์บางอย่าง กับคน "บางคน" แต่น่าจะถือเป็นโอกาสที่ดีที่จะทบทวนนโยบายการลงทุนของประเทศว่า เราต้องการอะไร

          เป็นอีกปัญหาหนึ่งรัฐบาลชุดต่อไปต้องตัดสินใจ
 --------------------------------------------------------

โต๊ะข่าวเศรษฐกิจ มติชน วันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10425 หน้า 20