บันทึกการสอบปากคำเบื้องต้น รตต.เกษม (ลุงปาน)
โดยนางสาวปรางค์สิรินทร์ เอนกสุวรรณกุล
เผยแพร่วันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖
เมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา ข้าพเจ้าได้พาพันเอกล้วน พยานที่อยู่ที่นางเลิ้งคนสุดท้ายของลุงตู่ ไปให้ปากคำกับนายทะเบียนสำนักเขตป้อมปราบศัตรูพ่ายเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น ในส่วนของสำนักงานเขตป้องปราบศัตรูพ่าย จึงยังไม่มีการดำเนินการเพิ่มเติม เพราะได้ทำการสอบพยานที่อยู่ในพื้นที่นางเลิ้งเป็นที่เรียบร้อย ต้องรอบันทึกปากคำของลุงแกละ ประจักษ์พยานคนสำคัญที่เห็นและยืนยันได้ถึงความสัมพันธ์แม่ลูก ของแม่ผิว(บุคคลผู้มีสัญชาติไทย)และลุงตู่
จากนั้นจึงเป็นหน้าที่ของอำเภอบางระกำจังหวัดพิษณุโลกที่จะทำหน้าที่ สอบปากคำ ลุงแกละ พี่ชายร่วมมารดาของลุงตู่ ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดพิษณุโลกต่อไป ซึ่งความคืบหน้าล่าสุด (๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖) ข้าพเจ้าทราบจากคุณศิวนุช สร้อยทอง และคุณสายชล สิมะกุลธร ว่าอำเภอบางระกำได้สอบปากคำลุงแกละเรียบร้อยแล้ว ทางเราจะติดตามการส่งผลการสอบปากคำพยานของอำเภอบางระกำกลับมายังสำนักงานเขตป้อมปราบศัตรูพ่ายในลำดับต่อไป
เราต้องมาติดตามกันว่า ทางอำเภอบางระกำ จะสอบปากคำได้ครบถ้วนตามประเด็นที่สำนักงานเขตป้อมปราบศัตรูพ่ายแนะนำหรือไม่ และต้องร่วมกันติดตามต่อไปว่า สำนักงานเขตป้อมปราบศัตรูพ่ายจะรับฟังพยานบุคคลของลุงตู่ ซึ่งในขณะนี้ก็มีทั้งลุงแกละที่เป็นประจักษ์พยานที่ยืนยัน ถึงความเป็นมารดาและบุตร ของลุงตู่และแม่ผิวได้แล้ว รวมถึงพยานที่อยู่ในชุมชนนางเลิ้ง เพื่อนๆที่เติบขึ้นมาพร้อมๆกับลุงตู่อีกสามปาก ทางเขตป้อมปราบศัตรูพ่ายจะพิจารณาเพิ่มชื่อให้ลุงตู่ในฐานะคนสัญชาติไทยในทะเบียนบ้านหรือไม่ เป็นสิ่งที่เราต้องมาติดตามกันอย่างใกล้ชิด เพราะถือได้ว่าขณะนี้พยานบุคคลค่อนข้างมีน้ำหนักมากแล้ว หรือทางเขตป้อมปราบศัตรูพ่ายจะเรียกร้องพยานผลตรวจ DNA อีก หากกระทำเช่นนั้น จะเป็นการสร้างขั้นตอนอันเป็นภาระแก้ประชาชนเกินสมควรหรือไม่ เป็นเรื่องที่เราต้องร่วมกันติดตามอย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ ในวันที่ ๒๘ มกราคม ที่ผ่านมาข้าพเจ้าได้มีโอกาสสอบปากคำในเบื้องต้น กับ ร้อยตำรวจตรีเกษม ข้าราชการตำรวจบำนาญ อายุ ๘๖ ปี ตำรวจดั้งเดิมในพื้นที่นางเลิ้ง ผู้ที่สามารถยืนยันได้ถึงช่วงเวลาที่หายไปจากนางเลิ้งของลุงตู่ ว่าลุงตู่หายไปไหน ข้าราชการตำรวจท่านนี้ เป็นคนดั้งเดิมในพื้นที่ เกิดและเติบโตที่นี่ และเป็นผู้ใหญ่ที่คนนางเลิ้งให้ความนับถือ ผลจากการสอบปากคำในเบื้องต้นกับรตต.เกษม ข้าพเจ้าได้ความดังนี้
ถาม : ขอให้ท่านเล่าประวัติส่วนตัวของท่าน
ตอบ : ข้าพเจ้าร้อยตำรวจตรีเกษม เกิดพ.ศ.๒๔๗๐ ปัจจุบันอายุ ๘๖ ปี ก่อนที่จะเกษียณอายุราชการ ข้าพเจ้าเป็นหัวหน้าสายสืบอยู่ที่เขตนางเลิ้ง ตั้งแต่เมื่อประมาณ ๓๐ ปีที่แล้ว
ถาม : ท่านรู้จักนายตูบ หรือตู่ หรือนายชาญสุจินดาได้อย่างไร
ตอบ : ข้าพเจ้าเป็นตำรวจ จับนายตูบมาไม่น้อยกว่า ๔-๕ ครั้ง ข้าพเจ้าเป็นหัวหน้าสายสืบที่พื้นที่นางเลิ้ง ตั้งแต่สมัยท่านอธิบดีแสวงยังไม่ถึงแก่อสัญกรรม ในขณะที่ท่านเป็นสารวัติใหญ่ ข้าพเจ้าก็ไปตามจับผู้ร้ายกับท่าน ข้าพเจ้าจับนายตูบครั้งสุดท้าย เมื่อประมาณ ๓๐ ปีที่แล้ว เมื่อตอนข้าพเจ้าอายุประมาณ ๕๐ ปี จากการที่ข้าพเจ้าระดมจับอันธพาลในสมัยนั้น นายตูบหนีจากนางเลิ้งไป ข้าพเจ้าก็ไปตามจับได้ที่ฝั่งธนฯ
นายตูบนี้เป็นคนนางเลิ้ง เกิดที่นางเลิ้ง ไปนอนที่วัดแคบ้างก็มี เพราะพ่อแม่เขาล้มหายตายจากไปนานแล้ว ข้าพเจ้าเองก็เกิดที่นางเลิ้ง ข้าพเจ้ารู้จักทุกคนในนางเลิ้งดี
ถาม : ท่านจับกุมนายตูบ หรือตู่ หรือชาญ สุจินดา ด้วยข้อหาใดบ้าง
ตอบ : มีทั้งคดีหลบหนีคดีอาญา ซึ่งในสมัยนั้นรัฐให้อำนาจตำรวจสามารถจับกุมได้ ขังเจ็ดวันแล้วก็ปล่อยไป ขังนายตูบไว้ที่นางเลิ้ง และมีคดีอันธพาล ซึ่งถ้าเป็นคดีอันธพาล ก็จะส่งไปขังที่เรือนจำลาดยาว ในสมัยก่อนนั้น บ้านเมืองเราจะมียุคที่มีอันธพาล มีเด็กเกเรมากมาย ในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จึงได้มีนโยบายให้กวาดล้างจับกุมเด็กอันธพาลเหล่านี้ แม้แต่ใครใส่เสื้อลายสก็อตก็ยังถูกจับ และในสมัยนั้นนายตูบก็เป็นหนึ่งในเด็กอันธพาลที่ถูกจับด้วย
ส่วนหลักฐานรายการบันทึกประจำวันคดี ปัจจุบันนี้คงถูกทิ้งไปหมดแล้ว และโรงพักเขตป้อมปราบศัตรูพ่ายนี้เองก็เคยโดนไฟไหม้ โรงพักปัจจุบันก็เป็นหลังที่ ๗-๘ แล้ว ถ้าจะหาหลักฐานใดๆเกี่ยวกับประวัติการจับกุมนายตูบ ปัจจุบันคงไม่มีแล้ว
