เย็นนี้ฉันนั่งตรวจงานนักเรียน   ผลงานรวบรวมคำคมที่ฉันชื่นชมและประทับใจมากที่สุดคืองานของ
นัทธ์ชนัน   อยู่เต็มสุข  นักเรียนชั้น ม.๔/๖ ที่ฉันเป็นที่ปรึกษาและได้ไปเยี่ยมบ้านเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา


                      

               เด็กคนนี้ทำงานเป็นระเบียบเรียบร้อย  มีศิลปะในการทำงานและทำงานด้วยหัวใจและความตั้งใจเต็มร้อยต่างจากเด็กส่วนใหญ่ที่ทำแบบขอไปที

               ฉันได้คำตอบเมื่อฉันไปที่บ้านเธอซึ่งตั้งอยู่ที่ ตำบลวังเย็น  อำเภอเมือง  จังหวัดนครปฐม   "บ้านอยู่เต็มสุข"  อยู่เต็มสุขสมชื่อจริง ๆ  ปลูกไม้ดอกไม้ประดับรอบบ้าน  อบอวลด้วยไออุ่นและความสุขของการเป็นผู้ให้

               เมื่อฉัน  พี่สาวฉัน  และเพื่อน ๆ ของนัทธ์ชนันอีก  ๓ คน  ไปถึงบ้านเธอ  แม่เธอกุลีกุจอเตรียมน้ำดื่มและเตรียมอาหารว่างคือขนมใส่ไส้  และข้าวต้มมัด  มาให้พวกเรารับประทาน   แถมด้วยกระเป๋าพลาสติกสานซึ่งเธอทำเป็นงานอดิเรกและจำหน่าย   แจกให้พวกเราทุกคน  คนละใบ

                      

                ครอบครัวนี้อยู่กันด้วยกันรวม  ๖  คน  ประกอบด้วย  คุณปู่   คุณย่า   คุณแม่   นันธ์ชนันและพี่สาว  ส่วนคุณพ่อของเธอรับราชการทำงานอยู่ที่กรุงเทพมหานคร  กลับบ้านอาทิตย์ละ ๑  ครั้ง

                ฉันยังจำภาพการต้อนรับที่ทำให้แขกผู้มาเยือนทุกคนประทับใจได้เป็นอย่างดี    ทุกคนมีความเป็นกันเอง
ชื่นชมและสรรเสริญซึ่งกันและกัน   พ่อแม่สามีชื่นชมลูกสะใภ้และหลาน ๆ  คอยดูแลเอาใจใส่    คุณปู่และคุณย่าอยู่ด้วยกันไม่เคยทะเลาะกัน   เล่าว่าถ้าใครบ่นอีกคนก็เงียบต้องอดทน   ขยันขันแข็งช่วยกันทำมาหากิน  คุณย่าเย็บเสื้อใหู้ลูกค้า  คุณปู่ก็ช่วยเป็นลูกมือให้คุณย่า    กว่าจะมีวันนี้ได้ต้องทำงานสารพัดทั้งเลี้ยงหมู  ทำนา   ดัดผม  เย็บผ้า   สมดังคำกล่าวที่ว่า " ไม่มีความยากจนในหมู่คนขยัน"

                       

                คุณปู่เล่าว่า  นัทธ์ชนัน  ไม่ชอบไปไหน  ขนาดข้าง ๆ บ้านมีงานยังไม่ยอมออกไปกินเลี้ยงต้องไปซื้อกับข้าวให้กิน   เป็นคนทำงานช้าแต่ทำงานเรียบร้อย   ให้เงินก็ไม่เอาถามว่า  "ให้ในโอกาสอะไร  เงินที่พ่อให้ยังใช้ไม่หมดเลย"  พ่อซื้อนาฬิกาสวย ๆ เรือนละหลายพันบาทให้สวมไม่สวม  สร้อยคอก็ไม่สวม  บอกว่าคัน  รำคาญ  ไม่ชอบ

                 ล่าสุดฉันตั้งใจจะให้เธอรับรางวัลเด็กดีมีคุณธรรมของห้องประจำเดือนกุมภาพันธ์  (กิจกรรมนี้จัดให้นักเรียนทุกห้องทุกระดับชั้น  รับรางวัลทุกเดือน  ห้องละ ๑ คน)  และบอกเล่าให้เพื่อน ๆ ในห้องทุกคนรับทราบ  แต่เธอกลับขอร้องฉันว่าไม่ต้องการรับรางวัลเพราะเด็กทุกคนที่ได้รับก่อนหน้านั้นต้องเป็นหัวหน้าชั้นเรียน (ฉันฝึกให้เด็กเป็นหัวหน้าชั้นเรียน  คนละ ๑ เดือน  เพื่อฝึกภาวะผู้นำ)   แต่เธอไม่ได้เป็นและไม่ได้ทำงานอะไร  เธอจึงไม่สมควรได้ ฉันบอกให้เธอทำหน้าที่หัวหน้าห้อง  แต่เธอปฏิเสธบอกว่าเธอไม่ชอบ

                 "บ้านอยู่เต็มสุข"   ได้เติมเต็มชีวิตเด็กคนหนึ่งให้บริบูรณ์ด้วยความสุขและความพอเพียงอย่างน่าชื่นชม  อีกทั้งยังมีสายเลือดศิลปินที่ได้จากครอบครัว   ฉันอดคิดไม่ได้หากครอบครัวไทยทุกครอบครัวมีพื้นฐานที่มั่นคงเฉกเช่นรากแก้วอันสมบูรณ์เช่นนี้   ปัญหาต่าง ๆ ของบ้านเมืองที่เกิดจากความบกพร่องของสถาบันหลักในชีวิตคงหมดสิ้นไป

                 ขอบคุณสายลมเย็นที่พัดผ่านหน้าต่างยามดึก ที่ทำให้ฉันเขียนบันทึกบอกเล่าเรื่องราวดี ๆ ด้วยความสุขใจ
ขอบคุณครอบครัว "บ้านอยู่เต็มสุข"  ที่ทำให้ฉันพบเห็นสวรรค์บนดินที่ทุกคนสามารถสร้างได้ด้วยมือตน

                                           ..................................................................................
                                                                                                                     
                                                                                                                               ธรรมทิพย์
                                                                                                                         ๒๒  มกราคม  ๒๕๕๖