เช้าวันแรกของการไปโรงเรียน (พ.ศ.2506) พ่อกับแม่จัดเตรียมกางเกงขาสั้นสีกากีและเสื้อแขนสั้นสีขาวให้ชุดหนึ่ง พร้อมกระดานชนวนและดินสอหิน เสื้อ-กางเกงนักเรียนชุดแรกเป็นชุดเดียวที่ใช้จนขาดจึงจะได้ชุดใหม่ ใช้กัน 5 วันจึงจะได้ซักสักครั้งหนึ่ง ส่วนรองเท้า – ไม่มี กว่าจะได้สวมรองเท้าไปโรงเรียนก็ตอนที่เรียนชั้นประถมปลาย (ป.5 – ป.7) และก็สวมบ้างไม่สวมบ้าง เพราะไม่เคยชินกับรองเท้า จนกระทั่งเข้าไปเรียนในตัวเมืองนั่นแหละจึงสวมถุงเท้ารองเท้าไปโรงเรียนทุกวัน
บ้านของข้าพเจ้าตั้งอยู่ริมถนนที่ตัดเชื่อมต่อระหว่างถนนสายควนขนุน – ปากคลอง กับวัดดอนศาลา เมื่อเริ่มเข้าโรงเรียน ระยะทางระหว่างบ้านกับโรงเรียนวัดดอนศาลา ประมาณ 1 กิโลเมตร การเดินเท้าของเด็กตัวเล็ก ๆ ก็นับว่าไกลไม่น้อย แต่เมื่อเดินไปด้วยกันหลาย ๆ คน เดินกันไป เล่นกันไป บางทีก็ขว้างกระดานชนวน (ซึ่งเป็นอุปกรณ์การเรียนเพียงชิ้นเดียว) เล่นกันจนแตกหัก ก็โดนครูตี(และพ่อตี) กว่าจะเริ่มมีสมุดและดินสอเป็นอุปกรณ์การเรียนก็อยู่ชั้นประถม 3 แล้ว
จำได้อย่างแม่นยำว่า ครูคนแรกที่มาจับมือเขียน ก ไก่ ข ไข่ ฃ ขวด..... คือคุณครูคง จันทร์สุข ซึ่งท่านก็จับมือเขียนได้ไม่นานก็ต้องเกษียณอายุราชการไป คุณครูเขียน บุษรารัตน์ (ภรรยาของครูพ่วง บุษรารัตน์ - คุณแม่ของ อ.พิทยา บุษรารัตน์ ผอ.สถาบันทักษิณคดีศึกษา) จึงรับหน้าที่เป็นผู้จับมือเขียนหนังสือ สอนอ่านหนังสือต่อมาจนอ่านออกเขียนได้ หนังสือกองโตที่บ้านจึงถูกรื้อขึ้นมาอ่าน และในทุก ๆ สัปดาห์ก็จะคอยพ่อกลับจากโรงเรียน (ในขณะนั้นพ่อย้ายจากโรงเรียนวัดดอนศาลาไปสอนที่อื่นแล้ว) รออ่านหนังสือวิทยาสารและชัยพฤกษ์ (ถ้าจะให้คำให้ถูกต้องควรจะเรียกว่านิตยสารวิทยาสารและชัยพฤกษ์ - แต่ตอนเด็ก ๆ เรียกกันอย่างนี้)ซึ่งพ่อบอกรับเป็นสมาชิก
ข่าวสารทางการศึกษาในนิตยสารทั้งสองฉบับนี้ไม่ได้มีอะไรเป็นที่สนใจของลูก ๆ (เพราะนั่นเป็นเรื่องที่พ่ออยากรู้อยากอ่าน) แต่อยู่ในความสนใจและอยากอ่านก็คือการเล่าเรื่องจากวรรณคดีเรื่องต่าง ๆ การ์ตูน นิทาน นิยาย หรือเรื่องประเภทขำขัน รองลงมาก็เป็นเรื่องประเภทสารคดี นิตยสารชัยพฤกษ์จึงเป็นเป้าหมายที่ลูก ๆ ต้องการมากกว่า และแย่งชิงกันอ่าน บ่อยครั้งที่พี่ ๆ น้อง ๆ ทะเลาะกันเพราะแย่งหนังสืออ่าน พ่อก็ต้องแก้ปัญหาด้วยไม้เรียว (หรืออะไรก็ได้ที่พอจะให้ลูก ๆ หยุดทะเลาะกัน)