ถาม : ขอให้ท่านเล่าถึงสถานการณ์บ้านเมืองในสมัยก่อน ในช่วงที่นายตูบเกิด รวมถึงช่วงที่นายตู่โดนจับกุม
ตอบ : สมัยก่อนนั้นช่วงที่นายตูบเกิด ในปีพ.ศ.๒๔๘๕ ก็เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมแผ่นดินครั้งใหญ่ ตอนนั้นข้าพเจ้าอายุ ๑๕ ปี(นายชาญ สุจินดา หรือนายตู่ เกิดเมื่อประมาณปีพ.ศ. ๒๔๘๔)
และนอกจากนั้นประมาณปีพ.ศ. ๒๔๘๔-พ.ศ.๒๔๘๕ ก็มีสงครามโลก ซึ่งพื้นที่เขตเทเวศร์ และถนนหลานหลวงโดนระเบิด สงครามได้สงบลงเมื่อปี พ.ศ.๒๕๘๖-พ.ศ.๒๕๘๗ หลังจากนั้นข้าพเจ้าเข้าเป็นตำรวจ ปี พ.ศ. ๒๔๘๙ ตอนอายุ ๑๙ ปี เพราะข้าพเจ้าเกิดปี พ.ศ.๒๔๗๐
ในเรื่องของการกวาดล้างอันธพาลนั้นก็เกิดขึ้นในยุคของรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์นั่นเอง (ดำรงตำแหน่ง 9 กุมภาพันธ์พ.ศ. 2502 ถึง 8 ธันวาคมพ.ศ. 2506 )
ถาม : ในสมัยก่อนชุมชนนางเลิ้งมีคนต่างด้าวอาศัยอยู่บ้างหรือไม่
ตอบ : มีคนจีนอาศัยอยู่ ตำรวจมีการกวาดล้างกันทุกปี จะทำทุกๆก่อนปีใหม่ คนจีนนี้แยกได้ไม่ยากเลย คนจีนจะขาว และก็พูดไทยไม่ชัด แต่สมัยก่อนไม่มีคนพม่า หรือประเทศเพื่อนบ้านมาอยู่เลย ถึงมีก็น้อยมากๆ ข้าพเจ้าเองยืนยันว่านายตูบเป็นคนไทยไม่ใช่คนต่างด้าว คนนางเลิ้งก็รู้จักนายตูบทั้งนั้น ว่าเป็นคนไทยเป็นคนนางเลิ้ง และลักษณะของนายตูบเองก็ไม่ใช่ลักษณะของคนจีนเลยแม้แต่น้อย
ถาม : ท่านเห็นนายตูบ หรือตู่ หรือชาญ สุจินดา ในชุมชนนางเลิ้งหรือไม่ ท่านเห็นอย่างไรบ้าง
ตอบ : ข้าพเจ้าเป็นตำรวจตั้งแต่อายุ ๑๙-๒๐ ปี ข้าพเจ้าก็เห็นนายตูบที่นางเลิ้งแล้ว (รตต.เกษม อายุมากกว่านายชาญ ประมาณ ๑๕ปี ดังนั้นขณะที่รตต.เห็นนายชาญนั้น นายชาญอายุ ๔-๕ ขวบ) แม้ตอนที่ข้าพเจ้ายังไม่เป็นตำรวจก็เห็นนายตูบแล้ว ข้าพเจ้าทราบว่านายตูบเป็นญาติของน้าเยื้อนและน้าทัศน์ โดยที่ข้าพเจ้าไม่เคยรู้จักหรือเห็นมารดาของนายตูบ ข้าพเจ้าเองอยู่นางเลิ้งมาโดยตลอด และก็เห็นนายตูบ มาตั้งแต่ที่ข้าพเจ้าอายุประมาณ ๒๐ ปีนี้ก็เห็นแล้ว
พี่น้องของนายตูบข้าพเจ้าทราบเพียงแต่ นายแกละ ที่สมัยก่อนอยู่ที่เทเวศร์ และก็มีญาติชื่อนายปลอด แต่นายตูบมีพี่น้องทั้งหมดกี่คน ข้าพเจ้าไม่ทราบแต่อย่างใด
ข้าพเจ้ายืนยันว่านายตูบเป็นคนไทย ข้าพเจ้าเห็นนายตูบ อยู่ที่นางเลิ้งมาตั้งแต่เด็กๆ หากการที่นายตูบหายไปจากชุมชน ข้าพเจ้าคิดว่า นายตูบน่าจะไปติดคุกอยู่
....อย่างไรก็ดีพยานรตต.เกษม หรือลุงปาน ผู้ที่สามารถเชื่อมต่อเหตุการณ์ว่าลุงตู่หายจากชุมชนนางเลิ้งไปไหนได้นั้น ทางเราได้เตรียมสอบปากคำเบื้องต้นไว้ก่อน เพื่อทราบข้อเท็จจริงว่า พยานปากนี้ทราบเหตุการณ์ใดบ้าง แต่ทางเราไม่ได้นำพยานปากนี้ไปให้ปากคำกับทางเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เพราะ พยานบุคคลที่ได้สอบปากคำกับเจ้าหน้าที่ในคดีนี้ มีจำนวน ๔ คนแล้ว การที่เราไม่นำพยานไปสอบปากคำที่สำนักงานเขตมากเกินไป ก็เพื่อที่ไม่เป็นการสร้างมาตรฐานที่จะทำให้เจ้าหน้าที่รัฐ เรียกร้องพยานหลักฐานจากประชาชนมากเกินไป อันจะเป็นการสร้างภาระเกินสมควร โดยทางทีมงานนักศึกษาภาคบัณฑิต และโครงการบางกอกคลินิกเห็นว่า พยาน ๔ คนอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมแล้ว โดยคำนึงถึงความแน่นหนาของพยานหลักฐาน และความเป็นไปได้ที่จะหาพยานของประชาชน
กรณีของลุงตู่นี้นอกจากจะเป็นเรื่องจริง ก็ยังเป็นกรณีศึกษาที่สามารถเป็นตัวอย่างให้แก่ผู้ที่ตกหล่นทางทะเบียนคนอื่นๆได้ ในขณะที่ลุงตู่อายุ ๗๑ปี ยังพอมีพยานมายืนยันได้บ้าง แต่เราต้องคำนึงถึงกรณีผู้ตกหล่นทางทะเบียนคนอื่นๆ ว่าหากเขาอายุมากกว่าลุงตู่ พยานเสียชีวิตเกือบหมดแล้ว หรือกรณีอื่นๆ ที่หาพยานบุคคลมาไม่ได้มาก และไม่มีใครช่วยเหลือ ต้องดำเนินการเอง การเรียกร้องพยานหลักฐาน รวมถึงพยานบุคคลมากเกินไปก็จะเป็นการสร้างภาระแก่ประชาชนเกินสมควร เราก็ต้องคำนึงในส่วนนี้ด้วย ว่าให้ประชาชนอื่นๆ หรือผู้ที่ตกหล่นทางทะเบียนคนอื่น สามารถดำเนินการเองได้โดยศึกษาจากกรณีลุงตู่เป็นตัวอย่าง รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐเองก็อาจจะศึกษากรณีลุงตู่ได้ว่า พยานหลักฐานที่ประชาชนต้องใช้ก็ควรอยู่ในจำนวนที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ และเจ้าหน้าที่รัฐอาจศึกษาคำพิพากษายี่เกียม(ฎ. 5843/2537) เป็นแนวทางในการรับฟังพยานหลักฐานจากประชาชน ที่ศาลให้รับฟังพยานบุคคลได้ เช่นนี้แล้วการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายปกครองก็จะไม่เป็นการสร้างภาระแก่ประชาชนจนเกินสมควร ถูกต้องตามวิธีปฎิบัติราชการของเจ้าหน้าที่รัฐที่พึงเป็น