ที่โรงเรียนวัดดอนศาลา ระหว่างโรงเรียนกับวัดแม้มีพื้นที่แยกกันให้เห็นอย่างชัดเจน แต่ก็ไม่ได้มีรั้วหรือกำแพงกั้นเหมือนปัจจุบัน วัดจึงเป็น “แหล่งเรียนรู้” ที่สำคัญ การเข้าร่วมกิจกรรมในวันพระ วันสำคัญทางศาสนา ตลอดจน “งานวัด” ที่จัดขึ้นตามเทศกาลหรือโอกาสต่าง ๆ จึงเป็นกิจกรรมที่นักเรียนได้มีโอกาสร่วมโดยสม่ำเสมอ โดยไม่จำเป็นต้องจัดกิจกรรม “วันพระในโรงเรียน” แยกพระออกจากชุมชนเหมือนกับโรงเรียนในยุคปัจจุบัน
ลานวัดเป็นพื้นที่ที่นักเรียนเข้าไปวิ่งเล่นในตอนพักเที่ยงและในชั่วโมงพละ ในช่วงใกล้ๆ สอบซ้อมและสอบไล่ นักเรียนจำนวนมากก็จะเข้าไปกราบไหว้ขอพรจากพระและกราบไหว้พระพุทธรูป เพื่อให้มีกำลังใจในการสอบ (หรือให้ท่านช่วยเหลือในการสอบตามความเชื่อ) เพราะวัดนี้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางไสยศาสตร์ควบคู่กับวัดเขาอ้อและวัดบ้านสวน ในช่วงที่ข้าพเจ้าเรียนอยู่ที่โรงเรียนนี้ พระที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นพระเกจิอาจารย์ของสำนักวัดเขาอ้อก็คืออาจารย์นำ แก้วจันทร์ ซึ่งในช่วงใกล้ ๆ สอบ กุฏิของท่านก็จะเต็มไปด้วยนักเรียนที่ไปกราบขอพรจากท่าน
7 ปีในโรงเรียนวัดดอนศาลา ครูที่สอนมีมากหน้าหลายตา จำได้บ้างไม่ได้บ้าง นอกเหนือจากทั้งสองท่านที่กล่าวข้างต้น ที่จำได้แม่นยำก็เห็นจะเป็นครูคลิ้ง ฤทธาภิรมย์ ที่จำได้แม่นเพราะว่าท่านดุมาก ตีเจ็บ และสอนดี ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้วครูคนอื่น ๆ ก็ไม่ได้แตกต่างกัน (รวมถึงครูโรงเรียนอื่น ๆ ในยุคนั้น) เอาเป็นว่าถ้าทำผิดก็โดนตีทั้งที่โรงเรียน มิหนำซ้ำเมื่อกลับถึงบ้านก็อาจโดนไม้เรียวซ้ำลงบนแผลเก่าอีกเมื่อพ่อรู้ว่ากระทำความผิดที่โรงเรียน
ความผิดที่ไม่เพียงเฉพาะไม่ทำการบ้าน ขี้เกียจเรียน พูดคุยกันในห้องเรียน แต่รวมไปถึงการทำการบ้านหรือแบบฝึกหัดผิดด้วย แม้แต่เขียนหนังสือลายมือไม่สวย เขียนหนังสือไม่มีหัว ก็โดนตีโดยไม่มีข้อยกเว้น
อาจบางทีเพราะการผ่านประสบการณ์ในการจัดการเรียนการสอนที่เข้มงวดของครูเช่นนี้ ทำให้เกิดความเข้าใจฝังแน่นว่านี่คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประสบกับความสำเร็จในการเรียนและในชีวิตได้ หลายครั้งจึงเกิดความคิดความรู้สึกว่าที่ลูกศิษย์ที่เราสอนไม่สามารถเรียนรู้ได้ดังที่เราต้องการเป็นเพราะเราไม่สามารถที่จะเข้มงวดกับนักเรียนได้เหมือนกับครูของเรา
ฝรั่งคิดไม่ผิดหรอกครับที่ไม่ใช้ “ไม้เรียว” และไม่ผิดหรอกครับถ้าครอบครัวไทยเลี้ยงดูลูกแบบฝรั่ง โรงเรียนจัดการเรียนการสอน จัดห้องเรียน จัดการบริหารจัดการ ฯลฯ ตามแบบที่ฝรั่งคิด...